0

0

ผู้เขียน :Super Admin ID1

อัพเดทเมื่อวันที่ : 2026-01-04 01:04:47

บทนำ

ทุกปี มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ต้องสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ โศกนาฏกรรมเหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้น หากผู้โดยสารจักรยานยนต์อายุน้อยได้สวมหมวกนิรภัย

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก พบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สถิติการเสียชีวิตของเด็กอายุ 1-14 ปี จากอุบัติเหตุและความรุนแรง มีจำนวนถึง 32,297 ราย โดยสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับ 1 ของเด็กมาจากการโดยสารรถจักรยานยนต์

ขณะที่ข้อมูลการสํารวจของมูลนิธิไทยโรดส์ เรื่องอัตราการสวมหมวกนิรภัยรวมทั้งประเทศ ปี 2562 ในการสำรวจจำแนกตามกลุ่มอายุพบว่า กลุ่มเด็ก (ผู้โดยสาร) ใส่หมวกนิรภัยน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น

ด้วยตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะต้องจริงจังมากขึ้นกับการสร้างความตระหนักและให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยของเจ้าตัวน้อยบนอานจักรยานยนต์

เช่นที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายรณรงค์สวมใส่หมวกนิรภัย เพื่อปลูกฝังวินัยเรื่องความปลอดภัยให้เด็ก รวมถึงสร้างความตระหนักให้กับผู้ปกครองและสถานศึกษา หาวิธีเพื่อปกป้องชีวิตเด็ก ๆ รวมถึงการผลักดันให้โรงเรียนสร้างที่เก็บหมวกกันน็อกเพื่อป้องกันปัญหาผู้ปกครองลืมหมวกกันน็อกของบุตรหลาน

“หมวกกันน็อก” ฮีโร่ของเด็ก ๆ จริงหรือ?

ประสิทธิผลของการสวมหมวกนิรภัยหรือหมวกกันน็อกสำหรับรถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจน จากผลงานวิจัยของศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) พบว่า การสวมหมวกนิรภัยช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตเนื่องจากการบาดเจ็บที่ศีรษะได้ ร้อยละ 43 สำหรับผู้ขับขี่ และร้อยละ 58 สำหรับผู้นั่งซ้อนท้าย ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การสวมหมวกนิรภัยมีส่วนลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลลงได้มากกว่า 200,000 บาทต่อคน (โดยประมาณ)

 

การทำงานของหมวกนิรภัย

หมวกนิรภัยป้องกันการสัมผัสโดยตรงระหว่างกะโหลกศีรษะกับสิ่งที่มากระทบ ทำหน้าที่ป้องกันศีรษะจากวัตถุที่มาชน ที่สำคัญหมวกนิรภัยมีจุดประสงค์ลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บที่สมองและศีรษะอย่างรุนแรง โดยการลดแรงกระแทกหรือการชนเข้ากับศีรษะ วัสดุอ่อนนุ่มที่เป็นส่วนหนึ่งของหมวกนิรภัยจะดูดซับแรงสะเทือนทำให้ศีรษะหยุดหรือเคลื่อนที่ช้าลง สมองจะได้ไม่ชนกับกะโหลกอย่างรุนแรง หมวกนิรภัยจะกระจายแรงกระแทกไปยังพื้นที่ที่กว้างขึ้น ทำให้แรงกระแทกไม่ไปรวมอยู่ ณ พื้นที่เล็ก ๆ ส่วนใดส่วนหนึ่งของกะโหลกเท่านั้น

วิธีเลือกหมวกกันน็อกให้น้อง

- เลือกหมวกกันน็อกที่มีขนาดพอดีกับศีรษะ เด็กอายุ 2-4 ปี ใช้หมวกขนาด 500 มม. เด็กอายุ 5-8 ปี ใช้หมวกขนาด 530-540 มม. เด็กอายุมากกว่า 8 ปี ใช้หมวกขนาด 570-580 มม.

- มีสายรัดคางดี ไม่หลุดง่าย

- ไม่หนักเกินไป เพราะกล้ามเนื้อต้นคอของเด็กยังไม่แข็งแรง อาจทำให้กระดูกต้นคอหัก เมื่อชนกระแทก

- เลือกหมวกกันน็อกที่มีตรามาตรฐานอุตสาหกรรม

 

ทุกครั้งเมื่อให้เด็กขึ้นนั่งบนรถมอเตอร์ไซค์ ต้องสวมหมวกนิรภัยให้เด็ก ๆ อย่าคิดว่าเดินทางใกล้ ๆ หรือใช้เวลาเพียงไม่นาน เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

อ้างอิง

http://trso.thairoads.org/statistic/helmet

www.roadsafetythai.org/edoc/doc_20181120164756.pdf

https://www.rakluke.com/family-lifestyle-all/news-update/item/1-3.html

งานบทความที่กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจ

ทำบุญให้ได้บุญอย่างแท้จริง เลือกอาหารเพื่อสุขภาพถวายพระสงฆ์
1708931705.jpg

Super Admin ID1

ทำบุญให้ได้บุญอย่างแท้จริง เลือกอาหารเพื่อสุขภาพถวายพระสงฆ์

ส่วนที่ 2 กลไก และกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะในประเด็นกิจกรรมทางกายที่เกี่ยวเนื่องกับกรอบแนวคิดหลัก สสส. และสอดคล้องกับปัจจัยกำหนดสุขภาพ
1747913281.JPG

Admin ID3

ส่วนที่ 2 กลไก และกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะในประเด็นกิจกรรมทางกายที่เ...

สอนลูกให้รอดจากการคุกคามทางเพศ
1708931705.jpg

Super Admin ID1

สอนลูกให้รอดจากการคุกคามทางเพศ

“ธนาคารเวลา”  เสริมสร้างคุณภาพชีวิตสูงวัย ด้วยนวัตกรรมทางสังคม
1708931705.jpg

Super Admin ID1

“ธนาคารเวลา” เสริมสร้างคุณภาพชีวิตสูงวัย ด้วยนวัตกรรมทางสังคม

‘ลองโควิด’ สึนามิลูกต่อมา ฉุดเศรษฐกิจและกระทบการใช้ชีวิต
1708931705.jpg

Super Admin ID1

‘ลองโควิด’ สึนามิลูกต่อมา ฉุดเศรษฐกิจและกระทบการใช้ชีวิต

งานบทความที่เกี่ยวข้อง

การจราจรซ้ายมือและขวามือ

Writer Don ID2

การจราจรซ้ายมือ (อังกฤษ: left-hand traffic; LHT)

 

การจราจรซ้ายมือ (อังกฤษ: left-hand traffic; LHT) และการจราจรขวามือ (อังกฤษ: right-hand traffic; RHT) เป็นกฎระเบียบที่กำหนดสำหรับการจราจรแบบสองทิศทางทุกรูปแบบให้ขับยานพาหนะชิดซ้ายหรือชิดขวาบนถนนยกเว้นในกรณีอื่น ๆ ที่กำหนด[1] การจราจรนี้เป็นพื้นฐานของทิศทางจราจรซึ่งในบางครั้งถูกเรียกว่าเป็นกฎของถนน (อังกฤษ: rule of the road)[2]

มี 163 ประเทศและดินแดนที่ใช้การจราจรขวามือ ในขณะที่ 76 ประเทศที่เหลือใช้การจราจรซ้ายมือ ประเทศที่ใช้การจราจรซ้ายมือคิดเป็น 1 ใน 6 ของพื้นที่และ 1 ใน 4 ของถนนบนโลก [3] ในช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 1900 บางประเทศรวมถึงแคนาดา สเปน และบราซิลมีกฎของการจราจรที่ต่างกันในแต่ละพื้นที่ของประเทศ และระหว่างทศวรรษที่ 1900 หลายประเทศได้กำหนดมาตรฐานในเขตอำนาจรัฐและเปลี่ยนจากการจราจรซ้ายมือเป็นขวามือเพื่อให้สอดคล้องกับขนบธรรมเนียมในแต่ละภูมิภาค ใน ค.ศ. 1919 มี 104 ประเทศในโลกที่ใช้การจราจรซ้ายมือและอีกครึ่งเป็นขวามือ ตั้งแต่ ค.ศ. 1919 ถึง 1986 มี 34 ประเทศที่เปลี่ยนการจราจรซ้ายมือเป็นขวามือ[4]

หลายประเทศที่ใช้การจราจรซ้ายมือประกอบด้วยอดีตอาณานิคมของอังกฤษในแคริบเบียน แอฟริกาตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ สำหรับญี่ปุ่น ไทย เนปาล ภูฏาน โมซัมบิก ซูรินาเม ติมอร์ตะวันออก และอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ใช้การจราจรซ้ายมือนอกเหนือจากจักรวรรดิอังกฤษ ในทวีปยุโรปมีเพียงสี่ประเทศยังคงขับยานพาหนะชิดซ้ายประกอบด้วยสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ มอลตา และไซปรัสซึ่งประเทศทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนเกาะที่ไม่มีถนนเชื่อมต่อโดยตรงกับประเทศที่ขับยานพาหนะชิดขวา

 

เกือบทุกประเทศใช้เพียงการจราจรเดียวสำหรับทุกพื้นที่ในประเทศ ข้อยกเว้นส่วนใหญ่มาจากดุลยพินิจในอดีตและ/หรือเกี่ยวข้องกับการที่หมู่เกาะไม่มีการเชื่อมต่อกับพื้นที่หลักของประเทศ จีนใช้การจราจรขวามือยกเว้นในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงและมาเก๊า สหรัฐใช้การจราจรขวามือยกเว้นหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐ[5] สหราชอาณาจักรใช้การจราจรซ้ายมือแต่ดินแดนโพ้นทะเลยิบรอลตาร์และบริติชอินเดียนโอเชียนเทร์ริทอรีใช้การจราจรขวามือ

ตามที่อนุสัญญาว่าด้วยกฎข้อบังคับระหว่างประเทศสำหรับป้องกันเรือโดนกันในทะเล การจราจรทางน้ำจะใช้การจราจรขวามือ สำหรับอากาศยานข้อบังคับว่าด้วยการบินแห่งชาติของสหรัฐกำหนดให้มีการบินผ่านไปทางขวาทั้งในอากาศและทางน้ำ[6]

ในส่วนของทางรถไฟทางคู่ การจราจรบนทางรถไฟโดยทั่วไปวิ่งไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งของเส้นทางซึ่งแตกต่างจากถนน ด้วยเหตุนี้ในเบลเยียม จีน ฝรั่งเศส (นอกเหนือจากแคว้นอาลซัสและลอแรนของเยอรมันในอดีต) สวีเดน (นอกเหนือจากเมืองมัลโมและทางตอนใต้) สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลีเป็นตัวอย่างของการจราจรบนทางรถไฟจะใช้การจราจรซ้ายมือ ในขณะที่ถนนจะใช้การจราจรขวามือ เนื่องจากได้รับอิทธิพลของระบบรถไฟจากอังกฤษในช่วงต้น แต่ในบางประเทศเช่นอินโดนีเซียกลับตรงข้ามกัน (ใช้การจราจรขวามือสำหรับทางรถไฟและการจราจรซ้ายมือสำหรับถนน) รถไฟรางเบาและระบบขนส่งมวลชนเร็วมักใช้ระบบเดียวกับการจราจรบนถนนในประเทศ (ยกเว้นในมาดริด โรม ลิสบอน ลียง สต็อกโฮล์ม ไคโร ลิมา บัวโนสไอเรส เทรนดอลาคอสและสายลิดินโกของสต็อกโฮล์ม

ไม่มีเหตุผลทางเทคนิคว่าการขับชิดฝั่งไหนดีมากกว่ากัน[7] ในกลุ่มประชากรที่มีสุขภาพแข็งแรงความปลอดภัยในการจราจรจะเท่ากันโดยไม่คำนึงถึงความถนัดของมือ แม้ว่านักวิจัยบางคนสันนิษฐานว่าการจราจรซ้ายมืออาจปลอดภัยมากกว่าสำหรับประชากรสูงอายุ[8] เนื่องจากมนุษย์โดยปกติมีความถนัดของตาขวามากกว่าตาซ้าย[9]