1

0

ผู้เขียน :Admin nicky

อัพเดทเมื่อวันที่ : 2025-12-31 11:34:08

บทนำ

บทสังเคราะห์เพื่อการขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ ที่ชี้ให้เห็นถึงเส้นทางการขับเคลื่อนงาน และพัฒนาการเชิงระบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งได้หยิบยกจุดเด่น บทเรียน และข้อสะท้อนการดำเนินงานสำคัญเพื่อเน้นย้ำความพยายามในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมายตามแผนอาหารเพื่อสุขภาวะภายในปี 2570 ได้อย่างสอดคล้องกับเป้าหมายของแผนอาหารแห่งชาติ พ.ศ. 2561–2580 และเป้าหมายโภชนาการระดับโลกในปี 2025 และ 2030 ที่กำหนดไว้โดยองค์การอนามัยโลก (WHO)

ส่วนที่ 4 บทสังเคราะห์ขบวนการขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ

แผนอาหารเพื่อสุขภาวะถือเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการวางทิศทางการพัฒนาอาหารของประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และยุทธศาสตร์ชาติ โดยมุ่งเน้นให้เกิดระบบอาหารที่ปลอดภัย เข้าถึงได้ มีคุณค่าทางโภชนาการ และส่งเสริมสุขภาพประชาชนทุกกลุ่มวัยอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม แผนดังกล่าวถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2554–2566  เป็นการบูรณาการบทบาทของหน่วยงานทุกระดับทั้งในภาคนโยบาย วิชาการ ท้องถิ่น และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนในระดับพื้นที่และประเทศ ด้วยเป้าหมายสำคัญในการสร้างระบบอาหารที่เอื้อต่อสุขภาวะของประชาชนในทุกช่วงวัย ลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และยกระดับความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ตลอดจน การใช้ข้อมูลและความรู้เป็นฐาน และการพัฒนากลไกสนับสนุนที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง

บทความฉบับนี้สังเคราะห์ภาพรวมของสถานการณ์ กลไก เครื่องมือ และโอกาสในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว โดยอ้างอิงจาก รายงานการทบทวนและประมวลองค์ความรู้สุขภาวะ อาหารเพื่อสุขภาวะเพื่อสนับสนุนการสื่อสารและขยายผลสนับสนุนโดย ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เนื้อหาที่ปรากฏในบทนี้จึงเป็นเหมือนการสังเคราะห์สาระสำคัญจากสามส่วนหลักที่สกัดจากรายงานดังกล่าวข้างต้น และหยิบยกนำมาชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญในการสร้างเสริมระบบอาหารยั่งยืนภายใต้บริบททางสังคมของประเทศไทย และประสบการณ์การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อาหาร ระยะ 10 ปี (2565 –2574) ที่มุ่งเน้นการใช้กลไกทุกระดับในการดำเนินงานให้บรรลุตัวชี้วัดอย่างมีส่วนร่วม อาทิ สัดส่วนประชากรที่บริโภคผัก และผลไม้ตามเกณฑ์ที่แนะนำ อัตราการเกิดโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในกลุ่มเด็กและผู้ใหญ่ สัดส่วนสถานศึกษาที่จัดอาหารปลอดภัยและสอดคล้องกับหลักโภชนาการ จำนวน อปท./ชุมชน/พื้นที่ ที่มีแผนจัดการระบบอาหารสุขภาวะในท้องถิ่น และระดับความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ของประชาชนในประเด็นอาหารและโภชนาการ ด้วยเป้าหมายในระยะ 5 ปี ในปี พ.ศ. 2570 คือ

  • ประชาชนมีพฤติกรรมบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะเพิ่มขึ้น 5%

  • ความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะเพิ่มขึ้น  5%

  • การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ส่งเสริมการบริโภคอาหารสุขภาวะ 3 เรื่อง

 

4.1 สถานการณ์ระบบอาหารและสุขภาวะ ในระดับโลกและประเทศไทย

ท่ามกลางสถานการณ์ระดับโลกที่กำลังเผชิญกับการบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเกิดโรค NCDs ขณะเดียวกัน ความหิวโหยและความไม่มั่นคงทางอาหารยังคงเป็นปัญหาในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง  สำหรับในประเทศไทยนั้นแม้จะมีความมั่นคงทางอาหารในภาพรวม แต่พบว่ายังมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ รวมถึง การบริโภคอาหารที่เสี่ยงต่อสุขภาพ เช่น อาหารไขมันสูง น้ำตาลสูง และโซเดียมสูง

4.1.1 แนวโน้มสำคัญสถานการณ์ระบบอาหารและสุขภาวะในระดับโลก

ในศตวรรษที่ 21 ระบบอาหารทั่วโลกเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและความท้าทายเชิงระบบอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม โรคอุบัติใหม่ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาวะของประชากรทุกกลุ่มวัยทั่วโลก ไม่เพียงแต่เรื่องความหิวโหย (hunger) แต่ยังรวมถึงภาวะโภชนาการเกิน (over-nutrition) และโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยมีสถานการณ์ที่เป็นปรากฏการณ์สะท้อนระบบอาหารในระดับโลก ดังนี้

1. ภาวะทุพโภชนาการสองขั้ว: วิกฤตสุขภาวะที่ซับซ้อน โลกในปัจจุบันเผชิญกับภาวะ "ทุพโภชนาการสองขั้ว" (Double Burden of Malnutrition) กล่าวคือ ในขณะที่บางภูมิภาคยังประสบกับภาวะขาดแคลนอาหารและสารอาหารที่จำเป็น เช่น โปรตีน ธาตุเหล็ก และวิตามิน เด็กและผู้ใหญ่ในอีกหลายพื้นที่กลับมีภาวะอ้วน หรือ โภชนาการเกินจากอาหารแปรรูป น้ำตาล และโซเดียมสูง

  • เด็กกว่า 45 ล้านคนทั่วโลก มีภาวะผอมแห้ง (wasting)

  • เด็กมากกว่า 149 ล้านคน มีภาวะแคระแกร็น (stunting)

  • ประชากรผู้ใหญ่กว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลก มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน

ปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพ แต่ยังบั่นทอนศักยภาพการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชากรอย่างยาวนาน

2. โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs): ผลพวงจากระบบอาหารและพฤติกรรม พฤติกรรมการบริโภคอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิด NCDs เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และมะเร็งบางชนิด องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า NCDs เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 70% ของประชากรโลก โดยเฉพาะในประเทศรายได้ปานกลางและต่ำ ซึ่งระบบสุขภาพยังไม่สามารถรับมือกับภาระโรคเหล่านี้ได้อย่างทั่วถึง

3. วิกฤตสภาพภูมิอากาศกับระบบอาหาร ระบบการผลิตอาหารเป็นทั้งเหยื่อ และผู้ก่อของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เช่น

  • การเกษตรและปศุสัตว์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 25%

  • การใช้สารเคมีเกินขนาดส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและสุขภาพของประชาชน

  • การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศทำให้ฤดูกาลเพาะปลูกแปรปรวน กระทบต่อผลผลิตและราคาสินค้าเกษตร

แนวโน้มนี้ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางอาหาร (food insecurity) โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ

4. ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอาหาร ความยุติธรรมเชิงระบบที่ยังไม่บรรลุ แม้จะมีการผลิตอาหารทั่วโลกมากเพียงพอ แต่ กว่า 800 ล้านคนยังอดอยาก หรือ ขาดอาหาร ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งกลับสูญเสียอาหารกว่า 1 ใน 3 ของผลผลิตรวมในรูปแบบของ food loss และ food waste สิ่งนี้สะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในการกระจายอาหารและโอกาสในการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพ ทั้งในมิติเศรษฐกิจ การศึกษา และภูมิศาสตร์

4.1.2 แนวโน้มสำคัญสถานการณ์ระบบอาหารและสุขภาวะในประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทั้งด้านวัฒนธรรมอาหาร ทรัพยากรธรรมชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านอาหาร อย่างไรก็ตาม ระบบอาหารของประเทศกลับเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนและท้าทายจากบริบททางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และวิกฤตสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร คุณภาพโภชนาการ และสุขภาวะของประชากรในทุกช่วงวัย ดังจะพบแนวโน้มสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง อาทิ

1. ภาวะโภชนาการในสังคมไทย: ปัญหาในสองขั้ว แม้ประเทศไทยจะพัฒนาเรื่องความมั่นคงทางอาหารในภาพรวมได้ดี แต่ยังคงพบ “ภาวะทุพโภชนาการสองขั้ว” ทั้งในรูปของภาวะขาดสารอาหารและโภชนาการเกินในกลุ่มประชากรต่างๆ ดังเช่น

  • เด็กเล็กบางส่วนยังมีภาวะเตี้ย ผอม และน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเปราะบางและครัวเรือนรายได้น้อย

  • เด็กวัยเรียน วัยรุ่น และวัยทำงานมีแนวโน้ม “อ้วนลงพุง” มากขึ้น จากพฤติกรรมการบริโภคอาหารฟาสต์ฟู้ด หวาน มัน เค็ม และการขาดกิจกรรมทางกาย

  • กลุ่มผู้สูงอายุเผชิญปัญหาภาวะขาดสารอาหาร ซ้ำซ้อนกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน และโรคหัวใจ

2. ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงอาหารและโอกาสทางโภชนาการ แม้ประเทศไทยจะสามารถผลิตอาหารได้เพียงพอ แต่ความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ ภูมิศาสตร์ และข้อมูลสุขภาพทำให้ประชากรบางกลุ่มยังเข้าไม่ถึงอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น

  • เด็กในพื้นที่ห่างไกล หรือ โรงเรียนขนาดเล็ก

  • ผู้สูงอายุในชนบท

  • แรงงานนอกระบบ และเกษตรกรรายย่อย

  • กลุ่มชาติพันธุ์ หรือ พื้นที่ชายขอบ

3. ความท้าทายของระบบอาหารในบริบทสมัยใหม่ ระบบอาหารไทยต้องเผชิญกับแรงกดดันใหม่ๆ

  • การใช้สารเคมีในการเกษตรที่ส่งผลต่อความปลอดภัยของอาหาร

  • การเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตในเมืองที่ส่งเสริมการบริโภคอาหารแปรรูป

  • อิทธิพลของการตลาดอาหารโดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชน

  • การสูญเสียอาหารในห่วงโซ่อุปทาน และการไม่สามารถใช้ทรัพยากรอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ

    1. ความท้าทายหลัก ที่แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก แต่ยังพบว่า

  • คนไทยยัง บริโภคผักและผลไม้ไม่เพียงพอ (ต่ำกว่าเกณฑ์ 400 กรัม/วัน ถึงร้อยละ 70)

  • เด็กไทยมีแนวโน้มอ้วนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม วัยเรียนและวัยรุ่น

  • ระบบผลิตอาหารยังพึ่งพา สารเคมีทางการเกษตร สูง ส่งผลต่อปัญหาอาหารปลอดภัย

  • ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอาหารยังมีอยู่มาก โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง

 อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุข้างต้นประเทศไทยจึงมีการพัฒนาและขับเคลื่อนแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ” ตั้งแต่ปี 2555 ถึงปัจจุบัน โดยใช้แนวคิดบูรณาการระบบอาหารที่ครอบคลุมทั้งมิติความมั่นคงทางอาหาร อาหารปลอดภัย และโภชนาการอาหาร

 

สืบค้นรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเอกสารส่วนที่ 

4.2 ขบวนการขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย: จากนโยบายสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่

“ระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ” เป็นกรอบแนวคิดที่เชื่อมโยงประเด็นด้านอาหารสุขภาวะ ในแง่มิติความมั่นคงทางอาหาร อาหารปลอดภัย และโภชนาการอาหาร ที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพของประชาชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ ทั้งในระดับนโยบาย กลไก และการปฏิบัติการในพื้นที่ การขับเคลื่อนระบบอาหารในประเทศไทยไม่ได้อาศัยเพียงนโยบายจากส่วนกลาง หากแต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น วิชาการ และภาคประชาชน บทความนี้มุ่งเสนอภาพรวมของขบวนการขับเคลื่อนระบบอาหารสุขภาวะในประเทศไทย โดยเฉพาะการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ และบทเรียนเชิงระบบที่ส่งผลต่อสุขภาวะประชาชน

4.2.1 พัฒนาการการขับเคลื่อนระบบอาหารสุขภาวะในประเทศไทย

ประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับอาหารเพื่อสุขภาวะมาตั้งแต่ช่วงปี 2546 ผ่านการดำเนินงานของภาคีสุขภาพ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้วางรากฐานแนวคิด “อาหารปลอดภัย” และพัฒนามาสู่กรอบแนวคิด “ระบบอาหารเพื่อสุขภาวะ” ที่ครอบคลุมห่วงโซ่อาหารทั้งหมด ตั้งแต่การผลิต การกระจาย การบริโภค จนถึงการจัดการหลังบริโภค สรุปเส้นทางขับเคลื่อนระบบอาหารสุขภาวะในประเทศไทยได้ดังนี้

  • พ.ศ. 2546–2554 เป็นช่วงของการดำเนินงานในรูปแบบโครงการที่อยู่ภายใต้แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ โดยยังไม่มีแผนเฉพาะด้านอาหาร

    • พ.ศ. 2546 สสส. เริ่มสนับสนุนงานด้านอาหารปลอดภัยและอาหารสุขภาวะในระดับชุมชน

    • พ.ศ. 2551 พัฒนากรอบแนวคิด “อาหารเพื่อสุขภาวะ” ครอบคลุมทั้งระบบอาหาร

  • พ.ศ. 2555–2566 พัฒนา “แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ (แผน 14)” อย่างเป็นทางการ ภายใต้การบริหารของ “สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ” (สำนัก 5) โดยวางเป้าหมายระยะ 10 ปี เพื่อเพิ่มการบริโภคผักและผลไม้ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และลดภาวะอ้วนในเด็กวัยเรียนให้ต่ำกว่าร้อยละ 10 โดยดำเนินงานควบคู่กับการผลักดันนโยบายระดับประเทศ เช่น ภาษีเครื่องดื่มหวาน มาตรการอาหารในโรงเรียน กฎหมายควบคุมการตลาดอาหารสำหรับเด็ก และการพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลในการติดตามโภชนาการ ดังมีเหตุการณ์สำคัญในการขับเคลื่อนแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ ต่อไปนี้

    • พ.ศ. 2554-2555 จัดทำแผนยุทธศาสตร์อาหารเพื่อสุขภาวะฉบับแรก โดย สสส. และภาคีเครือข่าย ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นระยะต้นแบบและวางรากฐาน จนถึงปี 2558

    • พ.ศ. 2559 จัดตั้ง “แผนงานอาหารเพื่อสุขภาวะ” ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ซึ่งหากเปรียบเทียบกับเป้าหมายของแผนฯแล้ว อาจเรียกได้ว่าเข้าสู่ระยะขยายผลและสร้างกลไกเชิงพื้นที่ ช่วง พ.ศ. 2559-2563

    • พ.ศ. 2561 เริ่มดำเนินมาตรการ “ภาษีน้ำตาล” เป็นครั้งแรกของประเทศ

    • พ.ศ. 2563 พัฒนา Thai School Lunch และ Dashboard โภชนาการในโรงเรียน

    • พ.ศ. 2564 เริ่มขับเคลื่อนต้นแบบ “ครัวกลางเทศบาลเมืองแก” และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กปลอดภัย

    • พ.ศ. 2565 พัฒนาหลักสูตร “แม่ครัวอนามัย” และขยายผล “ท้องถิ่นทำได้ เด็กไทยสมวัย” ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นระยะเสริมพลังเชิงระบบ และขยายความครอบคลุมไปยังกลไกท้องถิ่น

    • พ.ศ. 2567 เตรียมผลักดัน (ร่าง) ภาษีโซเดียม และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายบูรณาการระดับชาติ-พื้นที่

  • พ.ศ. 2565–2574 เป็นช่วงการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ โดยเน้น 4 แกนยุทธศาสตร์ คือ Food Literacy, Food Environment, Food Economy และ Food Policy พร้อมตั้งเป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่

    • เพิ่มพฤติกรรมบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะร้อยละ 5

      • เพิ่มความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะร้อยละ 5

        • ขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเกี่ยวกับอาหารไม่น้อยกว่า 3 เรื่อง

  • ผลการดำเนินงานภายใต้แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ (พ.ศ. 2555–2565) มีการขับเคลื่อนงานอย่างมีส่วนร่วมจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคม โดย สสส. ทำบทบาทเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (catalyst) ขับเคลื่อนงาน ซึ่งมีความก้าวหน้าที่ปรากฏทั้งในระดับนโยบาย กลไกระดับท้องถิ่น พื้นที่ต้นแบบ และสื่อความรู้เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ สรุปโดยสังเขปได้ดังนี้

  1. พัฒนานโยบายและมาตรการระดับชาติ

    • เริ่มใช้ ภาษีน้ำตาล กับเครื่องดื่มหวานในปี 2560 ซึ่งส่งผลต่อการลดปริมาณน้ำตาลในผลิตภัณฑ์

    • ขับเคลื่อน มาตรการควบคุมอาหารในโรงเรียน เช่น โครงการโรงเรียนอ่อนหวาน

    • ขยายการใช้ ฉลาก GDA และสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ ให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์มากขึ้น

    • สนับสนุนการใช้ Milk Code เพื่อควบคุมการตลาดอาหารสำหรับเด็กเล็ก

  2. พัฒนาพื้นที่ต้นแบบและกลไกในท้องถิ่น

    • ขับเคลื่อนต้นแบบ ครัวกลาง” เทศบาลเมืองแก และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในหลายจังหวัด

    • โครงการ ท้องถิ่นทำได้ เด็กไทยสมวัย” สร้างความร่วมมือระหว่าง อปท. โรงเรียน และหน่วยบริการสุขภาพ

    • ใช้ระบบ Thai School Lunch และ Dashboard โภชนาการ เพื่อบริหารจัดการข้อมูลโภชนาการแบบ real-time

  3. สร้างสื่อสุขภาพและองค์ความรู้

    • พัฒนาสื่อสุขภาพกว่า 1,200 รายการ สำหรับทุกช่วงวัย โดยเน้นความรอบรู้ด้านอาหาร (Food Literacy)

    • ดำเนินกิจกรรมส่งเสริมพฤติกรรมการกินที่เหมาะสมในเด็ก เช่น นิทานหม่ำหม่ำ, สูตร 2:1:1, บันได 7 ขั้นกินผัก

พบ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ประกอบด้วย การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจาก สสส. และภาคีเครือข่ายระดับชาติ มีนโยบายระดับชาติที่ชัดเจน เช่น ภาษีเพื่อสุขภาพ, มติ ครม. เรื่องอาหารในโรงเรียน กลไกภาคีในพื้นที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่าง อปท.–ชุมชน–โรงเรียน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อบริหารจัดการและติดตามผลแบบ real-time การพัฒนาสื่อแบบมีส่วนร่วม ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง

  • พ.ศ. 2565 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ดำเนินการประเมินผล แผนงานอาหารเพื่อสุขภาวะ ซึ่งเป็นการประเมินผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2559 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีข้อค้นพบ และข้อเสนอแนะสำคัญ ดังนี้

    • ข้อค้นพบหลัก

  1. แผนงานมีความโดดเด่นในการพัฒนาแนวคิดและต้นแบบพื้นที่ เช่น ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน และเทศบาลที่ดำเนินการด้านอาหารปลอดภัยและโภชนาการ

  2. ส่งผลต่อการขับเคลื่อนนโยบายระดับชาติ เช่น การผลักดันภาษีน้ำตาล, การส่งเสริมการใช้ Thai School Lunch และระบบติดตามโภชนาการในสถานศึกษา

  3. เกิดการเชื่อมโยงภาคีหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม

  • ข้อเสนอแนะจากการประเมิน

  1. ควรมี กลไกระดับชาติ ในการกำกับทิศทาง และประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ

  2. ควรเร่ง กระจายความรู้และสื่อสุขภาวะไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่ยังเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

  3. จำเป็นต้องมี ระบบตัวชี้วัดและการติดตามผลแบบบูรณาการ ที่ใช้ร่วมกันได้ทั้งระดับประเทศ และระดับพื้นที่

  4. ควร ยกระดับบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้เป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการระบบอาหารในพื้นที่ปกครองของตนเอง

4.2.2 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนแผนอาหารสุขภาวะ ระยะ 10 ปี (2565 –2574)

โดยมีทิศทางและเป้าหมายการขับเคลื่อนสำคัญ ดังนี้

1.พัฒนานโยบายและกฎหมายด้านอาหารเพื่อสุขภาวะที่เข้มแข็ง และสามารถบังคับใช้ได้จริงในทุกระดับ

2.เสริมสร้างกลไกระดับพื้นที่ โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการอาหารสุขภาวะ

3.ขยายการเข้าถึงชุดความรู้ สื่อสุขภาพ และกระบวนการเรียนรู้สำหรับทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

4.สนับสนุนระบบข้อมูลและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อการตัดสินใจและติดตามผลแบบ real-time

5.สร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน วิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนร่วมกันอย่างยั่งยืน

  • เป้าหมายระยะ 5 ปี: เส้นทางสู่ระบบอาหารสุขภาวะ (พ.ศ. 2566–2570) แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ มีกรอบยุทธศาสตร์ 4 ด้านหลัก ได้แก่ 

    1. Food Literacy: เพิ่มความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการเลือกบริโภคอาหาร

    2. Food Environment: พัฒนาสภาพแวดล้อมอาหารในระดับพื้นที่ให้นำไปสู่สุขภาวะที่ดี

    3. Food Economy: ส่งเสริมเศรษฐกิจอาหารชุมชน การผลิตและกระจายอาหารยั่งยืน

    4. Food Policy: ผลักดันนโยบาย กฎหมาย และกลไกเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างระบบอาหารที่เข้มแข็ง

ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายระยะ 5 ปี ไว้ว่า

  • ประชาชนมีพฤติกรรมบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะเพิ่มขึ้น  5%

  • ความรอบรู้ด้านอาหารเพื่อสุขภาวะเพิ่มขึ้น  5%

  • การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ส่งเสริมการบริโภคอาหารสุขภาวะ  3 เรื่อง

4.2.3 ยุทธศาสตร์อาหารของประเทศไทย พ.ศ. 2561–2580

กำหนดวิสัยทัศน์ ไว้ว่า “ประเทศไทยมีความมั่นคงทางอาหาร ประชาชนมีสุขภาวะ และมีความสามารถในการแข่งขันด้านอาหารอย่างยั่งยืน”  มีเป้าหมายในการกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบอาหารของประเทศให้รองรับทั้งด้านเศรษฐกิจ สุขภาวะ ความปลอดภัย และความยั่งยืนในระยะยาว  ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก คือ

  1.ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ครอบคลุมการพัฒนาระบบการผลิตอาหารที่มั่นคงทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ สนับสนุนเกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และการพึ่งพาตนเองด้านอาหาร และส่งเสริมการเข้าถึงอาหารของประชากรทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

 2.ความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) ให้ความสำคัญกับการพัฒนามาตรฐานการผลิตครอบคลุมตั้งแต่ฟาร์มถึงผู้บริโภค ยกระดับการตรวจสอบ ควบคุม และกำกับดูแลสินค้าอาหารทั้งในและนอกระบบ และพัฒนากลไกเฝ้าระวังและระบบเตือนภัยด้านความปลอดภัยอาหาร

  3.คุณค่าและโภชนาการของอาหาร (Food Quality & Nutrition) มุ่งเน้นส่งเสริมการผลิตและบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ปรับพฤติกรรมการบริโภคของประชาชนให้เหมาะสมในทุกช่วงวัย และสนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ

 4.ความยั่งยืนของระบบอาหาร (Food System Sustainability) ขับเคลื่อนพัฒนาระบบอาหารที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนในภาคอาหาร (circular economy) และส่งเสริมการจัดการขยะอาหารและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

    และยังคงมีแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่เป็นจุดแข็งสำคัญ ไม่ต่างไปจากในการขับเคลื่อนงานตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา คือ 

  • การพัฒนากลไกบูรณาการระดับชาติ เช่น คณะกรรมการนโยบายอาหารแห่งชาติ 

  • การใช้ข้อมูลและนวัตกรรม เป็นเครื่องมือขับเคลื่อน

  • ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน วิชาการ และชุมชน 

4.2.4 กลไกขับเคลื่อนเชิงระบบ

อาจกล่าวได้ว่าผลสำเร็จสำคัญในการขับเคลื่อนแผนอาหารเพื่อสุขภาวะคือ ขบวนการขับเคลื่อนระบบอาหารสุขภาวะด้วยกลไกเชิงโครงสร้างหลายระดับ ได้แก่

  • ระดับนโยบาย ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตร และ สสส. ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย และมาตรการที่ส่งผลต่อสุขภาวะด้านอาหาร

  • ระดับวิชาการ อันได้แก่ สถาบันวิจัยและหน่วยงานสนับสนุน เช่น มหาวิทยาลัย TDRI IHPP ทำหน้าที่ให้ข้อมูลวิชาการ และประเมินผล รวมถึง การใช้งานวิจัยระดับพื้นที่เป็นเครื่องมือสร้างองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ

  • ระดับพื้นที่ ครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และชุมชน ที่มีบทบาทในการจัดการระบบอาหารในชีวิตประจำวันของประชาชน

  • ระดับประชาชน หมายรวมถึง เครือข่ายผู้บริโภค เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และประชาชนทั่วไป เป็นทั้งกลุ่มเป้าหมาย และผู้ร่วมขับเคลื่อน

โดยจุดเด่นของการขับเคลื่อนระบบอาหารสุขภาวะในประเทศไทย เป็นการขับเคลื่อนทางสังคมที่แสดงให้เห็นรูปธรรมเชิงกระบวนการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติในพื้นที่ นั่นคือ “พื้นที่ต้นแบบ” ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติจริง ดังตัวอย่าง เช่น

  • พื้นที่เขตเมือง เช่น กรุงเทพมหานคร – เครือข่าย "สวนผักคนเมือง" มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเกษตรในเมือง การผลิตอาหารปลอดภัย และการแบ่งปันผลผลิตในกลุ่มผู้เปราะบาง

  • พื้นที่เกษตรกรรมต้นแบบ เช่น บ้านหนองสรวง จ.สระบุรี, ตำบลบางพลีใหญ่ จ.สมุทรปราการ – ใช้โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจอาหารชุมชน (food economy) โดยเชื่อมโยงการผลิต-ตลาด-ผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

  • กลุ่มเครือข่ายโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย (Green & Clean Hospital) – ขับเคลื่อนการปรับระบบจัดซื้อวัตถุดิบจากแหล่งเกษตรอินทรีย์ สนับสนุนเกษตรกรรายย่อย และสร้างสุขภาวะผู้ป่วยและบุคลากร

  • ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลบ้านโคก จ.สุรินทร์ – เป็นต้นแบบการเชื่อมโยงระบบอาหารปลอดภัยจากชุมชนสู่ศูนย์เด็กเล็ก พร้อมพัฒนาเมนูอาหารพื้นถิ่นตามโภชนาการและครัวกลางเทศบาลเมืองแก (จ.สุรินทร์):ยกระดับอาหารกลางวันศูนย์เด็กเล็กให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และเกิดเศรษฐกิจชุมชน

 

4.2.5 บทบาทของภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ

      การดำเนินงานด้านอาหารเพื่อสุขภาวะของประเทศไทยตลอด

       ทศวรรษที่ผ่านมา ได้รับการขับเคลื่อนอย่างเข้มแข็งจากภาคประชาสังคมที่มีบทบาททั้งในเชิงนโยบายและพื้นที่ โดยเฉพาะการส่งเสริมการผลิต การเข้าถึง และการบริโภคอาหารอย่างปลอดภัย มีคุณค่า และยั่งยืน ซึ่งเกิดขึ้นผ่านการทำงานร่วมกันขององค์กรและเครือข่ายที่หลากหลาย เช่น

               มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย): ส่งเสริมเกษตรกรรมทางเลือก เกษตรอินทรีย์ และระบบอาหารท้องถิ่นที่เป็นธรรม เช่น โครงการพืชร่วมยางในภาคใต้ และตลาดทางเลือกในภาคเหนือ

     มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI): ทำงานเชิงนโยบายด้านอาหารปลอดภัยและการคุ้มครองทรัพยากรพันธุกรรมท้องถิ่นร่วมผลักดันประเด็นอาหารจีเอ็มโอ และการใช้สารเคมีในการเกษตร

  เครือข่ายกินเปลี่ยนโลก:รณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องอาหารกับสุขภาพผ่านสื่อสร้างสรรค์ และการจัดกิจกรรมในพื้นที่ชุมชนทั่วประเทศ

       มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก(มพด.): สนับสนุนโภชนาการเด็กปฐมวัย ผ่านศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และชุดเครื่องมือพัฒนาอาหารพื้นถิ่น

     ศูนย์วนเกษตรเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ และ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านจำรุง จ.ระยอง: เป็นต้นแบบพื้นที่เรียนรู้ด้านความมั่นคงอาหารในระดับครัวเรือนและชุมชน

     มูลนิธิชุมชนสงขลา (SCF) และ เครือข่ายชุมชนปันอิ่ม: ทำงานด้าน “ครัวกลางชุมชน” เพื่อรองรับวิกฤตโควิด-19 และส่งเสริมระบบอาหารท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

จะเห็นได้ว่าบทบาทของภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนระบบอาหารสุขภาวะจำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยแนวทางเชิงบูรณาการ ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้กับการปฏิบัติ และตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคง อาหารปลอดภัย และโภชนาการในบริบทของประชากรทุกช่วงวัย การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อย่างมีพลังร่วมระหว่างภาคีจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทย ที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะถ้วนหน้าและยั่งยืน ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา การขับเคลื่อนแผนอาหารเพื่อสุขภาวะของ สสส.ไม่ได้เป็นเพียงภารกิจของภาครัฐหรือหน่วยงานวิชาการเท่านั้น แต่ภาคประชาสังคมได้เข้ามามีบทบาทสำคัญทั้งในเชิงพื้นที่และนโยบาย โดยทำหน้าที่เป็น “กลไกกลาง” ในการเชื่อมโยงความรู้จากพื้นที่จริงสู่การพัฒนานโยบาย ผ่านกิจกรรมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระดมความคิดเห็น และการสร้างความร่วมมือข้ามภาคส่วน โดยเฉพาะกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการจัดการระบบอาหารในพื้นที่ของตนเอง จนเกิดเป็นรูปธรรม หรือ อาจเรียกได้ว่าเป็น “นวัตกรรมทางสังคม” ได้แก่

  • การจัดตั้งเครือข่ายพลเมืองอาหาร (Food Citizenship Network)

  • การผลักดันกิจกรรมอาหารในชุมชน เช่น ตลาดสีเขียว ครัวเรือนผลิตอาหารปลอดภัย

  • การสื่อสารสร้างความรู้ผ่านสื่อชุมชน

  • การจัดการพื้นที่เรียนรู้ต้นแบบ เช่น ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียน หรือ ในชุมชน

ดังตัวอย่างพื้นที่ขับเคลื่อนแผนอาหารเพื่อสุขภาวะที่มีกลุ่มภาคประชาสังคมเป็นแกนหลักสำคัญ

 

ชื่อพื้นที่/โครงการ

กลุ่มเป้าหมายหลัก

มิติที่โดดเด่น 

ผลลัพธ์สำคัญ

บ้านโนนยาง

จ.ขอนแก่น

ครัวเรือนเกษตรกร, เด็กเล็ก

ความมั่นคงทางอาหาร, โภชนาการ

เกิดธนาคารเมล็ดพันธุ์, ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะอาหาร, เด็กเลี้ยงง่ายขึ้น

โรงเรียนบ้านปางไม้แดง จ.เชียงใหม่

เด็กนักเรียนพื้นถิ่น, ครู

อาหารปลอดภัย, โภชนาการ

มีอาหารกลางวันปลอดสารเคมี, เด็กมีภาวะโภชนาการสมวัยสูงขึ้น

ตลาดสุขภาวะชุมชนลำพูน จ.ลำพูน

ผู้บริโภคทั่วไป, ผู้สูงอายุ

ความปลอดภัย, Food Economy

เกิดตลาดสีเขียว

เพิ่มรายได้เกษตรกร, เพิ่มการบริโภคผักผลไม้

ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ตำบลนาแก  

จ.นครพนม

กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่

ความมั่นคงอาหาร, Food Literacy

ส่งต่อองค์ความรู้การผลิตอาหารปลอดภัยสู่ชุมชนข้างเคียง

 

สืบค้นรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเอกสารส่วนที่ 

 

4.3 สื่อ ชุดความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะอาหาร

สื่อ ชุดความรู้ และการสื่อสารอย่างมีส่วนร่วม บนพื้นฐานข้อมูลสนับสนุนที่มีคุณภาพ และบูรณาการเข้ากับระบบโครงสร้างในทุกระดับ นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมการสร้างเสริมสุขภาวะอาหารเพราะไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือให้ความรู้เท่านั้นแต่ยังเป็นพลังเชิงกลยุทธ์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม สร้างความตระหนักรู้ ความรอบรู้ทางสุขภาพ และขับเคลื่อนนโยบายในระดับพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ดังจะเห็นความเชื่อมโยงสอดรับสัมพันธ์กัน ดังปรากฏในบทเรียนความสำเร็จเชิงระบบ หรือ อาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยเอื้อต่อความสำเร็จของระบบอาหารสุขภาวะ ประกอบเข้าด้วยกันระหว่างการมีนโยบายชัดเจนและต่อเนื่อง การพัฒนากลไกระดับพื้นที่ให้มีอำนาจและขีดความสามารถ โดยเฉพาะบทบาทของ อปท. และโรงเรียน รวมทั้ง ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านองค์ความรู้และสื่อสุขภาพที่เข้าถึงได้ และเน้นการมีส่วนร่วมในการออกแบบโดยกลุ่มเป้าหมาย ตลอดจน การสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายทั้งเชิงประเด็นและพื้นที่ ส่งผลให้สามารถขยายผลส่งต่อองค์ความรู้ และกระบวนการทางสังคมในแต่ละระดับได้

ผลการสังเคราะห์การกระจายตัวของสื่อชุดความรู้พบว่า ครอบคลุมทุก Setting เรียงตามลำดับดังนี้ สถานศึกษา, ครอบครัว, รพ./รพ.สต., สถานประกอบการ/ร้านอาหาร, องค์กร/ที่ทำงาน และตลาด เมื่อพิจารณาถึงการออกแบบสื่อเพื่อการใช้งานกับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ พบว่า ชุดความรู้ส่วนใหญ่ออกแบบเพื่อกลุ่มทั่วไป รองลงมาเป็นกลุ่มเด็กโตและวัยรุ่น ถัดไปคือ กลุ่มเด็กเล็ก ขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่ กับ กลุ่มผู้สูงอายุ ยังมีสื่อสนับสนุนน้อย สรุปไว้ดังตารางนี้

 

กลุ่มเป้าหมาย

จำนวนสื่อ/ชุดความรู้

ร้อยละ (%)

ทุกกลุ่มวัย/ประชาชนทั่วไป

917

73.2

เด็กโต และวัยรุ่น

224

17.9

เด็กเล็ก

50

4.0

ผู้ใหญ่

45

3.5

ผู้สูงอายุ

19

1.5

และหากพิจารณาสื่อ ชุดความรู้ ที่ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง ตามมิติการขับเคลื่อนแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ และกลุ่มประชากรตามช่วงวัย (Life-course Approach) สามารถจำแนกได้ดังนี้

กลุ่มวัย

ความมั่นคงทางอาหาร

อาหารปลอดภัย

โภชนาการอาหาร

เด็กเล็ก  

(0–5 ปี)

ส่งเสริมครัวกลางในศูนย์เด็กเล็ก ปลูกผักในศูนย์ฯ

มาตรฐานการเก็บ-เตรียมอาหารในศูนย์เด็กเล็ก

คู่มือพ่อแม่, ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และอาหารเสริมตามวัย

เด็กโต/วัยรุ่น  

(6–24 ปี)

โรงอาหารในโรงเรียน, นโยบายอาหารกลางวันครบถ้วน

ระบบควบคุมแหล่งจำหน่ายอาหารในโรงเรียน

บูรณาการโภชนาการในหลักสูตร, กิจกรรมชมรมโภชนาการ

ผู้ใหญ่  

(25–59 ปี)

สนับสนุนการปลูกผักในบ้าน ตลาดชุมชน, เข้าถึงอาหารคุณภาพราคาย่อมเยา

สุขาภิบาลอาหารในโรงงาน สถานประกอบการ

เมนูสุขภาพเฉพาะกลุ่มโรค, ชุดความรู้การบริโภคเพื่อป้องกัน  NCDs

ผู้สูงอายุ  

(60 ปีขึ้นไป)

อาหารชุมชน, โรงครัวผู้สูงอายุ

เมนูเฉพาะ (นุ่ม เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย), ควบคุมสารเคมีตกค้าง

โปรแกรมอาหารเสริม, โปรตีน ธาตุเหล็กจากอาหารพื้นบ้าน

ทุกกลุ่มวัย

ตลาดสีเขียว, เครือข่ายอาหารชุมชน, ความหลากหลายของแหล่งอาหาร

ระบบรับรองแหล่งอาหารสะอาด, แผงลอยสุขภาพ

รณรงค์การบริโภค  5 หมู่,กินผักผลไม้ 400 กรัม/วัน

นอกจากนี้ สื่อการเรียนรู้หลากหลายได้ถูกกระจายในพื้นที่ชุมชนต่างๆ และมุ่งหวังผลลัพธ์ด้านการส่งเสริมระบบอาหาร และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาวะอาหารของประชากรทุกกลุ่มวัย ทำให้เกิดพื้นที่ต้นแบบ และผลลัพธ์สำคัญในการร่วมขับเคลื่อนแผนอาหารเพื่อสุขภาวะไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ดังตัวอย่างนี้

กลุ่มวัย 

รูปแบบสื่อ และเครื่องมือที่ใช้

พื้นที่/ชุมชน

ที่นำไปใช้

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

เด็กปฐมวัย  

(0-5 ปี)

หนังสือภาพ / บัตรคำ / นิทานส่งเสริมโภชนาการ

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลแม่ขรี จ.พัทลุง

เด็กมีพฤติกรรมการกินผักผลไม้ดีขึ้น ครู-พ่อแม่ร่วมสร้างเมนูสุขภาพ

วัยเรียน  

(6-18 ปี)

คู่มือโภชนาการในโรงเรียน / เกมเรียนรู้ “กินดีมีสุข”

โรงเรียนวัดห้วยยอด จ.ตรัง

ลดน้ำอัดลม-ขนมหวานในโรงเรียน สร้างชมรมเด็กดูแลอาหารกลางวัน

วัยทำงาน

คลิปวิดีโอ “เมนูอร่อยปลอดภัย” / โปสเตอร์ 3 สารอาหารสำคัญ

รพ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 

สถานประกอบการ อ.หาดใหญ่

ส่งเสริมอาหารกลางวันปลอดภัยในโรงงาน ลดอัตราโรคอ้วนในบุคลากร

ผู้สูงอายุ

คู่มือโภชนาการผู้สูงวัย / สื่อวิดีโอเมนูเคี้ยวง่ายย่อยง่าย

ศูนย์ผู้สูงอายุ ต.บางกระบือ  

จ.พระนครศรีอยุธยา

ลดภาวะทุพโภชนาการในผู้สูงวัย เกิดชมรมโภชนาการในชุมชน

กลุ่มเสี่ยง (ผู้ป่วย NCDs)

แผ่นพับ “อาหารตามโรค” / แอปฯ บันทึกการกิน

คลินิกโรคเรื้อรัง รพ.สต.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน

ผู้ป่วยควบคุมอาหารได้ดีขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายการรักษา

 

สืบค้นรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเอกสารส่วนที่ 5

และถ้าหากต้องการยกระดับผลลัพธ์จากสื่อ ชุดความรู้ และนวัตกรรม ควรมีการดำเนินการใน 3 แนวทางหลัก คือ

1.  พัฒนาศูนย์รวมสื่อและนวัตกรรม ตามกลุ่มวัยและพื้นที่ เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้สะดวก และเลือกสืบค้นใช้งานได้ตรงจุด

2.  ส่งเสริมให้ อปท. และชุมชนท้องถิ่น เป็นเจ้าภาพการผลิตสื่อ และออกแบบการสื่อสาร โดยมีเครื่องมือ และหลักสูตรรองรับ

3.  สนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ที่มีสื่อ ชุดความรู้ เป็นกลไกขยายผลระดับพื้นที่ และใช้ฐานข้อมูลกลาง (Big Data) เป็นเครื่องมือกำกับผลลัพธ์

4.4 เทคโนโลยีดิจิทัล และฐานข้อมูลกลาง (Big Data) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์

นอกจากกลไกเชิงระบบที่กล่าวถึงในข้างต้นที่เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนแผนอาหารเพื่อสุขภาวะแล้ว การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และฐานข้อมูลกลาง (Big Data) ยังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ การออกแบบการดำเนินงานที่ตอบโจทย์สถานการณ์พื้นที่ และสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายช่วงวัยต่างๆ เช่น 

  • ระบบ Thai Food Composition Database โดยกรมอนามัย ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ที่รวบรวมข้อมูลโภชนาการของอาหารไทยกว่า 1,000 รายการ เป็นฐานข้อมูลกลางสำหรับใช้วิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคและวางแผนโภชนาการเชิงพื้นที่

  • แพลตฟอร์ม Thai School Lunch ที่พัฒนาโดย NECTEC ใช้ AI วิเคราะห์เมนูอาหารกลางวันในโรงเรียนตามคุณค่าทางโภชนาการ และคำนวณงบประมาณที่เหมาะสมกับสูตรอาหารที่สอดคล้องกับวัตถุดิบในพื้นที่

  • แอปพลิเคชัน “Grow City” ที่เครือข่ายสวนผักคนเมืองพัฒนาขึ้นเพื่อเก็บข้อมูลพิกัด พื้นที่ผลิตอาหารในเขตเมือง พร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลสายพันธุ์พืช พฤติกรรมการบริโภค และรูปแบบการแบ่งปันอาหารในชุมชน เป็นฐานข้อมูลประกอบการตัดสินใจสนับสนุนพื้นที่ปลูกพืชอาหารในเมือง

  • ระบบแผนที่ “Food Sovereignty Map” จัดทำโดยสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งแสดงเครือข่ายแหล่งผลิตอาหารชุมชน เกษตรอินทรีย์ และตลาดสีเขียวทั่วประเทศ พร้อมข้อมูลการจัดการน้ำ แรงงาน และการกระจายผลผลิต เพื่อเชื่อมโยงกลไก supply chain ท้องถิ่นและระดับประเทศ

  • เทศบาลนครอุดรธานี พัฒนาระบบ “อุดรฟาร์มอินโฟ” ที่ใช้ฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศ (GIS) ควบคู่กับระบบสารสนเทศชุมชน เพื่อติดตามความมั่นคงทางอาหารของครัวเรือน แหล่งผลิตอาหาร และพฤติกรรมการบริโภคในระดับประชากร

  • ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ทุ่งหว้า จ.สตูล ใช้ระบบ QR Code และแอปพลิเคชัน LINE OA เพื่อให้ข้อมูลย้อนกลับแบบ real-time ระหว่างผู้ผลิต ผู้จัดการตลาด และผู้บริโภค เกี่ยวกับแหล่งที่มา ความปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการของสินค้า

สืบค้นรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเอกสารส่วนที่ 

 

4.5 ข้อเสนอแนะเชิงระบบเพื่อขับเคลื่อนระบบอาหารสุขภาวะสำหรับประเทศไทย

จากบทวิเคราะห์จากช่องว่างการดำเนินงานแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ ซึ่งดำเนินการโดย TDRI เมื่อปี พ.ศ.2565 ชี้ให้เห็นการพัฒนายกระดับ และขับเคลื่อนแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ เชิงขบวนเครือข่ายเชื่อมโยงนโยบาย กลไก และพื้นที่เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ การประสานพลังของภาคีทุกระดับ พร้อมกับการวางกรอบตัวชี้วัดที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างสังคมที่มีสุขภาวะดีผ่านระบบอาหารที่ยั่งยืน มุ่งสู่เป้าหมายหลักของการขับเคลื่อนแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ คือ การสร้างระบบอาหารที่เอื้อต่อสุขภาวะของประชาชนในทุกช่วงวัย ลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และยกระดับความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การใช้ข้อมูลและความรู้เป็นฐาน และการพัฒนากลไกสนับสนุนที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง อาจสรุปเป็นข้อเสนอเพื่อการขับเคลื่อนงานได้ดังนี้

  1. จัดตั้งกลไกกลางระดับชาติเพื่อบูรณาการนโยบายด้านอาหารสุขภาวะ โดยมีอำนาจกำหนดทิศทาง และประสานกำกับการดำเนินงานทุกภาคส่วน

  2. สนับสนุน อปท. เป็น “เจ้าภาพอาหารในท้องถิ่น” อย่างเป็นทางการ ผ่านแผนพัฒนา/แผนสุขภาพระดับพื้นที่ เช่นตัวอย่างรูปธรรม

  • อบต.ท่าข้าม จ.ชุมพร ขับเคลื่อน “โครงการอาหารปลอดภัยจากครัวเรือนสู่โรงเรียน” โดยร่วมกับกลุ่มแม่บ้านและเกษตรกร ปลูกผักปลอดภัยเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในโรงเรียน โดยใช้กองทุนสุขภาพตำบลสนับสนุนงบประมาณต่อเนื่อง

  • อบต.ท่าสองยาง จ.ตาก สนับสนุนการใช้พื้นที่รอบโรงเรียนชายแดนพัฒนาเป็น “แปลงอาหารชุมชน” ร่วมกับเครือข่ายชาติพันธุ์ สร้างความมั่นคงทางอาหารให้เด็กและเยาวชนที่เข้าไม่ถึงโภชนาการที่เหมาะสม

  • ควรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่ อปท. เพื่อเสริมศักยภาพด้านการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านอาหาร และจัดทำนโยบาย/แผนงบประมาณ “ตำบลอาหารสุขภาวะ” ที่เหมาะสมกับสถานการณ์และทุนทางสังคมในพื้นที่

  • ส่งเสริม “การประเมินผลแบบมีส่วนร่วม” (Participatory M&E) ระหว่าง อปท. กับโรงเรียน และชุมชน โดยพัฒนาเครื่องมือประเมินภาวะโภชนาการและพฤติกรรมอาหาร ที่เหมาะสมกับบริบทหลากหลาย (วัฒนธรรม/ศาสนา/ภูมิภาค)

  1. พัฒนาแพลตฟอร์มกลางด้านข้อมูลสุขภาพและโภชนาการ และสื่อ-ชุดความรู้  ที่สามารถเข้าถึง และใช้ร่วมกันได้ในทุกระดับ เช่น 

  • ศูนย์ข้อมูลสุขภาวะด้านอาหารระดับพื้นที่ (Food Health Data Hub) ที่บูรณาการข้อมูลจากโรงเรียน โรงพยาบาล ศูนย์เด็กเล็ก ตลาดชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

  • ส่งเสริมการพัฒนาและเชื่อมต่อระบบ dashboard การเฝ้าระวังด้านอาหาร (Food Watch) เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และออกแบบนโยบายเชิงลึก เช่น ปริมาณการบริโภคอาหารหลัก การเข้าถึงแหล่งอาหารปลอดภัย และภาวะทุพโภชนาการในกลุ่มเสี่ยง

  • พัฒนาเครื่องมือ AI และ Machine Learning เพื่อช่วยในการคาดการณ์ความเสี่ยง เช่น ดัชนีความเปราะบางทางอาหาร (Food Vulnerability Index) ที่ปรับใช้ได้ในระดับพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย

  1. สร้างกลไกการผลิตสื่อร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สื่อมีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบท และขยายผลได้จริง รวมถึง การกระจายความรู้และสื่อสุขภาวะไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่ยังเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

  2. พัฒนาตัวชี้วัด และระบบประเมินผลแผนอาหารสุขภาวะ ที่ใช้ได้ทั้งระดับประเทศ และสอดคล้องเหมาะสมกับการบูรณาการในพื้นที่ เช่น เกณฑ์ตัวชี้วัดภาวะโภชนาการที่หลากหลาย (รวม “ผอม-เตี้ย” ร่วมกับ “อ้วน”) 

ดังตัวอย่างข้อค้นพบจากงานวิชาการเกี่ยวกับตัวชี้วัดภาวะโภชนาการที่หลากหลาย

ประเด็น/มิติ

ข้อค้นพบ

แนวทางพัฒนา

1. ตัวชี้วัดดัชนีมวลกาย (BMI)

ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พบว่า BMI ไม่สามารถแยกแยะภาวะอ้วนแฝงในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นได้ดีพอ

ควรใช้  BMI ร่วมกับตัวชี้วัดรอบเอว หรือ อัตราส่วนเอว-สะโพก เพื่อประเมินความเสี่ยงโรค NCDs

2. ภาวะโภชนาการในเด็กเล็ก

รายงานโภชนาการเด็กไทย  (UNICEF) พบภาวะเตี้ยจากการขาดสารอาหารเรื้อรังยังสูงในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า  5 ปี

เพิ่มตัวชี้วัด  height-for-age และ weight-for-heightเพื่อสะท้อนภาวะทุพโภชนาการเรื้อรัง/เฉียบพลัน

3. ภาวะทุพโภชนาการแฝง (Hidden hunger)

งานวิจัยจาก  FAO และ IFPRI ระบุว่าภาวะขาดจุลธาตุ เช่น ธาตุเหล็ก วิตามิน A ยังตรวจไม่ครอบคลุมในระดับชุมชน

เพิ่มการประเมินปริมาณจุลธาตุในอาหาร เช่น อาหารเสริมวิตามิน หรือ อาหารที่มีป้ายโภชนาการ

4. ความเสี่ยงโรคอ้วนในผู้ใหญ่

ข้อมูลจาก  Thai NCDs Survey พบว่าการใช้ BMI อย่างเดียวไม่เพียงพอในกลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ

ใช้ตัวชี้วัด  body composition หรือ percent body fat ร่วมด้วยในกลุ่มเสี่ยงสูง

5. พฤติกรรมการบริโภค

งานวิจัยจากแผนอาหาร สสส. ชี้ว่าการเก็บข้อมูลการบริโภคยังเน้นเชิงปริมาณ ไม่ครอบคลุมคุณภาพและความหลากหลาย

เสนอเพิ่มดัชนี "Healthy Eating Index – HEI" หรือ การเก็บข้อมูล Food Frequency Questionnaire

6. ความมั่นคงทางอาหารระดับครัวเรือน

งานวิจัยจาก  TDRI และ ม.มหิดล เสนอว่าความไม่มั่นคงทางอาหารส่งผลต่อพฤติกรรมการกินและภาวะโภชนาการในเด็ก

 
  1. ผลักดันการสร้างแหล่งเรียนรู้และต้นแบบพื้นที่สุขภาวะด้านอาหาร โดยใช้บทเรียนจากพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จ เช่น

  • บ้านสวนรักสุขภาพ จ.นครปฐม ที่ใช้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงในการปลูกผักปลอดสารพิษแบบผสมผสาน เชื่อมโยงกับการส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคผักผลไม้ในระดับครัวเรือน

  • โรงเรียนบ้านแม่ต๋ำ จ.พะเยา ซึ่งเป็นต้นแบบ “อาหารปลอดภัยในโรงเรียน” ผ่านการปลูกผักอินทรีย์ในโรงเรียนและมีการจัดการครัวกลางแบบมีส่วนร่วมของชุมชน

  • กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผักปลอดภัยจากสารพิษบ้านโคกสว่าง จ.ขอนแก่น ที่เชื่อมโยงการผลิตอาหารปลอดภัยกับตลาดชุมชนและระบบสมาชิกผัก

  • ตลาดสุขใจ จ.นครปฐม เป็นต้นแบบตลาดสีเขียว ที่มีระบบรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกลุ่มผู้ผลิตในพื้นที่

  • ศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์บ้านคลองโยง จ.นครปฐม ซึ่งบูรณาการการเรียนรู้ตั้งแต่การผลิตจนถึงการบริโภค และเปิดให้เป็นศูนย์ศึกษาดูงานของทั้งชุมชนและภาคีภายนอก

  1. ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามพื้นที่ อาจส่งเสริมให้เกิด “ระบบพี่เลี้ยงข้ามพื้นที่” ระหว่างชุมชนที่มีนวัตกรรมเด่น กับ พื้นที่ใหม่ เพื่อยกระดับการเรียนรู้แบบร่วมมือ และนำไปสู่การพัฒนานโยบายท้องถิ่นที่เหมาะสมในแต่ละบริบท เช่น

  • กรณีของ เทศบาลตำบลแม่ทา จ.ลำพูน ที่ส่งตัวแทนเกษตรกรและครูเข้าเยี่ยมชมและเรียนรู้จาก “ศูนย์การเรียนรู้โภชนาการโรงเรียนบ้านห้วยหาน จ.นครพนม” ซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบที่ปรับเมนูอาหารกลางวันให้สอดคล้องกับพืชผักท้องถิ่นและปัญหาทุพโภชนาการในพื้นที่

  • โครงการจาก กลุ่มวิสาหกิจชุมชนอาหารปลอดภัยบ้านสวนผัก จ.อุบลราชธานี ถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์และตลาดสีเขียวแก่เครือข่ายจากพื้นที่อื่น เช่น สุรินทร์ นครราชสีมา โดยใช้รูปแบบ “ห้องเรียนเดินได้”

  1. สร้างกลไกการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยในพื้นที่ เช่น

  • โครงการวิจัยในพื้นที่ เทศบาลนครลำปาง ได้พัฒนา ชุดข้อมูลพฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มเด็กปฐมวัย ผ่านแบบสำรวจการบริโภค 24 ชั่วโมง และ Food Frequency Questionnaire (FFQ) เพื่อนำไปวางแผนนโยบายอาหารกลางวันในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยเทศบาลนำผลการวิจัยมาใช้กำหนดเมนูตามฤดูกาลจากวัตถุดิบในท้องถิ่น

  • การใช้ผลจากการวิจัยของเครือข่าย สวนผักคนเมือง เพื่อจัดการพื้นที่ว่างในเขตเมืองให้เป็นแหล่งผลิตอาหาร และต่อยอดเชิงนโยบายร่วมกับ กทม. ในการขยายแปลงอาหารปลอดภัยสำหรับชุมชนเมือง

  • ควรจัดตั้ง "เวทีบูรณาการข้อมูลวิจัยกับการตัดสินใจของพื้นที่" โดยเชิญหน่วยงานท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และสถาบันการศึกษาในพื้นที่เข้าร่วมอย่างสม่ำเสมอ พร้อมมีระบบจัดเก็บองค์ความรู้ที่เข้าถึงง่าย (local research repository)

 

ทั้งนี้ โจทย์การวิจัยอาจใช้มุมมองเชิงยุทธศาสตร์ และกลไก และกรอบการขับเคลื่อนงานในแต่ละระดับเป็นสมมติฐานสำคัญ และวิเคราะห์ให้เห็นถึงปัจจัย หรือ จุดคานงัด ที่ส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมาย/ความสำเร็จได้ตามบริบทของพื้นที่ ดังตัวอย่างนี้

กลไกหลัก

จุดคานสำคัญ (Leverage Points)

1. ระบบภาคีเครือข่าย (Networked Partners)ประกอบด้วยภาครัฐ ท้องถิ่น ประชาสังคม และวิชาการ

การมี “node” หนุนเสริม เช่น ศูนย์เรียนรู้/องค์กรนำร่อง

2. เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Tools) เช่น คู่มือโภชนาการ, แบบประเมินสุขภาพอาหารตามกลุ่มวัย

พัฒนาเครื่องมือเฉพาะกลุ่ม พร้อมชุดสื่อและค่ามาตรฐาน

3. พื้นที่ต้นแบบ (Area-based Learning Site) ได้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, โรงเรียน, รพ., ชุมชน

สร้างให้เป็น “Living Lab” และเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ข้ามพื้นที่

4. กลไกนโยบายและกฎหมาย (Food Policy)ส่งเสริมการใช้ข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น ภาษีน้ำตาล

การจับมือกับองค์กรระดับชาติ/ท้องถิ่นในการผลักดันการใช้จริง (policy implementation)

5. ระบบข้อมูลกลาง (Big Data & Monitoring) โดยเฉพาะฐานข้อมูลเชิงพฤติกรรม การเฝ้าระวังโภชนาการตามกลุ่มวัย

 “ระบบรายงานผลชี้วัด” ที่ทันสมัย ใช้งานได้จริงเหมาะกับทุกกลุ่มวัย

โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการ “วงจรการเรียนรู้ร่วม” (Collaborative Learning Cycle)  เนื่องจากการขับเคลื่อนงานอาหารสุขภาวะไม่อาจใช้แนวทางบนลงล่างเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็น “วงจรการเรียนรู้ร่วม”  ที่มีลักษณะสำคัญดังนี้

  1. ตั้งต้นจากชุมชนฟังเสียงประชาชน วิเคราะห์บริบทท้องถิ่น

  2. เชื่อมโยงกับองค์ความรู้และนโยบายใช้ฐานข้อมูล วิจัย และนโยบาย จากภาครัฐ หรือ หน่วยงานวิชาการ

  3. ปฏิบัติจริงในพื้นที่ต้นแบบทดลองโมเดลในบริบทต่างกัน เช่น เด็กเล็ก โรงเรียน ผู้สูงอายุ

  4. ถอดบทเรียนรวบรวมความสำเร็จ และอุปสรรค เพื่อปรับปรุงแนวทางดำเนินงาน

  5. ขยายผลส่งต่อองค์ความรู้สู่พื้นที่ใกล้เคียง หรือ ภาคีใหม่

  6. สื่อสารสาธารณะรณรงค์สร้างความเข้าใจ และกระตุ้นพลเมืองอาหาร

 

ท้ายนี้ หากจะกล่าวถึงบทสรุปการขับเคลื่อนระบบอาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย ที่เรียกได้ว่าเป็นการขับเคลื่อนเชิงระบบ โดยมีกรอบยุทธศาสตร์และเป้าหมายเชื่อมโยงกับสถานการณ์โลก และคำนึงถึงต้นทุนที่เป็นจุดแข็งระดับพื้นที่มาเป็นจุดคานงัดสำคัญของการดำเนินงานท่ามกลางความท้าทายด้านสุขภาวะที่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารไม่เหมาะสม ความไม่ปลอดภัยของอาหาร และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ดังนั้น การพัฒนาระบบอาหารเพื่อสุขภาวะจึงต้องอาศัยการบูรณาการทั้งด้านนโยบาย กลไกระดับพื้นที่ และการสร้างองค์ความรู้ในทุกระดับ อีกทั้ง การจัดการความรู้และสื่อเพื่อการเปลี่ยนพฤติกรรม มุ่งสู่เป้าหมายของแผนอาหารเพื่อสุขภาวะในปี พ.ศ.2570 ได้อย่างสอดคล้องกับแผนอาหารแห่งชาติ พ.ศ. 2561–2580 ทั้ง 5 ประการ ดังนี้

  1. ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ

  2. อัตราโรคไม่ติดต่อเรื้อรังลดลงอย่างชัดเจน

  3. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งมีแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ

  4. ทุกโรงเรียน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มีมาตรฐานด้านโภชนาการ

  5. มีระบบข้อมูลและตัวชี้วัดสุขภาวะด้านอาหารในระดับชาติ และระดับพื้นที่

สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และเป้าหมายโภชนาการระดับโลกในปี 2025 และ 2030 ที่กำหนดไว้โดยองค์การอนามัยโลก (WHO)

อ้างอิง

รายงานการสังเคราะห์องค์ความรู้ประเด็นอาหารเพื่อการนำเสนอในระบบบริหารจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วม ภายใต้โครงการจ้างสังเคราะห์เนื้อหาประเด็นอาหารและกิจกรรมทางกาย เพื่อการนำเสนอในระบบบริหารจัดการความรู้แบบมีส่วนร่วม สนับสนุนโดย ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

งานบทความที่กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจ

ข้ามพ้นภาวะเครียดช่วงโควิด-19 รักษาสุขภาพใจ ลดผลกระทบระยะยาว
1708931705.jpg

Super Admin ID1

ข้ามพ้นภาวะเครียดช่วงโควิด-19 รักษาสุขภาพใจ ลดผลกระทบระยะยาว

ส่วนที่ 3 : บริบทแวดล้อม และปัจจัยเอื้อ เครื่องมือ โปรแกรม สื่อ ในการสร้างเสริมสุขภาวะด้านสุขภาพจิตที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย
1747913281.JPG

Admin ID3

ส่วนที่ 3 : บริบทแวดล้อม และปัจจัยเอื้อ เครื่องมือ โปรแกรม สื่อ ในการส...

ดื่มแล้วขับกับอุบัติเหตุทางถนน ปัญหาที่ยังคงท้าทายของไทย
1708931705.jpg

Super Admin ID1

ดื่มแล้วขับกับอุบัติเหตุทางถนน ปัญหาที่ยังคงท้าทายของไทย

คนรุ่นใหม่กับโรคติดพนัน และสัญญาณเตือนวิกฤตสุขภาพจิต
1708931705.jpg

Super Admin ID1

คนรุ่นใหม่กับโรคติดพนัน และสัญญาณเตือนวิกฤตสุขภาพจิต

6:6:1 สูตรสุขภาพดี  เพื่อชีวิตลดหวาน มัน เค็ม
1708931705.jpg

Super Admin ID1

6:6:1 สูตรสุขภาพดี เพื่อชีวิตลดหวาน มัน เค็ม

งานบทความที่เกี่ยวข้อง

ส่วนที่ 2 กลไก และกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะในประเด็นอาหารกับกรอบแนวคิดหลัก สสส. และสอดคล้องกับปัจจัยกำหนดสุขภาพ

Admin nicky

วิเคราะห์กลไกเชิงโครงสร้าง นโยบาย และเครื่องมือทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบอาหารเพื่อสุขภาวะของประเทศไทย ตั้งแต่มาตรการภาษีสุขภาพ ฉลากโภชนาการ มติคณะรัฐมนตรี ไปจนถึงมาตรการเฉพาะด้าน อย่างเช่นโภชนาการในโรงเรียน โดยสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการ ความสำเร็จ และบทเรียนจากการดำเนินนโยบายต่าง ๆ รวมถึง ข้อเสนอแนะเชิงระบบ เพื่อให้เกิดการประสานกลไกอย่างมีประสิทธิภาพในทุกระดับ ทั้งในระดับประเทศ อำเภอ ตำบล และท้องถิ่น ในลักษณะการทำงานแบบบูรณาการที่เชื่อมโยง ภาครัฐ ภาคประชาสังคม เอกชน สถาบันวิชาการ และชุมชนท้องถิ่น เข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ