0

0

ผู้เขียน :Super Admin ID1

อัพเดทเมื่อวันที่ : 2026-04-02 15:28:14

บทนำ

Hilight

• “ปทุมวันโมเดล” มีวัตถุประสงค์กระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตระหนักในการดูแลสุขภาพ โดยสร้างความร่วมมือใช้รถปล่อยมลพิษต่ำและส่งเสริมการใช้รถสาธารณะพลังงานสะอาด

• โครงการนี้นำแนวคิดมาจากเขตควบคุมมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) ซึ่งมีต้นแบบจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษมาประยุกต์ใช้ โดยกำหนดพื้นที่นำร่องถนนพระราม 1 ระยะทางจากแยกราชประสงค์ถึงแยกปทุมวัน โดยจะดำเนินการตลอดปี 2565

• แบ่งการดำเนินงานโครงการออกเป็น 3 ระดับ ระดับที่ 1 รถยนต์พนักงานจะให้บริการตรวจไอเสียรถยนต์ ตรวจควันดำ ระดับที่ 2 ผู้ทำการค้าร่วมกับทางห้าง เช่น ซับพลายเออร์ที่มาส่งของหรือสินค้าที่จะใช้รถมีมลพิษต่ำ และระดับที่ 3 ลูกค้า ห้างร้านจะชักจูงให้ลูกค้าใช้บริการขนส่งสาธารณะ

 

----------

ฝุ่นกลับมาแล้ว!

ฝุ่นกลับมาแล้ว! เป็นประจำทุกปี เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาวยาวเรื่อยไปจนถึงต้นฤดูร้อน ระหว่างเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงมีนาคม จะเกิดวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็กขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยสาเหตุหลักมาจากการจราจรและการขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ดีเซล รวมไปถึงการปล่อยควันจากโรงงานอุตสาหกรรม และการเผาในที่โล่ง (1)

ฝุ่น PM2.5 หรือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เป็นมลพิษอากาศที่เป็นปัญหาหลักในเมืองใหญ่แทบทุกแห่งของโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพอนามัยของประชาชน สิ่งแวดล้อม และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะใน กทม.และปริมณฑลที่ผ่านมาเกิดวิกฤตฝุ่นละอองที่มีค่าเกินมาตรฐานติดต่อกันหลายวันและต่อเนื่องหลายปี ทำให้ภาครัฐและภาคส่วนอื่น ๆ ต่างให้ความสำคัญและพยายามหาทางแก้ไขอย่างจริงจังมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม รูปธรรมในแง่นโยบาย ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติ ในขณะที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ก็มีนโยบายและแผนรองรับ รวมถึงแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2556-2575) ก็มุ่งเป้าให้พื้นที่กรุงเทพฯ ลดค่าฝุ่นละอองให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

 

หนึ่งในความพยายามที่น่าสนใจ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการเปิดตัว “โครงการอากาศสะอาดเขตปทุมวัน” หรือ “ปทุมวันโมเดล” โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์กระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตระหนักในการดูแลสุขภาพ โดยสร้างความร่วมมือในการตรวจสอบสภาพรถที่อาจปล่อยมลพิษทางอากาศ รวมถึงเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตลอดจนส่งเสริมการใช้รถสาธารณะพลังงานสะอาดที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ

 

พื้นที่นำร่องโครงการคือ ถนนพระราม 1 ระยะทางจากแยกราชประสงค์มาถึงแยกปทุมวัน โดยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการขนส่งทางบก, กองบังคับการตำรวจจราจร, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.), สำนักงานเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร (กทม.), กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ รวมทั้งหน่วยงาน สถาบัน และห้างร้านต่าง ๆ ที่ประกอบกิจการอยู่ 2 ฝั่งถนน โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมีศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินงาน

 

รศ.วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ (ศวอ.) อธิบายว่า ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการโครงการถนนอากาศสะอาดเขตปทุมวันขึ้น และปทุมวันโมเดลนี้จึงเป็นการสานต่อและเริ่มต้นใหม่อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นกลางเมือง สร้างพื้นที่ต้นแบบในการลด PM2.5 โดยนำระบบตรวจสอบสภาพรถ บริการรถพลังงานไฟฟ้าสาธารณะ นำเซ็นเซอร์วัดมลพิษแบบเรียลไทม์มาใช้ สร้างความร่วมมือในการพัฒนาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา เพื่อคืนอากาศสะอาดให้คนกรุงเทพฯ

 

 

ปทุมวันโมเดล

สำหรับปทุมวันโมเดลได้นำแนวคิดเขตควบคุมมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) ซึ่งมีต้นแบบจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษมาประยุกต์ใช้ “โครงการนี้ได้ทำไปพร้อมกับการลดจราจรติดขัดในกรุงลอนดอน มีการเก็บค่าเข้าเขตเมือง พร้อมไปกับการลดมลพิษที่ออกมาจากไอเสียรถยนต์ กรุงลอนดอนทำมานานจนประสบความสำเร็จและมีการขยายพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการดำเนินงานในเมืองอื่น ๆ ของยุโรป เช่น กรุงปารีส เป็นต้น

 

“การจราจรคับคั่งในเมืองเป็นสาเหตุของมลพิษสูง เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้คนที่อาศัยอยู่หนาแน่น จะทำยังไงเพื่อลดปริมาณการจราจรและการปล่อยไอเสีย ทำให้รถปล่อยมลพิษต่ำ จึงมีการกำหนดให้รถที่ปล่อยมลพิษสูงเข้าในเมืองน้อยลง โดยมีการจัดเก็บค่าผ่านทาง แต่ถ้าเป็นรถที่มีมลพิษต่ำก็ให้เข้าได้ตามปกติ ซึ่งหลักการก็จะแตกต่างกับการลดการจราจรคับคั่งซึ่งจะจัดเก็บทุกคัน จะช่วยลดมลพิษอากาศที่มีผลต่อสุขภาพประชาชน” อาจารย์วงศ์พันธ์อธิบายแนวคิด

 

ความสำเร็จจากลอนดอนจะถูกนำมาปรับใช้ในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ “เราทดลองทำในพื้นที่เล็ก ๆ ระยะทางสั้น ๆ แต่ว่ามีกิจการร้านค้าอยู่มาก มีการจราจรคับคั่ง และมีสถานีรถไฟฟ้าซึ่งทำให้ค่ามลพิษสูงขึ้น เพราะว่ามีอาคารปิดคลุมพื้นที่ ทำให้มีการสะสมของมลพิษ เราไม่ได้ห้ามรถเข้าพื้นที่ เพราะจะมีผลกระทบอื่น ๆ ตามมา รถก็จะไปแออัดในที่อื่น แล้วก็ไม่สอดคล้อง ถ้าเราประสบความสำเร็จในพื้นที่นี้ เราจะขยายไปในพื้นที่ที่กว้างขึ้น เราก็คงจะไม่สามารถปิดถนนทั้งหมดได้ รถจะวิ่งได้ตามปกติ แต่จะทำยังไงให้รถที่วิ่งบนถนนปล่อยมลพิษต่ำ”

 

โครงการเริ่มต้นด้วยการเชิญชวนผู้ประกอบการในพื้นที่รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาร่วม เช่น ห้างเซ็นทรัลเวิลด์, สยามพารากอน, มาบุญครอง รวมทั้งหน่วยงานและสถานที่โดยรอบ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ วัดปทุมวนาราม ฯลฯ ที่มีรถเข้ามาในพื้นที่ โดยจะทำอย่างไรให้รถยนต์เหล่านี้ปล่อยมลพิษต่ำลง

 

 

 

ปทุมวันโมเดลจะแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระดับ ระดับที่ 1 รถยนต์ของพนักงานซึ่งน่าจะเป็นรถที่ปล่อยมลพิษต่ำ มาตรการคือจะหาวิธีการปลูกจิตสำนึกพนักงาน การให้บริการตรวจไอเสียรถยนต์ ตรวจควันดำ รวมไปถึงชักชวนให้ใช้รถน้อยลง และให้หันมาใช้ขนส่งสาธารณะ

 

ระดับที่ 2 คือผู้ทำการค้าร่วมกับทางห้าง เช่น ซับพลายเออร์ที่มาส่งของหรือสินค้าต่าง ๆ จะสื่อสารไปยังกลุ่มนี้ว่าควรใช้รถที่มีมลพิษต่ำ ซึ่งจะมีวิธีการตรวจวัดไอเสีย และการตรวจสภาพรถยนต์ ระดับที่ 3 คือลูกค้า โดยห้างร้านจะมีวิธีการชักจูงให้ลูกค้าใช้บริการขนส่งสาธารณะ หรือประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าดูแลรักษารถยนต์ที่จะมาใช้บริการกับทางห้าง

 

“เราจะช่วยเรื่องบริการตรวจวัดไอเสียรถ การดูแลบำรุงรถ มีหน่วยงานที่เข้ามาช่วย เช่น การตรวจวัดไอเสียก็จะมีกรมควบคุมมลพิษหรือทาง กทม. สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันมาช่วยดูแลบำรุงรักษารถ รวมถึงตำรวจซึ่งมาช่วยดูเรื่องการจราจร ถ้าการจราจรไม่ติดขัดจะมีผลกับมลพิษ สำหรับรถประจำทางที่วิ่งบนถนนก็จะขอให้ ขสมก.ใช้รถประจำทางมลพิษต่ำ มีการตรวจวัด ซึ่ง ขสมก.ก็บอกอยู่แล้วว่ามีการตรวจวัดไอเสียรถก่อนที่ออกจากอู่ ขอให้มั่นใจว่าเป็นรถที่ปล่อยมลภาวะเป็นพิษต่ำ”

 

อาจารย์วงศ์พันธ์ กล่าวว่า ทั้ง 3 ระดับยังแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรของห้าง จะต้องมีนโยบายการสื่อสารกับพนักงาน และต้องมีความตั้งใจหรือมีเจตจำนงที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการของห้าง เมื่อได้ผลอย่างไรก็จะมีการเผยแพร่ทางสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งในองค์กรเองและภายนอกเพื่อให้ประชาชนรับทราบว่าทางห้างได้ทำเรื่องนี้เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

โครงการอากาศสะอาดเขตปทุมวันยังมุ่งพัฒนานวัตกรรมทั้งระบบฐานข้อมูลออนไลน์กรุงเทพอากาศสะอาดต้นแบบ (BMA-BLEZ) เพื่อรายงานผลการตรวจสอบสภาพรถของผู้ที่ใช้รถในเขตปทุมวัน รวมไปถึงบริการรถสาธารณะพลังงานไฟฟ้า พร้อมจุดจอดบริการแก่ประชาชนบริเวณศูนย์การค้า สถานประกอบการ และจุดต่าง ๆ ในพื้นที่ รวมทั้งมีระบบเซ็นเซอร์วัดค่า PM2.5 เฉพาะจุด ที่สามารถแสดงผลทันที เพื่อให้คนในพื้นที่ทราบค่าคุณภาพอากาศได้ผ่านจอแสดงผล (2)

 

โครงการนี้จะดำเนินการตลอดปี 2565 จนถึงฤดูกาลฝุ่นหน้า ระหว่างนี้จะมีการวัดผลสำเร็จในขั้นต้นคือ ความร่วมมือ ความตั้งใจของผู้บริหาร พนักงาน ซับพลายเออร์ และลูกค้าที่มาใช้บริการห้างว่ามีการตอบสนองอย่างไรบ้าง และที่จะวัดผลจริงก็คือ จะดูว่าคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นหรือไม่หลังจากมีโครงการนี้ เช่น อากาศสะอาดขึ้นหรือไม่ ฝุ่นน้อยลงหรือไม่

 

“เรามีเครื่องตรวจวัดมลพิษซึ่งได้ความร่วมมือจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาติดเครื่องวัดฝุ่น PM2.5 จำนวน 4 จุด ตั้งแต่แยกปทุมวัน สยามสแควร์ แยกอังรีดูนังต์ ไปจนถึงแยกราชประสงค์ แสดงผลขึ้นบนจอ ทุกคนสามารถดูได้ผ่านทั้งแอปพลิเคชั่นและเว็บไซต์ Sensor for All เป็นการรายงานผลเรียลไทม์ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้สถานการณ์ปัจจุบันและประสิทธิผลการดำเนินการ”

 

 

ในพื้นที่ของโครงการยังมีบริการขนส่งสาธารณะที่เป็นรถไฟฟ้ามาช่วยสนับสนุน อย่างเช่น มูฟมี (Muvmi) บริการเรียกรถผ่านโมบายล์ แอปพลิเคชั่น เพื่อใช้เดินทางเฉพาะย่าน ให้บริการในระบบ Ride Sharing ทางเดียวกันไปด้วยกัน จองรถให้มารับตามจุดต่าง ๆ แล้วไปส่งตามจุดต่าง ๆ โดยไม่ต้องขับรถมา มีการประสานกับทางห้างให้มีที่จอด มีจุดรับส่งของให้สะดวกขึ้น

 

ในฐานะ ศวอ. เป็นศูนย์วิชาการจึงจะเข้าไปให้ความรู้และทำความเข้าใจกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ มีเกณฑ์การประเมินเพื่อให้คะแนนและมอบรางวัลสำหรับห้างร้านที่เข้าร่วมเมื่อสิ้นสุดโครงการด้วย

 

“ตรงนี้เป็นพื้นที่ทดลองที่เราจะสามารถประเมินประสิทธิภาพความสำเร็จได้ ทุกคนสามารถทำได้อย่างเดียวกันถ้าอยากให้อากาศกรุงเทพฯ ดีขึ้น ใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือสนับสนุนรถไฟฟ้า บำรุงดูแลรักษารถให้สภาพดี ปล่อยมลพิษน้อยลง ถ้าซื้อรถใหม่ก็ให้มีมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่ดี เราก็หวังว่ามันจะช่วยลดมลพิษของกรุงเทพฯได้” อาจารย์วงศ์พันธ์ระบุ

 

โครงการนี้อาจเป็นก้าวแรกที่จะทำให้มีการขยายพื้นที่หรือพัฒนาต่อยอดกลายเป็นนโยบายการปฏิบัติในอนาคต แต่ก็ยังมีอีกหลายขั้นตอน ไม่ว่าการจะใช้ระบบเก็บค่าผ่านทางตามปริมาณมลพิษ การติดเครื่องหมายแสดงว่ารถคันนี้มีมาตรฐานไอเสียระดับไหน ซึ่งขณะนี้มีร่างมาตรฐานการปล่อยมลพิษของรถยนต์ใหม่เป็นมาตรฐานยูโร 5-6 ที่จะประกาศใช้ปี 2567 รวมทั้งการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ถึงแม้ว่ามาตรฐานน้ำมันดีเซลยังไม่เกิดก็ตาม แต่ก็เป็นแนวคิดที่สามารถขยายผลต่อไปได้

 

ความคาดหวังที่จะทำให้กรุงเทพฯ ก้าวไปไกลเป็นเขตควบคุมมลพิษต่ำอย่างลอนดอน​อาจจะยังอีกไกลเพราะจำเป็นต้องอาศัยหลายปัจจัยหนุน โดยเฉพาะต้องอาศัยความตั้งใจความมุ่งมั่นของผู้บริหาร อย่างเช่นที่ลอนดอน ผู้ว่าฯ เป็นผู้อำนวยการในเรื่องนี้ โดยอาศัยหน่วยงานรัฐส่วนอื่นเข้ามาร่วม ซึ่งขณะนี้มีการพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมามาก จากแรกเริ่มที่ยังใช้ระบบธรรมดา แต่สมัยนี้ได้ใช้ระบบอัตโนมัติแล้ว

 

อีกประเด็นที่สำคัญก็คือ การดำเนินงานโครงการอากาศสะอาดเขตปทุมวันหรือ “ปทุมวันโมเดล” ยังเป็นช่องทางในการสื่อให้ประชาชนรับทราบว่า อากาศสะอาดสามารถตีเป็นมูลค่าออกมาได้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพ “สิ่งที่จะได้จากคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นคือ สุขภาพที่ดีขึ้น” ซึ่งคุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องจ่ายหรือแลกมา ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณ ความไม่สะดวก หรือความเคยชินเก่า ๆ บางอย่าง

 

ดังนั้นพื้นที่นำร่องการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเขตปทุมวันจึงเป็นโครงการที่น่าสนใจ เพราะหากได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง โอกาสที่กรุงเทพฯ จะมี Low Emission Zone บางจุดบางพื้นที่ก็จะมีความเป็นไปได้จริง

อ้างอิง

  1. https://www.pcd.go.th/publication/13479/?fbclid=IwAR0YT9h2KhHdDmekYD0PFfqufaj6xCftUnGof8qvWP2S8bNupuduRYBC8lo

  2. https://www.thaihealth.or.th/Content/55793-ชูโมเดล%20“อากาศสะอาดเขตปทุมวัน”%20เป็นพื้นที่ต้นแบบลด%20PM%202.5%20.htmll

 

 

งานบทความที่กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจ

ลด ละ เลิกเหล้า ด้วยพลังของชุมชน
1708931705.jpg

Super Admin ID1

ลด ละ เลิกเหล้า ด้วยพลังของชุมชน

ส่วนที่ 3 บริบทแวดล้อมและปัจจัยเอื้อ เครื่องมือ/สื่อในการสร้างเสริมสุขภาวะด้านความปลอดภัยทางถนน
1708932589.JPG

Writer hotmail

ส่วนที่ 3 บริบทแวดล้อมและปัจจัยเอื้อ เครื่องมือ/สื่อในการสร้างเสริมสุข...

อิทธิพลของเอลนีโญต่อฝุ่น PM2.5 ปี 2567 กับภัยคุกคามสุขภาพที่รุนแรงขึ้น
1708931705.jpg

Super Admin ID1

อิทธิพลของเอลนีโญต่อฝุ่น PM2.5 ปี 2567 กับภัยคุกคามสุขภาพที่รุนแรงขึ้น

เพิ่มพลังนม เพื่อสุขภาพ (และส่วนสูง) เด็กไทย!
1708931705.jpg

Super Admin ID1

เพิ่มพลังนม เพื่อสุขภาพ (และส่วนสูง) เด็กไทย!

การเรียนรู้ตลอดชีวิต กุญแจสู่การเกษียณอย่างมีความสุข
1708931705.jpg

Super Admin ID1

การเรียนรู้ตลอดชีวิต กุญแจสู่การเกษียณอย่างมีความสุข

งานบทความที่เกี่ยวข้อง

ฝุ่น PM2.5 เป็นสารก่อมะเร็ง เสี่ยงเสียชีวิตสูง ตายปีละ 7 หมื่นคน

Super Admin ID1

Highlight

• ฝุ่น PM2.5 ถูกจัดเป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งปอดซึ่งเป็นโรคที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตอันดับ 2 (เป็นอันดับ 2 ในผู้ชายรองจากมะเร็งตับ และเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิง) การตรวจคัดกรองโรคในระยะแรกทำได้ยาก เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติมักจะเป็นในระยะที่ลุกลามแล้วจึงมีอัตราเสียชีวิตสูง

• งานวิจัยระบุว่าคนไทยเสียชีวิตจากฝุ่น PM2.5 ประมาณ 70,000 คนต่อปี ขณะที่องค์การอนามัยโลกพบว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจาก PM2.5 สูงเป็น 4 เท่าของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุการจราจรทางบก

• คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้เห็นชอบกำหนดมาตรฐานฝุ่น PM2.5 ใหม่ จากค่ามาตรฐานเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ปรับลดลงเป็น 37.5 มคก./ลบ.ม. มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มิถุนายน 2566 และค่าเฉลี่ยรายปีจากเดิม 25 มคก./ลบ.ม. ปรับลดลงเป็น 15 มคก./ลบ.ม. มีผลบังคับใช้หลังประกาศราชกิจจานุเบกษา

 

-----------

 

ในประเทศไทยมีอัตราการเกิดโรคมะเร็งที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดพบว่า มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ปีละนับแสนราย และเสียชีวิตเฉียดหลักแสนรายเช่นกัน สำหรับมะเร็งที่พบบ่อยมากที่สุดในคนไทย 5 อันดับ ประกอบด้วย มะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี, มะเร็งปอด, มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก, มะเร็งเต้านม    และมะเร็งปากมดลูก (1)