0

0

บทนำ

Highlight

• ในช่วงปิดภาคเรียนและเรียนออนไลน์ขณะมีโควิด-19 ระบาด พบว่าในปี 2565 เด็กวัยเรียนอายุ 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มขึ้น  ร้อยละ 13.40 ส่วนหนึ่งเพราะได้รับพลังงานอาหารเกินความต้องการ และบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์มากขึ้น ซึ่งเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่อาจเสี่ยงเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

• สูตรรับประทานอาหารแต่ละมื้อให้ใช้ 2 : 1 : 1 คือ รับประทานผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วน และเนื้อ 1 ส่วน และให้ “ลด” อาหารหวาน มัน เค็ม “เพิ่ม” การรับประทานผักผลไม้ 400 กรัมต่อวัน “ปรับ” พฤติกรรมโดยอยู่หน้าจอไม่เกิน 2 ชั่วโมง ออกกำลังกายวันละ 30 - 60 นาที  และ “เปลี่ยน” น้ำหวานน้ำอัดลมในตู้เย็นเป็นนมหรือแช่ผลไม้

• นักโภชนาการแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปเพราะมีสารตั้งต้นก่อมะเร็ง มีโซเดียมสูง หากเลี่ยงไม่ได้ให้รับประทานคู่กับผักและผลไม้ ในขณะที่เด็ก ๆ ควรจะได้กินโปรตีนขนาดเท่าฝ่ามือ 2 ฝ่ามือต่อ 1 สัปดาห์ เพราะจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีภูมิต้านทานสูง

 

------------------

 

ThaiHealth WATCH 2022 The Series ในหัวข้อ ‘เรื่องกินเรื่องใหญ่ : กินอย่างไร ไม่ขาด ไม่เกิน’

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานเสวนา ThaiHealth WATCH 2022 The Series ในหัวข้อ ‘เรื่องกินเรื่องใหญ่ : กินอย่างไร ไม่ขาด ไม่เกิน’ เพื่อสะท้อนภาพปัญหาการกินขาด ๆ เกิน ๆ รวมไปถึงเทคนิคสั่งอาหารเดลิเวอรี่ให้ได้สุขภาพ, ทางรอดการกินผักตามฤดูกาลที่ทั้งประหยัดและได้สุขภาพ, การเตรียมอาหารสำหรับเด็ก ๆ, โภชนาการและพัฒนาการช่วงกักตัวอยู่บ้าน และวิถีกินคลีนนับแคลอรี่ให้มีความสุข

 

ในช่วงเริ่มต้นเสวนา ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนและรักษาการผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินของคนไทยในช่วงโควิด-19 ระบาด จากผลสำรวจพฤติกรรมสุขภาพของประชากรปี 2564 พบว่า อาหารยอดนิยมที่คนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไปนิยมบริโภคเป็นประจำ เป็นอาหารที่มีความเสี่ยงต่อกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs เป็นอาหารไขมันสูง ร้อยละ 42 อาหารโซเดียมสูง-อาหารแปรรูป ร้อยละ 39 อาหารน้ำตาลสูง-เครื่องดื่มบรรจุขวด ร้อยละ 34 จากที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้รับประทานผักและผลไม้ 400 กรัมต่อวัน ปัจจุบันพบว่า คนไทยรับประทานตามคำแนะนำได้ประมาณร้อยละ 20

 

ช่วงโควิด-19 ระบาด เด็กไทยมีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นในช่วงปิดภาคเรียนและเรียนออนไลน์อยู่บ้านเป็นเวลานาน โดยข้อมูลจาก 12 เขตสุขภาพพบว่า ใน[YT1] [KJ2] ปี 2565 เด็กวัยเรียนอายุระหว่าง 6-14 ปี มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 13.40 ส่วนหนึ่งเพราะในแต่ละวันได้รับพลังงานอาหารเกินความต้องการ ทั้งยังบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์มากขึ้น โดยมีการตลาดเป็นสิ่งกระตุ้น

ภาวะอ้วน/น้ำหนักเกินมีผลต่อร่างกายเด็ก ทำให้ระบบกระดูกและข้อรับน้ำหนักมาก เกิดอาการขาโก่ง ปวดเข่า เข่าไม่มั่นคง กระดูกสะโพกเคลื่อน ฯลฯ ที่สำคัญคือ เด็กที่เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่อ้วนอาจมีความเสี่ยงที่ทำให้เป็นโรคกลุ่ม NCDs ปัจจุบันมีคนไทย 3 ใน 4 เสียชีวิตจากกลุ่มโรค NCDs ซึ่งคือโรคมะเร็ง เบาหวาน ความดัน  ฯลฯ

จากข้อมูลยังพบอีกว่า รายจ่ายสูงสุดของครัวเรือนไทยร้อยละ 33 หรือเฉลี่ย 7,450 บาท เป็นรายจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และในสถานการณ์โควิด-19 ผู้มีรายได้น้อยร้อยละ 54 มีอาหารไม่พอรับประทาน  

“สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยกำลังขาดความมั่นคงทางอาหาร และยังเสี่ยงต่อภาวะ NCDs จากการบริโภค” และ “แม้ค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารจะสูงหรือมาก แต่กลับพบว่าคนไทยไม่ได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ”

 

 

ฉะนั้น เพื่อการดูแลสุขภาพ ดร.นพ.ไพโรจน์แนะนำให้รับประทานผักและผลไม้ให้เพียงพอ โดยในแต่ละมื้ออาหาร โดยใช้สูตร 2 : 1 : 1 คือ รับประทานผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วน และเนื้อ 1 ส่วน “แค่นี้จะได้พลังงานพอกับการใช้ชีวิตทั้งวัน” พร้อมทั้งได้ให้คำแนะนำสำหรับช่วงเปิดเทอม สุขภาพดีด้วย 4 เทคนิคป้องกันโรคอ้วนในเด็ก คือ ลด เพิ่ม ปรับ และเปลี่ยน

“ลด” อาหารหวานมันเค็ม ลดขนมรับประทานเล่นหรือขนมกรุบกรอบ หลีกเลี่ยงของทอดที่มีไขมันและเกลือสูง รวมไปถึงน้ำอัดลม เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารฟาสต์ฟู้ด

“เพิ่ม” การรับประทานผักผลไม้ให้ได้ 400 กรัมต่อวัน เลือกรับประทานผลไม้สดแทนน้ำผลไม้

“ปรับ” พฤติกรรมหน้าจอ จำกัดเวลาอยู่หน้าจอไม่เกิน 2 ชั่วโมง ออกกำลังกายวันละ 30 - 60 นาที

“เปลี่ยน อาหารในตู้เย็น เปลี่ยนน้ำหวานน้ำอัดลมเป็นนม แช่ผลไม้หั่นพร้อมรับประทาน

นอกจากเรื่องกินแล้ว ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนอน “คนไทยเรานอนน้อย แล้วก็นอนไม่ค่อยถูกสุขลักษณะ ปัญหาบ้านเราก็คือ เด็กเตี้ย เรื่องนอนจะช่วยได้” ทั้งยังได้ฝากถึงพ่อแม่ผู้ปกครองว่า “ผู้ใหญ่มีส่วนสำคัญมากในการกำหนดสิ่งแวดล้อมและกำหนดพฤติกรรมของเด็ก ๆ”

แววตา เอกชาวนา นักโภชนาและที่ปรึกษาโครงการกินผักผลไม้ดี 400 กรัม ระบุว่า คนไทยบริโภคอาหารหวาน มัน เค็มมากเกินความเหมาะสม ทั้งจากเนื้อสัตว์แปรรูป อาหารทอด เครื่องดื่มชง ฯลฯ นอกจากจะทำให้น้ำหนักเกินแล้ว พฤติกรรมการบริโภคเหล่านี้ทำให้เกิดโรค NCDs ทั้งในเด็กวัยเรียนจนถึงวัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงวัยสูงอายุ

 

นักโภชนาแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ซึ่งจะมีสารตั้งต้นก่อมะเร็ง มีโซเดียมสูง แต่หากเลี่ยงไม่ได้ให้รับประทานคู่กับผักและผลไม้ “ผักและผลไม้สามารถลดกระบวนการแปรเปลี่ยนเป็นมะเร็งของเนื้อสัตว์แปรรูปได้”

“เด็ก ๆ ควรจะได้กินโปรตีนขนาดเท่าฝ่ามือ 2 ฝ่ามือต่อ 1 สัปดาห์ ถ้ารับประทานเนื้อปลาก็จะได้รับโปรตีนและโอเมก้า 3 การกินโปรตีนอย่างเพียงพอทำให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานสูง เรียนเก่ง ในวัยทำงานโปรตีนช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ ถ้าเป็นผู้สูงอายุก็ป้องกันโรคอัลไซเมอร์”

 

 

 

โปรตีนดี ราคาถูก และสามารถดูดซึมได้ดี คือ ไข่ หากต้องการบำรุงสมองและลดโรคแนะนำให้กินไข่วันละ 1 ฟองช่วยบำรุงสมอง กินผักอย่างน้อยวันละ 4 ขีดต่อวัน แนะนำผัก 3 สี โดยใช้สีเขียวเป็นหลัก เลือกข้าวแป้งไม่ขัดสี ข้าวกล้องมีสารกาบ้า (Gaba) ช่วยความผ่อนคลาย ข้าวไรซ์เบอร์รี่มีเส้นใยอาหาร และใช้น้ำมันที่เหมาะสมกับการปรุงอาหาร น้ำมันปาล์มสำหรับเมนูทอดความร้อนสูง น้ำมันพืชสำหรับเมนูผัด เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรําข้าว หรือ น้ำมันมะกอก 

ตัวอย่างเมนูใน 1 วัน เช่น มื้อเช้า-ข้าวต้มหรือโจ๊กใส่ไข่ 1 ฟอง เพิ่มผักและผลไม้ มื้อกลางวัน-ข้าวกล้องกับไก่หรือปลา และผัดผัก หรือก๋วยเตี๋ยวเพิ่มผัก ผลไม้วันละ 1-2 ผล อาจลองเตรียมอาหารกลางวันไปกินที่ทำงาน อาหารง่าย ๆ ที่เตรียมได้ตั้งแต่ตอนกลางคืน เช่น แซนด์วิช สลัด ข้าวผัด หรือข้าวคลุกน้ำพริกง่าย ๆ พร้อมผัก ส่วนมื้อเย็น-ข้าวกล้อง แกงจืด เป็นต้น

เมื่อต้องรับประทานอาหารนอกบ้านหรือสั่งอาหารเดลิเวอรี่ เพื่อให้ได้สุขภาพด้วยควรสั่งกับข้าวที่มีส่วนผสมของน้ำ เช่น แกงจืด เกาเหลา แกงส้ม ต้มยำ แกงเลียง แกงป่า ฯลฯ ถ้าสั่งอาหารมากกว่า 1 อย่าง ไม่ควรเป็นอาหารที่มีพลังงานสูงมากหรือมีน้ำมันมากทั้งสองจาน เช่น ควรสั่งทอดมันปลาคู่กับแกงส้มผักรวม อาหารจานเดียว เช่น ข้าวผัด ผัดไทย ข้าวหมูทอด ฯลฯ ควรรับประทานกับผักที่เตรียมไว้ ทำอาหารง่าย ๆ แช่ตู้เย็นหรือแช่แข็งตุนไว้ เช่น พะโล้ ไข่ต้ม ไก่ย่าง เพื่อรับประทานกับอาหารที่สั่งมา ทุกเพศทุกวัยต้องวางแผนการกิน อาหารที่ทำเองจะอร่อยด้วยคุณค่าของสารอาหารและทำให้สุขภาพดีในระยะยาว

นักโภชนาการยังแนะนำการบริหารตู้เย็นให้ประหยัดตลอด 1 สัปดาห์ วัตถุดิบที่ต้องมีติดตู้เย็น คือ ผักผลไม้หลากสี ผักสีเขียวมีสารคลอโรฟิลล์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ สีแดงมีสารไลโคปีนลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง สีส้มเหลืองมีสารเบต้าแคโรทีนลดไขมันในเลือด สีน้ำเงินและสีม่วงมีสารแอนโทไซยานินลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ สีขาวและสีน้ำตาลมีสารป้องกันโรคความดันและลดไขมันในเลือด ผลไม้พร้อมรับประทาน เช่น มะละกอ ฝรั่ง ส้ม แอปเปิล ชมพู่ ฯลฯ นม โยเกิร์ต เนื้อสัตว์ ควรกินปลาอย่างน้อย 2 มื้อต่อสัปดาห์ ขนาดเท่าฝ่ามือ เพราะมีโอเมก้า 3 ช่วยบำรุงสมอง

 

 

 

หากทำได้ให้เลือกรับประทานผักตามฤดูกาล จะได้ผักคุณภาพดี ราคาถูก ไม่มีสารเคมี “รับประทานอาหารสำเร็จรูปต้องอ่านฉลากโภชนาการ โซเดียมเยอะไหม ระวังอย่าให้ไขมันอิ่มตัวเกินวันละ 15 กรัม เพราะถ้าเกินมากจะทำให้เรามีปัจจัยเสี่ยงเรื่องหลอดเลือดสมองได้ นอกจากนี้เคี้ยวให้ละเอียด”

พฤติกรรมที่ควรปรับ เช่น งดสูบบุหรี่ รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ กินผักผลไม้ 400 กรัมต่อวัน รับประทานธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ลูกเดือย งดดื่มสุรา และออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อเผาผลาญ ตัวอย่างการออกกำลังกายง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันที่ใช้พลังงาน 150 กิโลแคลอรี่ต่อครั้ง เช่น ล้างจาน เช็ดรถยนต์ 45-60 นาที, ถูบ้าน เช็ดกระจก 45 - 60 นาที, เดิน 2.8 กิโลเมตร 35 นาที, ขี่จักรยาน 8 กิโลเมตร 30 นาที, เดินขึ้นบันได 15 นาที เป็นต้น

นพรรต นพปศักดิ์ เจ้าของเพจ Aum Napat หรือ “แม่อุ้ม” ได้ร่วมแลกเปลี่ยนวิธีการดูแลลูกว่า “พฤติกรรมการกินของแม่สำคัญมาก ๆ แม่กินเป็นตัวอย่างให้ลูกดู ลูกก็กินตาม” เมนูเพื่อสุขภาพสำหรับเด็ก ๆ เน้นอาหารสด พยายามให้ลูกไม่กินซ้ำ หาเมนูแปลก ๆ ใหม่ ๆ ค้นหาเมนูในอินเตอร์เน็ต การรับประทานผักต้องมีวิธีจูงใจเด็ก การเตรียมอาหารลูกต้องมีการวางแผนเตรียมอาหารให้ครบ “เราไม่ต้องจ่ายแพง แต่เราสามารถกินอะไรที่เป็นประโยชน์ได้”

 

 

สำหรับเด็ก ๆ ที่ไม่ชอบผัก พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจะใช้วิธีผสมผักในอาหารต่าง ๆ “เทคนิคคือ ทำยังไงก็ได้ให้ผักละเอียดที่สุด เช่น แกงจืดหมูสับข้างในมีผัก ไข่ตุ๋น แกงจืด ไข่เจียว ใส่ผักเข้าไป สำหรับคนที่ไม่ชอบรับประทานผักเลย ต้องเริ่มทีละน้อย หรือเริ่มจากผักที่สีอ่อนให้เขาชินกับกลิ่นก่อน

เสียงของแม่สำคัญ เวลาบอกให้ลูกกินผัก แต่ลูกไม่กิน แม่ก็ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ไปคะยั้นคะยอจนเขารำคาญ เราก็กินไป จนเขาขอลองบ้าง พอลองแล้วถ้าไม่ได้แย่ก็จะเริ่มต้นแบบนี้ พอโตขึ้นก็คุยกับเขาตรง ๆ คุณพ่อคุณแม่ต้องสู้ ๆ ใจแข็ง ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เชื่อว่าแม่ ๆ ทุกคนจะรู้ใจลูกของตัวเอง ต้องมีวิธีที่รู้ว่าลูกจะอ่อนจะแพ้แบบไหน ใช้น้ำเสียงดี ๆ ชวนลูกมาปลูกผัก หั่นผัก เขาก็จะรู้สึกภูมิใจ ไหนลองชิมซิ ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไร คราวหน้าค่อยเอาใหม่ เด็กโตก็พูดคุยว่าผักมีประโยชน์ ต้องกินนะ เด็กเล็กก็สับใส่เลย”

 

ฟากนักแสดงหนุ่ม นิว - ชัยพล จูเลี่ยน พูพาร์ต ได้แบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้นำความรู้เรื่องโภชนาการจากการเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาในมหาวิทยาลัยมาใช้ดูแลตัวเอง โดยเฉพาะการเลือกอาหารที่มีประโยชน์ เป็นอาหารคลีนที่ส่วนใหญ่ปรุงรับประทานเอง ผมเชื่อว่าการรับประทานอาหารที่เราทำเองจะรู้ว่าเราใส่อะไรลงไปบ้าง ตอนไปกองถ่าย ผมพกปิ่นโตไปเอง เป็นระยะเวลา 10 ปีในวงการ เพราะผมไม่รู้ว่าที่กองถ่ายจะมีอะไรให้กิน ผมเตรียมของไปเองดีกว่าในปริมาณที่พอเหมาะ”

 

หนุ่มเฮลตี้คนนี้ในตอนเด็ก ๆ ไม่ชอบกินผัก แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นขาดไม่ได้ “ผมเพิ่งมาเริ่มต้นกินผักเมื่ออายุประมาณ 23 เริ่มจากบล็อกโคลี่มื้อละดอก พอกินเรื่อย ๆ มันก็เริ่มชิน สามารถกินได้มากขึ้นเรื่อย ๆ”

และครั้งหนึ่งเขาเคยเคร่งครัดเรื่องการนับแคลอรี่ในอาหาร ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย แต่อาจมีผลเสียกับสุขภาพจิตใจได้ “ตอนนั้นผมไม่แฮปปี้ ผมรู้สึกว่าต้องทำ ถูกสั่ง เบื่อ ผมก็เลยปรับมาเรื่อย ๆ ให้เข้ากับตัวเองมากที่สุด เราเดินทางสายกลาง พอดีไม่ขาดไม่เกิน บางคนอยากจะลดน้ำหนักไม่กินอาหารเลย ถามว่าลดไหม ลด แต่ปัญหาในระยะยาว โรคต่าง ๆ ถามหาแน่นอน ผมเป็นคนชอบกินมาก แต่ผมจะใช้วิธีคือ กินที่อยากกินเต็มที่ แต่มื้ออื่น ๆ ผมก็เซฟเพื่อให้มันไม่เกินพอดี”

ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาด นิวทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน ไม่ได้ไปฟิตเนส แต่ก็ไม่เคยหยุดออกกำลังกาย “ช่วงโควิด 2 ปี ผมผอมลง 4 กิโลกรัม เลิกไปฟิตเนส วิธีการออกกำลังกายคือ การวิ่งที่บ้าน บริเวณถนนแถวบ้าน แล้วการกินช่วยทำให้ผมสามารถคุมน้ำหนักและคุมปริมาณของกล้ามเนื้อไม่ให้เสียไปได้ การกินคือ สิ่งสำคัญกว่าการออกกำลังกาย ถ้าทุกคนกินเป็น กินถูกวิธี กินพอดี ร่างกายคุณจะสมบูรณ์โดยที่แทบไม่ต้องออกกำลังกาย

“แต่ผมไม่ได้บอกว่า ออกกำลังกายไม่สำคัญ โดย 3 สิ่งที่ผมยึดมาตลอดก็คือ การกิน การออกกำลังกาย และการนอน ทำให้สุขภาพร่างกายผมดีขึ้น สมบูรณ์อย่างที่ผมเป็นในทุกวันนี้ ผมพอใจในสุขภาพของตัวเอง ไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่าง

“ผมโชคดีที่เริ่มทำอาหารเองมาตลอด ผมรู้ว่าใส่อะไรไปบ้าง ปรุงยังไงบ้าง ประเทศไทยเรามีสมุนไพรเยอะมาก พวกนี้แหละแต่งเติมรสชาติให้กับอาหารได้โดยที่ไม่ต้องเพิ่มโซเดียม ทำให้อาหารอร่อย เช่น ผัดกะเพรา ใส่ใบกะเพราลงไปเลย ไม่ต้องมีเกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ลดลงได้”

นอกจากนี้ “ทุกเช้าผมกินผักปั่น ผักที่ผมไม่ชอบผมก็ใส่ลงไป ใส่ผลไม้ลงไป ก็กลบกัน ทำให้เรารับประทานง่าย ยิ่งขึ้น”

“ทุกคนรู้ว่าอะไรคืออาหารที่ดี อาหารไม่ดีมันอร่อย อย่างของทอดก็รับประทานได้ในปริมาณที่พอเหมาะ แล้วก็ต้องเสริมผักผลไม้ ไม่สามารถบอกได้หรอกว่า อะไรเหมาะกับเรามากที่สุด อยู่ที่เรานำมาปรับใช้กับตัวเอง” นิว - ชัยพลระบุ

จากคำแนะนำทั้งหลายเหล่านี้สรุปได้ชัดเจนว่า เรื่องกินเรื่องใหญ่…กว่าที่คิด ทุกคนจึงควรให้ความสำคัญกับการเลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ซึ่งจะเป็นการป้องกันที่ดีกว่าการรักษา

“อยากให้นำสิ่งเหล่านี้เข้าไปผนวกรวมกับวิถีชีวิต กินอาหารตามสูตร 2-1-1 ผักผลไม้ควรกินอย่างน้อยวันละ 400 กรัม ควรลดบริโภคหวาน มัน เค็ม เพียงเท่านี้วิถีชีวิตสุขภาพผ่านการรับประทานอาหารจะทำให้เราดีสุขภาพดี มีความสุข อยากจะให้คำนึงว่า เราเป็นคนกำหนดได้ กินหรือไม่กิน ไม่มีใครบังคับได้ เราสามารถกำหนดเองได้ว่า จะกินอย่างไรให้เพียงพอ แล้วเลือกคุณภาพของอาหารที่จะกิน” ดร.นพ.ไพโรจน์กล่าวสรุป


 [YT1]พอมีข้อมูลเพิ่มเติมไหมคะว่า ตั้งแต่เดือน ถึงเดือนไหน
(เพื่อจะได้ทราบว่า เป็นข้อมูลในช่วง
3 เดือน หรือ 5 เดือน ฯลฯ ของปีนี้ (2565)

 [KJ2]ข้อมูลจากการเสวนา หลักฐานที่นำมาอ้างอิง ไม่ได้ระบุช่วงเวลาของเดือนไว้ค่ะ

 

อ้างอิง

สสส.

0 ถูกใจ 639 การเข้าชม

งานบทความที่กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจ

ชีวิตที่ติดอยู่ตรงกลาง เรียนรู้และเข้าใจ ‘แซนด์วิชเจเนอเรชัน’
1708931705.jpg

Super Admin ID1

ชีวิตที่ติดอยู่ตรงกลาง เรียนรู้และเข้าใจ ‘แซนด์วิชเจเนอเรชัน’

คนรุ่นใหม่กับโรคติดพนัน และสัญญาณเตือนวิกฤตสุขภาพจิต
1708931705.jpg

Super Admin ID1

คนรุ่นใหม่กับโรคติดพนัน และสัญญาณเตือนวิกฤตสุขภาพจิต

ทำความรู้จัก เพจ "สารส้ม" พื้นที่ปลอดภัย เสริมพลังเยาวชน ห่างยาเสพติด
1708931705.jpg

Super Admin ID1

ทำความรู้จัก เพจ "สารส้ม" พื้นที่ปลอดภัย เสริมพลังเยาวชน ห่างยาเสพติด

การให้คุณค่าและรับฟังเสียงพนักงาน  ปัจจัยสร้างองค์กรแห่งความสุขในอนาคต
1708931705.jpg

Super Admin ID1

การให้คุณค่าและรับฟังเสียงพนักงาน ปัจจัยสร้างองค์กรแห่งความสุขในอนาคต

สอนลูกให้รอดจากการคุกคามทางเพศ
1708931705.jpg

Super Admin ID1

สอนลูกให้รอดจากการคุกคามทางเพศ

งานบทความที่เกี่ยวข้อง

6:6:1 สูตรสุขภาพดี เพื่อชีวิตลดหวาน มัน เค็ม

surachet@thaihealth.or.th

พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ นำมาสู่อัตราการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยจำนวนมาก ควรลดอาหารหวาน มัน และเค็ม โดยใช้สูตร 6:6:1 เป็นตัวช่วย