0

0

ผู้เขียน :Super Admin ID1

อัพเดทเมื่อวันที่ : 2026-01-05 00:35:59

บทนำ

 

อยู่ ๆ พนักงานคนเก่งคนดีก็ลาออกไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย! ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น พวกเขาเคยแสดงความมุ่งมั่น ทุ่มเท และหลงใหลในงานของตัวเองอย่างมาก

กับสถานการณ์เช่นนี้ เมื่อค้นลงลึกอาจพบว่า เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังคือ Brown-out Syndrome” หรือ “ภาวะหมดใจในการทำงาน”

Brown-out หมายถึง ไฟตก อาจมีไฟดับเป็นบางช่วง ขณะที่ในโลกของการงาน บราวน์-เอาท์ ซินโดรม คือ การขาดแรงจูงใจ ขาดความกระตือรือร้น มีความสนใจในงานลดลง รู้สึกไม่ได้รับคุณค่าและความสำคัญเท่าที่ควร จึงทำให้ออกห่างจากงานมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบในระยะยาวทั้งต่องานและชีวิตส่วนตัว

 

ภาวะหมดใจ (Brown-out Syndrome) นั้นคล้ายคลึงกับ ภาวะหมดไฟ (Burn-out Syndrome) อย่างมาก

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ภาวะหมดไฟ (Burn-out Syndrome) เป็นภาวะความผิดปกติที่เกิดจากการทำงาน (Occupational phenomenon) แต่ไม่จัดว่าเป็นความเจ็บป่วยหรือมีเงื่อนไขทางการแพทย์ (Medical condition) โดยจำกัดความของภาวะหมดไฟใช้ในบริบทของคนทำงานหรือการทำงานเท่านั้น

สาเหตุของภาวะหมดไฟมาจากความเครียดเรื้อรังจากการทำงานที่จัดการได้ไม่ดีพอ ทำให้รู้สึกสูญเสียพลังงาน อ่อนเพลีย ไม่อยากทำงาน มีทัศนคติเชิงลบต่องาน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง อาจเพราะการขาดสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ภาระงานที่มากเกิน ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานเกิน รวมถึงการไม่ได้รับการยอมรับ ความคาดหวังในการทำงาน การทำงานที่ไม่เหมาะกับตนเอง เป็นต้น

ภาวะหมดไฟทำให้พฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น ผัดวันประกันพรุ่ง หลีกเลี่ยงงาน แยกตัวเองออกจากสังคม อาจหันมาใช้แอลกอฮอล์และยาเสพติด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับร่างกายอาจส่งผลให้เกิดโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง อาการปวดกล้ามเนื้อ ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ ส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน มีแนวโน้มจะเกิดความเจ็บป่วยอื่น ๆ ตามมา

ขณะที่ภาวะหมดใจ (Brown-out Syndrome) แสดงออกมาผ่านพฤติกรรมและความรู้สึกบางอย่าง เช่น รู้สึกว่าภาระงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องการหยุด ไม่อยากจะสนใจอาชีพการงานของตนอีกต่อไป มีส่วนร่วมในการประชุมหรือแสดงความคิดเห็นน้อยลง มีปัญหาในการติดต่อกับที่ทำงาน มีความทุกข์ทางจิตใจ มีปัญหาการใช้ชีวิต เช่น กิน นอน และออกกำลังกาย ไม่มีอารมณ์ขัน ก้าวร้าว ปิดกั้นตัวเองจากครอบครัวและเพื่อน เป็นต้น

 

 

ในความใกล้เคียง สิ่งที่ทำให้ภาวะหมดไฟและภาวะหมดใจแตกต่างกันคือ

• ภาวะหมดไฟสามารถสังเกตเห็นได้ แต่ภาวะหมดใจสังเกตได้ยาก พวกเขาอาจจะดูเป็นปรกติ สามารถทำงานได้ แต่ภายในใจกลับรู้สึกอยากหยุดงานทุกอย่าง

• ภาวะหมดไฟมักจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น แต่ภาวะหมดใจเป็นอาการระยะยาว ค่อย ๆ สะสมมาเรื่อย ๆ นำไปสู่การลาออกเงียบ ๆ ในที่สุด

หากคนระดับหัวหน้าหรือผู้บริหารมีภาวะหมดใจ อาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมองค์กร ทำให้พนักงานคนอื่น ๆ เกิดภาวะบราวน์-เอาท์ ซินโดรมต่อได้

ภาวะหมดใจ เป็นสาเหตุที่ทำให้คนลาออกจากงานจำนวนมาก จากผลสำรวจของ คอร์ปอเรท บาลานซ์ คอนเซ็ปท์ (Corporate Balance Concepts) ระบุว่า พนักงานระดับสูงที่เผชิญกับภาวะหมดไฟมีจำนวนร้อยละ 5 แต่ผู้เผชิญกับภาวะหมดใจ มีร้อยละ 40

นั่นทำให้ภาวะหมดใจ นับเป็นภัยเงียบที่องค์กรต้องหันมาให้ความสำคัญ

การแก้ไขและป้องกันภาวะหมดใจ ต้องย้อนกลับไปดูที่สาเหตุจะพบว่า องค์กรมีส่วนสำคัญ

ถ้าองค์กรไม่มีทิศทางในการทำงาน มีกฎระเบียบเข้มงวด จุกจิก ตีกรอบพนักงานมากเกินไป หรือภายในองค์กรมีความไม่เท่าเทียม ไม่เป็นธรรม ขาดความสัมพันธ์ที่ดี พนักงานไม่รู้ทิศทางขององค์กร มีความคาดหวังและความกดดันสูง ฯลฯ เหล่านี้ทำให้เกิดภาวะหมดใจได้

หากเป็นเช่นนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเช่น ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและผู้เชี่ยวชาญจำเป็นต้องสื่อสารกับพนักงานทันทีที่สังเกตเห็นสัญญาณเตือน ต้องรับฟังความรู้สึก ความต้องการ และคาดหวัง เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไข อาจมีการมอบหมายงานหรือตำแหน่งหน้าที่ใหม่ ให้ลาหยุดงาน แบ่งเบาภาระงาน รวมทั้งปลูกฝังให้พนักงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ชื่นชมยกย่องคนที่ทำงานได้ดี ให้อิสระในการทำงานภายใต้กรอบ เป็นต้น

ในส่วนคนทำงานสามารถเช็กอาการหมดใจของตนเองได้ ถ้าหากว่า …

• ความกระตือรือร้นในการทำงานลดลง

• ไม่อยากทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุดทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นเคยทำได้

• พักผ่อนไม่เพียงพอ ป่วยบ่อยขึ้น ดูแลตัวเองน้อยลง

• ไม่ให้ความร่วมมือกับกิจกรรมขององค์กร

• ปลีกตัวห่างจากสังคมเพื่อนร่วมงาน

• ขาดความสนใจในเรื่องทั่วไป ฯลฯ

 

เมื่อพบภาวะหมดใจ สิ่งที่ต้องทำคือ แบ่งเวลาการทำงานและการพักผ่อนให้ชัดเจนขึ้น ปรับเปลี่ยนเป้าหมายใหม่ หาเวลาพักร้อน ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้างาน แต่หากมีอาการเศร้า หดหู่ เบื่อหน่าย ทุกข์ทรมาน มีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ ฯลฯ ควรปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญ

เพราะว่า ภาวะหมดใจ Brown-out Syndrome เป็นปัญหาที่อาจกัดกร่อนความเป็นอยู่ที่ดีของบุคคลในที่ทำงานอย่างเงียบ ๆ และส่งผลกระทบวงกว้าง การตระหนักถึงสัญญาณและการดำเนินการเพื่อแก้ไขวิกฤตนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

 

อ้างอิง

ไทยรัฐออนไลน์, รู้จักภาวะหมดไฟและหมดใจในการทำงาน ความสำคัญและข้อแตกต่างที่น่ารู้, 20 มกราคม

2565, https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2292449

Apichaya Jatutain, ‘ภาวะ Brownout’ ไม่ได้หมดแรงแต่หมดใจ ไม่อยากไปต่อกับการทำงาน, 7 พฤษภาคม

2564, https://missiontothemoon.co/psychology-brownout/

Sahra Benseghir, Research Paper: How Coaching Can Prevent Brownout Syndrome?, 4 สิงหาคม 2563, https://coachcampus.com/coach-portfolios/research-papers/sahra-benseghir-how-coaching-can-prevent-brownout-syndrome/

 

งานบทความที่กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจ

งานวิจัยชี้ การเชื่อมโยงกับธรรมชาติช่วยลดภาวะซึมเศร้า สร้างสุขภาพที่ดี
1708931705.jpg

Super Admin ID1

งานวิจัยชี้ การเชื่อมโยงกับธรรมชาติช่วยลดภาวะซึมเศร้า สร้างสุขภาพที่ดี

ส่วนที่ 2 กลไก และกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะในประเด็นอาหารกับกรอบแนวคิดหลัก สสส. และสอดคล้องกับปัจจัยกำหนดสุขภาพ
1747913281.JPG

Admin ID3

ส่วนที่ 2 กลไก และกระบวนการสร้างเสริมสุขภาวะในประเด็นอาหารกับกรอบแนวคิ...

“ธนาคารเวลา”  เสริมสร้างคุณภาพชีวิตสูงวัย ด้วยนวัตกรรมทางสังคม
1708931705.jpg

Super Admin ID1

“ธนาคารเวลา” เสริมสร้างคุณภาพชีวิตสูงวัย ด้วยนวัตกรรมทางสังคม

ลาออกไปเงียบ ๆ ชีวิตวิถีใหม่ของคนทำงาน
1708931705.jpg

Super Admin ID1

ลาออกไปเงียบ ๆ ชีวิตวิถีใหม่ของคนทำงาน

การตรวจสุขภาพตับ ทวงคืนสุขภาพที่ดี
1708931705.jpg

Super Admin ID1

การตรวจสุขภาพตับ ทวงคืนสุขภาพที่ดี

งานบทความที่เกี่ยวข้อง

การให้คุณค่าและรับฟังเสียงพนักงาน ปัจจัยสร้างองค์กรแห่งความสุขในอนาคต

Super Admin ID1

Highlight

• ผลสำรวจความสุขคนทำงานในระดับประเทศ ปี 2564 พบว่าคะแนนในภาพรวมเพิ่มขึ้นทุกมิติ ยกเว้นมิติสุขภาพกายดี เนื่องจากสถานการณ์โควิด คนทำงานในองค์กรทางการศึกษามีความสุขมากที่สุด อันดับรองลงมาเป็นอุตสาหกรรมทางการเงินและประกันภัย

• ภาคการผลิตคนทำงานมีความสุขต่ำ แม้จะไม่ได้ต่ำสุด โดยตัวชี้วัดคือ ความไม่ชัดเจนในการเติบโตในงานที่ทำ, ความเหมาะสมในการพิจารณาเลื่อนขั้น ปรับค่าจ้าง, การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นกับนายจ้าง, ความพึงพอใจกับสวัสดิการ, ความคุ้มค่าระหว่างค่าตอบแทนและความเสี่ยงจากงาน ฯลฯ

• ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่มีความรวดเร็ว องค์กรจะต้องปรับตัวโดยให้ความสำคัญกับเสียงของพนักงาน ในแต่ละเจเนอเรชั่นให้มากกว่าเดิม เพราะคนทำงานเริ่มมองหาคุณค่า ความหมาย ประโยชน์ต่อสังคมจากงานที่เขาทำ

เมื่อโลกขับเคลื่อนไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ โรคระบาด รวมทั้งเมกะเทรนด์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้หลายองค์กรต้องรับมือกับความอยู่รอดไปพร้อม ๆ กับการดูแลบุคลากรอันเป็นฟันเฟืองสำคัญไปสู่ความสำเร็จ

ในสถานการณ์เช่นนี้นับเป็นความท้าทายขององค์กรและคนทำงานที่ต้องปรับตัว ติดอาวุธทักษะเสริมสร้างความแข็งแกร่ง พร้อมกับต้องดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง เพื่อร่วมกันเผชิญการเปลี่ยนแปลงและสร้างองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน

การสร้างเสริมสุขภาวะให้กลายเป็นองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) จึงเป็นแนวคิดที่ถูกนำมาใช้พัฒนาบุคลากรและปรับเปลี่ยนการทำงานให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน สร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้คนทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งมีผลต่อการยกระดับขีดความสามารถขององค์กร โดยใช้ความสุขพื้นฐาน 8 ประการ (Happy 8) คือ Happy Body สุขภาพร่างกายดี, Happy Heart น้ำใจงามมีน้ำใจต่อกัน, Happy Society สังคมดีมีความรักสามัคคีเอื้อเฟื้อต่อชุมชนของตน, Happy Relax ผ่อนคลายต่อสิ่งต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิต, Happy Brain ศึกษาหาความรู้พัฒนาตนเองอยู่เสมอ, Happy Soul สงบ มีสติ มีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต, Happy Money ปลอดหนี้ มีเงิน รู้จักเก็บรู้จักใช้ และ Happy Family ครอบครัวดี รักครอบครัว ครอบครัวอบอุ่นและมั่นคง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร (สำนัก 8) มีการศึกษาวิเคราะห์ปัญหา ช่วยวางแผน เป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาคนในองค์กรให้มีสุขภาวะที่ดี                  รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อสร้างองค์กรสุขภาวะ นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาได้นำหลักด้านแนวคิดองค์กรสุขภาวะเข้าสู่ระบบขององค์กรเพื่อความยั่งยืนในการดำเนินงาน

 

ความสำคัญของหลักการ Happy 8 หรือ Happy Workplace  ไม่ได้เกี่ยวเฉพาะคนทำงาน แต่รวมถึงครอบครัวและสังคมไทย ซึ่งมีคนวัยทำงานอยู่ราว  37 ล้านคน โดยคนเหล่านี้ใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตอยู่ในที่ทำงาน แต่ปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีความสุขน้อยลง  มีความเครียดมากขึ้น ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างเช่น การระบาดของโควิด-19 อีกทั้งสังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญใน 4-5 ปีข้างหน้า เมื่อสัดส่วนคนทำงาน คนหารายได้ให้กับครอบครัว  มีสัดส่วนลดลงในทุกองค์กร บุคลากรจึงเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ซึ่ง สสส. มีเครื่องมือและชุดความรู้ที่จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้