1

0

ผู้เขียน :Super Admin ID1

อัพเดทเมื่อวันที่ : 2026-01-04 01:04:02

บทนำ

Highlight

  • 50 % ของพนักงานในสหรัฐฯ อยู่ในกลุ่มคนที่ไม่ต้องการทำงานนอกเหนือหน้าที่ความรับผิดชอบ แต่ไม่แสดงออกหรือที่เรียกว่าคนที่ลาออกจากงานอย่างเงียบๆ (Quiet quitters) สัดส่วนที่เยอะที่สุด คือกลุ่มคนรุ่นมิลเลนเนียล (Millennials) หรือ Gen Y
  • 18% ของคนงานที่ไม่กระตือรือร้นในการทำงานและมีท่าทีแสดงออกอย่างชัดเจน (actively disengaged) หรือที่เรียกว่า “คนลาออกจากงานแบบโจ่งแจ้ง” (loud quitters) สัดส่วนที่เยอะที่สุด คือกลุ่มคน Gen–Z
  • ปรากฏการณ์ลาออกอย่างเงียบๆ และลาออกแบบโจ่งแจ้งแก้ได้ด้วยระบบการจัดการงาน โดยเฉพาะการสื่อสารระหว่างผู้จัดการและพนักงาน

 

ลาออกไปเงียบ ๆ ชีวิตวิถีใหม่ของคนทำงาน

จากการสำรวจของ Gallup บริษัทวิเคราะห์และที่ปรึกษาของสหรัฐอเมริกา พบว่า คนที่ลาออกจากงานอย่างเงียบๆ (Quiet quitters) มีสัดส่วนถึง 50% ของพนักงานในสหรัฐฯ เป็นอย่างน้อยและอาจจะมากกว่านั้น

ในเดือนมิถุนายน ปี 2565 จิม ฮาร์เตอร์ (Jim Harter, Ph.D.) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์และแผนกศึกษาเรื่องการทำงานของ Gallup ได้ทำการสุ่มตัวอย่างพนักงานประจำและพนักงานชั่วคราวในสหรัฐฯ จำนวน 15,091 คน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

ในการสำรวจครั้งนี้ Gallup ได้ให้กลุ่มตัวอย่างตอบคำถาม 12 ข้อ เกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ในการทำงาน เช่น พวกเขามีโอกาสได้ทําสิ่งที่พวกเขาทําได้ดีที่สุดทุกวันหรือไม่ ผู้จัดการหรือคนอื่นๆ ในที่ทำงานให้ความใส่ใจพวกเขาในฐานะบุคคลหรือไม่ มีการยอมรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ ไปจนถึงโอกาสที่จะได้เรียนรู้และเติบโตมากขึ้นจากงานที่ทำในปีที่ผ่านมาหรือไม่ เป็นต้น

ในการสำรวจพบว่ามีเพียง 32% ของคนงานเท่านั้น ที่กระตือรือร้นในการทำงาน (engaged workers) ขณะที่ 18% ไม่กระตือรือร้นในการทำงานและมีท่าทีแสดงออกอย่างชัดเจน (actively disengaged) หรือที่เรียกว่า “คนลาออกจากงานแบบโจ่งแจ้ง” (loud quitters) ส่วนที่เหลืออีก 50% Gallup จัดให้อยู่ในกลุ่มคนที่ไม่ต้องการทำงานนอกเหนือหน้าที่ความรับผิดชอบแต่ไม่แสดงออก หรือที่เรียกว่า “คนที่ลาออกจากงานอย่างเงียบๆ” (Quiet quitters)

โดยตัวเลขของพนักงานที่กระตือรือร้นในการทำงานหรือขยันเกินหน้าที่นับว่าต่ำที่สุดในรอบเกือบทศวรรษ และจากสถิติยังพบว่าสัดส่วนของพนักงานที่กระตือรือร้นเริ่มลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 สอดคล้องกับจำนวนการลาออกจากงานที่เพิ่มขึ้น โดยตำแหน่งที่มีการลาออกมากที่สุดคือ ตำแหน่งผู้จัดการ

หากวิเคราะห์ในสัดส่วนของอายุจะพบว่าคนที่ลาออกจากงานอย่างเงียบๆ (Quiet quitters) ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม Millennials หรือ Gen-Y  ซึ่งเกิดในช่วงปี พ.ศ. 2523-2540 ขณะที่คนที่ลาออกจากงานแบบโจ่งแจ้ง” (Loud quitters) ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม Gen-Z ซึ่งเกิดหลังปี พ.ศ. 2540

การลาออกอย่างเงียบ ๆ (Quiet quitters) ไม่ได้หมายถึงการลาออกจากการเป็นพนักงาน แต่คือแนวคิดการทำงานแค่เฉพาะขอบเขตความรับผิดชอบของตัวเองที่กำหนดไว้ (job description) ให้เสร็จ ๆ ไปเท่านั้น ไม่เต็มใจร่วมงานอื่นขององค์กร ไม่กระตือรือร้นเกินความจำเป็น ทำงานตามหน้าที่เพื่ออยู่รับเงินในแต่ละเดือน ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เครียดและเสี่ยงต่อภาวะหมดไฟ (Burnout) มากที่สุด

ภาวะถดถอยนี้มีความเกี่ยวข้องกับความชัดเจนของโอกาสพัฒนาและเติบโตในสายงาน ความรู้สึกที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ และความเชื่อมโยงกับภารกิจหรือวัตถุประสงค์ขององค์กร ซึ่งปัญหาข้างต้นสะท้อนให้เห็นได้ชัดถึงความไม่ยึดโยงระหว่างพนักงานกับนายจ้างหรือองค์กร

Gallup อธิบายในรายงาน Is Quiet Quitting Real? ว่า อีกปัจจัยที่ทำให้แนวคิดเรื่องลาออกจากงานแบบเงียบๆ มีแนวโน้มมากขึ้น คือความคาดหวังขององค์กรที่กดดันให้พนักงานทุ่มเทความพยายามมากเป็นพิเศษเพื่อทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานและเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ดังนั้น คนทำงานจำนวนมากจึงพยายามไม่ทำงานเกินหน้าที่ แต่จะทำเฉพาะความรับผิดชอบของงานตัวเองที่กำหนดไว้ (job description) ให้เสร็จ ๆ ไปเท่านั้น

กลุ่มที่ไม่กระตือรือร้นในการทำงานอย่างมาก (18%) คือกลุ่มที่เรียกว่า “คนลาออกจากงานแบบโจ่งแจ้ง” (loud quitters) มีลักษณะคล้ายกับคนที่ลาออกจากงานอย่างเงียบๆ (Quiet quitters) แต่คนกลุ่มนี้จะแสดงออกชัดเจนว่าไม่มีความยึดโยงกับงานที่ทำ รู้สึกอยู่ไม่ถูกที่ ตำแหน่งไม่ตรงความสามารถ และบ่อยครั้งแสดงออกในวงกว้าง เช่น โพสต์คลิปใน TikTok เพื่อแสดงความไม่พอใจจากการทำงานออกไป และคลิปเหล่านี้มักได้รับความนิยม มียอดวิวและแสดงความคิดเห็นนับล้านครั้ง

ปรากฏการณ์ลาออกอย่างเงียบๆ และลาออกแบบโจ่งแจ้งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดโรคโควิด-19 และนับตั้งแต่เกิดโรคระบาด โดยเฉพาะพนักงานอายุน้อยรู้สึกว่าไม่ได้รับการเอาใจใส่ และขาดโอกาสพัฒนาทักษะการทำงานจากองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้จัดการของพวกเขา

แล้วเราจะแก้ปัญหาการลาออกแบบเงียบ ๆ ได้อย่างไร? วิธีการแรกคือต้องแก้ที่ระบบการจัดการงานจะต้องเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้จัดการ เพราะมีผู้จัดการเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่มีส่วนร่วม ผู้นำระดับสูงจำเป็นต้องเพิ่มทักษะให้กับผู้จัดการเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ แบบทำงานนอกสำนักงานกับที่สำนักงานสลับกัน

ผู้จัดการต้องเรียนรู้วิธีการสนทนาเพื่อช่วยให้พนักงานลดความรู้สึกไม่อยากกระตือรือร้นและความรู้สึกหมดไฟในการทำงาน เพราะโดยส่วนใหญ่จะมีเพียงผู้จัดการเท่านั้นที่สามารถรู้จักพนักงานในฐานะปัจเจกบุคคล ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ในชีวิต จุดแข็ง และเป้าหมายของพวกเขา

จากการสำรวจของ Gallup ยังพบว่าทักษะจำเป็นที่ผู้จัดการต้องทำอย่างสม่ำเสมอคือ การสนทนาอย่างใกล้ชิดและลึกซึ้งกับสมาชิกในทีมแต่ละคนสัปดาห์ละครั้ง ประมาณ 15 - 30 นาที

จิม ฮาร์เตอร์ สรุปว่า “ผู้จัดการจำเป็นต้องสร้างความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติงานส่วนบุคคล การทำงานร่วมกันเป็นทีม และคุณค่าของลูกค้า และพนักงานจะต้องเห็นว่างานของตนมีส่วนช่วยสนับสนุนวัตถุประสงค์ใหญ่ขององค์กรอย่างไร การตัดสินใจเกี่ยวกับสถานที่ทำงานของผู้คนทั้งในสำนักงาน ทำงานทางไกลหรือที่ไหนก็ได้ และทำงานแบบไม่จำเป็นต้องเข้าสำนักงานทุกวันหรือแบบผสมผสาน ควรคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ ที่สำคัญทุกองค์กรต้องสร้างวัฒนธรรมที่ผู้คนมีส่วนร่วมและรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา”

อ้างอิง

เรียบเรียงจาก:

Jim Harter, Is Quiet Quitting Real?, Update May 17, 2023, https://www.gallup.com/workplace/398306/quiet-quitting-real.aspx

Gallup's Employee Engagement Survey: Ask the Right Questions With the Q12® Survey
Gallup's Q12 Employee Engagement Survey - Gallup

งานบทความที่กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจ

เอาชนะการตื่นนอนกลางดึก ปัญหาสุขภาพที่ถูกมองข้าม
1708931705.jpg

Super Admin ID1

เอาชนะการตื่นนอนกลางดึก ปัญหาสุขภาพที่ถูกมองข้าม

เกี่ยวกับเรา
1748965111.jfif

Super Admin ID2

เกี่ยวกับเรา

เพิ่มพลังนม เพื่อสุขภาพ (และส่วนสูง) เด็กไทย!
1708931705.jpg

Super Admin ID1

เพิ่มพลังนม เพื่อสุขภาพ (และส่วนสูง) เด็กไทย!

“ธนาคารเวลา”  เสริมสร้างคุณภาพชีวิตสูงวัย ด้วยนวัตกรรมทางสังคม
1708931705.jpg

Super Admin ID1

“ธนาคารเวลา” เสริมสร้างคุณภาพชีวิตสูงวัย ด้วยนวัตกรรมทางสังคม

ส่วนที่ 4 บทสังเคราะห์เพื่อการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมกิจกรรมทางกาย
1747913281.JPG

Admin ID3

ส่วนที่ 4 บทสังเคราะห์เพื่อการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมกิจกรรมทางกาย

งานบทความที่เกี่ยวข้อง

“ติดเค็ม” … สะเทือนไต คนวัยทำงาน ลดเกลือ ลดโซเดียม ลดโรค

Super Admin ID1

 

 

 

Highlight

  • ผู้ใหญ่วัยทำงานจำนวนมากติดเค็มและบริโภคโซเดียมมากกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรค เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไตเรื้อรัง
  • จากคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ผู้ใหญ่ควรบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเทียบเท่าเกลือ 1 ช้อนชาหรือ 5 กรัม เฉลี่ยแล้วไม่ควรได้รับโซเดียมเกิน 600 มิลลิกรัมต่อมื้ออาหาร
  • โซเดียมไม่ใช่แค่เกลือหรือน้ำปลา อาหารและเครื่องดื่มหลายชนิดมีปริมาณโซเดียมแฝงอยู่เช่น เครื่องดื่มเกลือแร่และน้ำผลไม้ ซึ่งมีโซเดียมแฝงมาในวัตถุเจือปนอาหาร โดยเฉพาะสารกันบูด
  • อาหารริมทางหรือสตรีทฟู้ดมากกว่าครึ่งใช้โซเดียมเป็นส่วนประกอบในระดับความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ โดยกับข้าวและอาหารจานเดียวส่วนใหญ่มีโซเดียมเกินกว่า 1,500 มิลลิกรัมต่อถุงหรือกล่อง
  • วิธีหลีกเลี่ยงการบริโภคโซเดียมที่ได้ผลคือปรุงอาหารรับประทานเอง ควรเลือกใช้วัตถุดิบสดใหม่ สามารถช่วยคุมปริมาณเกลือในมื้ออาหารได้ ปรุงอาหารด้วยเครื่องปรุงรสต่าง ๆ เท่าที่จำเป็น ไม่เติมผงชูรส ผงปรุงรส หรือซอสต่าง ๆ ควรเลือกซื้ออาหารจากร้านค้าที่มั่นใจว่าที่ไม่ใช้ผงชูรส ผงปรุงแต่งรส หรือซื้อจากร้านอาหารเพื่อสุขภาพ

 

 

ในหนึ่งวันของชีวิตคนวัยทำงาน อาจจะเริ่มต้นด้วย เติมพลังยามเช้าด้วยขนมปังทาเนย ไส้กรอก ไข่ดาวเหยาะซอสปรุงรสแล้วรีบเร่งไปทำงาน มื้อกลางวันรับประทานอาหารจานเดียวง่าย ๆ อย่างเช่นก๋วยเตี๋ยวร้านข้างออฟฟิศที่ต้องปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล น้ำส้ม ฯลฯ ตามความเคยชิน พอถึงช่วงบ่าย เปิดถุงขนมขบเคี้ยวรสเค็มเป็นของว่าง ตกค่ำกลับบ้านทำกับข้าวสูตรเด็ดที่ประกอบด้วยสารพัดซอส และดึกดื่นตื่นมากินบะหมี่สำเร็จรูปอีกสักห่อ …’

หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเรื่องปรกติที่ใคร ๆ ก็ทำกัน แต่ถ้าฉุกใจลองคิดคำนวณดูอาจพบว่าอาหารที่เราบริโภคในแต่ละวันนั้นมีปริมาณเกลือหรือโซเดียมมากเกินไปแบบไม่ธรรมดา

ที่ผ่านมามีผลการศึกษาระบุว่า ผู้ใหญ่วัยทำงานจำนวนมากติดเค็มและบริโภคโซเดียมมากกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรค เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไตเรื้อรัง

เพื่อลดความเสี่ยงโรคเหล่านั้น จึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยการ “ลดเค็ม” แม้เพียงเล็กน้อยอาจสามารถส่งผลให้สุขภาพดีขึ้นอย่างมาก