0

0

ผู้เขียน :Super Admin ID1

อัพเดทเมื่อวันที่ : 2026-04-10 22:51:54

บทนำ

 

ฟรีแลนซ์หรือคนทำอาชีพอิสระมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วและกำลังกลายเป็นหนึ่งในกระแสนิยมของวิธีการทำงานซึ่งทรงพลังที่สุดแห่งยุค

ในขณะที่บรรดาฟรีแลนซ์กำลังเพลิดเพลินกับความเป็นอิสระของพวกเขา หากลองค้นลงลึกจะพบว่า มีความท้าทายหลายอย่างซ่อนอยู่ ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิด “ภาวะหมดไฟ” หรือ “Burnout” ไม่แตกต่างกับคนที่ทำงานประจำ

 

ฟรีแลนซ์การเติบโตที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่

นับวัน “ฟรีแลนซ์” หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระยิ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นปัจจัยสำคัญ อีกทั้งยังเป็นวิถีการทำงานที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่ซึ่งต้องการอิสรภาพ นิยมพึ่งพาตัวเอง และมีความยืดหยุ่นในชีวิตมากขึ้น ประกอบกับการจ้างงานฟรีแลนซ์ที่เพิ่มมากขึ้นด้วย

การเติบโตของฟรีแลนซ์ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจใหม่เรียกว่า Gig Economy หรือระบบเศรษฐกิจแบบกิ๊ก (Gig หมายถึง งานหรืออาชีพอิสระ) เริ่มต้นเมื่อ 20 ปีก่อน หลังเกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซา บริษัทต่าง ๆ พยายามลดต้นทุน จากที่เคยจ้างพนักงานประจำก็หันมาจ้างคนทำงานเป็นจ็อบตามความต้องการมากขึ้น เมื่อโควิด-19 ระบาด โลกของการทำงานยิ่งเกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ ทำให้ตลาดอาชีพอิสระยิ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ข้อมูลจากมาสเตอร์การ์ดระบุว่า ระบบเศรษฐกิจแบบกิ๊กทั่วโลกเติบโตขึ้นจากราว 204,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2561 เพิ่มขึ้นราว 455,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566 การขยายตัวของระบบเศรษฐกิจแบบกิ๊กจะทำให้วัฒนธรรมการทำงานในอนาคตเปลี่ยนแปลงไป องค์กรต่าง ๆ อาจมีสัดส่วนฟรีแลนซ์มากขึ้น โดยเฉพาะในบริษัทเปิดใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มจะลดพนักงานประจำลง โดยคาดการณ์ระบบเศรษฐกิจแบบกิ๊กจะกลายเป็นระบบเศรษฐกิจหลักในอนาคตด้วยระบบโครงสร้างทางสังคม และทัศนคติของคนรุ่นใหม่

 

ยิ่งอิสระอาจยิ่งเสี่ยงเบิร์นเอาท์!

ฟรีแลนซ์หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ไม่มีสังกัด รับงานเป็นชิ้นหรือโครงการหรือตามสัญญา แทนที่จะทำงานให้นายจ้างคนเดียวเป็นระยะยาว คนเหล่านี้มีอิสระในการรับงานหรือเลือกลูกค้า มีความยืดหยุ่น สามารถจัดการเวลา หรือสถานที่ทำงานได้เอง

 

ภายใต้อิสรภาพและความยืดหยุ่น ฟรีแลนซ์เป็นกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหมดไฟ (Burnout) ไม่น้อยกว่าคนทำงานกลุ่มอื่น ซึ่งมาจากหลายปัจจัย เช่น

- ฟรีแลนซ์ไม่มีวันหยุด ชั่วโมงการทำงานของฟรีแลนซ์ขึ้นอยู่กับปริมาณงานในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งไม่แน่นอน การตรากตรำทำงานยาวนานต่อเนื่อง เดดไลน์งานที่ไม่สมเหตุสมผล ผสมกับการแยกงานกับชีวิตส่วนตัวออกจากกันไม่ชัดเจน อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพกาย-ใจตามมา 

- ฟรีแลนซ์รับผิดชอบงานคนเดียว การขาดทีมมาช่วยแบ่งเบาภาระ อาจทำให้ต้องแบกรับความกดดัน ต้องรับมือกับความไม่แน่นอนในเรื่องของงานหรือลูกค้า

- ฟรีแลนซ์ที่ไม่มีเงินเดือนประจำ ไม่มีสวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความมั่นคง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความกังวลต่าง ๆ

- การตั้งคำถามต่อคุณค่าของงานที่ทำ มีผลต่อการรู้คุณค่า ความมั่นใจ หรือเชื่อมั่นในตัวเองของฟรีแลนซ์ เหล่านี้สามารถสะสมจนกลายเป็นภาวะเครียดและซึมเศร้าในอนาคต

- การแยกตัวทำงานอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ขาดการเชื่อมต่อ สามารถนำไปสู่ความรู้สึกเหงาได้

ผลการสำรวจเกี่ยวกับสุขภาพจิตในการทำงานของคนทำอาชีพฟรีแลนซ์ โดย ไวกิ้ง บริษัทด้านการสำรวจในอังกฤษ ในปี 2563 พบว่า ฟรีแลนซ์ ร้อยละ 64 มักรู้สึกเหงาอยู่บ่อยครั้ง ในขณะที่คนทำงานประจำจะมีคนรู้สึกเหงาอยู่เพียง ร้อยละ 29 และฟรีแลนซ์จะรู้สึกเครียดกับงานมากถึง ร้อยละ 62 ส่วนคนทำงานประจำเครียด ร้อยละ 55

ด้วยความเครียด อาการใจซึมเศร้า อารมณ์เหงา ฯลฯ ทั้งหมดเมื่อสะสมไว้เป็นเวลานานจนเรื้อรังสามารถเป็นเหตุปัจจัยหรือจุดเริ่มต้นนำไปสู่ภาวะเบิร์นเอาท์ในฟรีแลนซ์ได้

สร้างแรงใจรับมือเบิร์นเอาท์สไตล์ฟรีแลนซ์

เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟ ผู้ประกอบอาชีพอิสระควรจะกำหนดแนวทางการทำงาน ดังนี้

- กำหนดขอบเขตที่ชัดเจน ระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว กำหนดชั่วโมงทำงาน มีเวลาพักผ่อนหย่อนใจ

- ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเอง​ รวมถึงการนอนหลับให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่ดี และการออกกำลังกายเป็นประจำ

- วางแผนและจัดระเบียบ บริหารเวลาและใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หลีกเลี่ยงการทำงานเกินตารางเวลา ค้นหาเวลาทำงานลื่นไหลของตัวเองให้เจอ มีสมาธิ ไม่วอกแวก ทำงานให้เสร็จ เพื่อจะได้มีเวลาทำอย่างอื่น

- เลือกงานที่สร้างคุณค่าให้กับตัวเองหรือคนรอบข้าง หากเลือกได้ให้ปฏิเสธงานที่ทำแล้วไม่คุ้มค่า

- หยุดพักช่วงสั้น ๆ เป็นประจำระหว่างทำงาน ลาพักร้อนหรือหยุดทำงานยาว ๆ บ้าง เพื่อทำให้จิตใจปลอดโปร่ง และเติมพลัง

- พูดคุยกับเพื่อนฟรีแลนซ์หรือเข้าร่วมชุมชนออนไลน์ เพื่อแบ่งปันประสบการณ์และปัญหาซึ่ง สามารถช่วยลดความเครียดได้

- ไตร่ตรองและประเมินภาระงาน และเป้าหมายทางอาชีพเป็นระยะ

 

นอกจากนี้ ในแต่ละวัน ฟรีแลนซ์สามารถสร้างสีสันเพิ่มแรงบันดาลใจให้ตัวเองได้ด้วยวิธีง่าย ๆ เช่น

- แต่งตัวให้เหมือนไปทำงานออฟฟิศ

- เปลี่ยนบรรยากาศทำงาน เช่น ไปนั่งร้านกาแฟ ฯลฯ

- อย่าอยู่นิ่ง ลุกเดินทุก ๆ ชั่วโมงช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

- ทำสิ่งใหม่ เช่น เรียน ทำงานอดิเรก ทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำ ท่องโลก เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ ปรับมุมมองในชีวิต เป็นต้น

 

ฉะนั้นในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทเปลี่ยนโลก ทุกอาชีพไม่ว่าจะทำงานในรูปแบบไหนล้วนต้องปรับตัวให้สอดรับความเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น หลีกเลี่ยงภาวะหมดไฟ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี

 

อ้างอิง

Today Bizview writer, Gig Economy เมื่อโลกหมุนด้วยพลังฟรีแลนซ์, 22 มิถุนายน 2565,

https://workpointtoday.com/gig-economy-freelance/

creativethailand, ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามเหงา : ชีวิต “ฟรีแลนซ์” จะเอาชนะความเหงาอย่างไร เมื่อเพื่อนร่วมงานและเจ้านายคือตัวเอง, 22 กุมภาพันธ์ 2566, https://www.creativethailand.org/view/article-read?article_id=33873

สำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ThaiHealth Watch 2023 : Freelance ก็หมดไฟได้ รับมือให้ถูกก่อนจิตตก, 24 สิงหาคม 2566, https://dol.thaihealth.or.th/Media/Index/4d8cc844-4842-ee11-80ff-00155db45636?isSuccess=False

งานบทความที่กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจ

โรคซึมเศร้า ไม่ใช่แค่เราคิดไปเอง
defaultuser.png

ศศิตา ปิติพรเทพิน

โรคซึมเศร้า ไม่ใช่แค่เราคิดไปเอง

ส่วนที่ 5 ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อการสืบค้น
1708932589.JPG

Writer hotmail

ส่วนที่ 5 ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อการสืบค้น

หมั่นคอยดูแลและรักษา “ไต” เรื่องควรรู้ … เพื่อสุขภาพ
1708931705.jpg

Super Admin ID1

หมั่นคอยดูแลและรักษา “ไต” เรื่องควรรู้ … เพื่อสุขภาพ

6:6:1 สูตรสุขภาพดี  เพื่อชีวิตลดหวาน มัน เค็ม
1708931705.jpg

Super Admin ID1

6:6:1 สูตรสุขภาพดี เพื่อชีวิตลดหวาน มัน เค็ม

8 ท่าออกกำลังกาย สำหรับผู้สูงอายุ
defaultuser.png

tui

8 ท่าออกกำลังกาย สำหรับผู้สูงอายุ

งานบทความที่เกี่ยวข้อง

การให้คุณค่าและรับฟังเสียงพนักงาน ปัจจัยสร้างองค์กรแห่งความสุขในอนาคต

Super Admin ID1

Highlight

• ผลสำรวจความสุขคนทำงานในระดับประเทศ ปี 2564 พบว่าคะแนนในภาพรวมเพิ่มขึ้นทุกมิติ ยกเว้นมิติสุขภาพกายดี เนื่องจากสถานการณ์โควิด คนทำงานในองค์กรทางการศึกษามีความสุขมากที่สุด อันดับรองลงมาเป็นอุตสาหกรรมทางการเงินและประกันภัย

• ภาคการผลิตคนทำงานมีความสุขต่ำ แม้จะไม่ได้ต่ำสุด โดยตัวชี้วัดคือ ความไม่ชัดเจนในการเติบโตในงานที่ทำ, ความเหมาะสมในการพิจารณาเลื่อนขั้น ปรับค่าจ้าง, การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นกับนายจ้าง, ความพึงพอใจกับสวัสดิการ, ความคุ้มค่าระหว่างค่าตอบแทนและความเสี่ยงจากงาน ฯลฯ

• ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่มีความรวดเร็ว องค์กรจะต้องปรับตัวโดยให้ความสำคัญกับเสียงของพนักงาน ในแต่ละเจเนอเรชั่นให้มากกว่าเดิม เพราะคนทำงานเริ่มมองหาคุณค่า ความหมาย ประโยชน์ต่อสังคมจากงานที่เขาทำ

เมื่อโลกขับเคลื่อนไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ โรคระบาด รวมทั้งเมกะเทรนด์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้หลายองค์กรต้องรับมือกับความอยู่รอดไปพร้อม ๆ กับการดูแลบุคลากรอันเป็นฟันเฟืองสำคัญไปสู่ความสำเร็จ

ในสถานการณ์เช่นนี้นับเป็นความท้าทายขององค์กรและคนทำงานที่ต้องปรับตัว ติดอาวุธทักษะเสริมสร้างความแข็งแกร่ง พร้อมกับต้องดูแลสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง เพื่อร่วมกันเผชิญการเปลี่ยนแปลงและสร้างองค์กรที่เติบโตอย่างยั่งยืน

การสร้างเสริมสุขภาวะให้กลายเป็นองค์กรแห่งความสุข (Happy Workplace) จึงเป็นแนวคิดที่ถูกนำมาใช้พัฒนาบุคลากรและปรับเปลี่ยนการทำงานให้สนับสนุนซึ่งกันและกัน สร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้คนทำงานอย่างมีความสุข ซึ่งมีผลต่อการยกระดับขีดความสามารถขององค์กร โดยใช้ความสุขพื้นฐาน 8 ประการ (Happy 8) คือ Happy Body สุขภาพร่างกายดี, Happy Heart น้ำใจงามมีน้ำใจต่อกัน, Happy Society สังคมดีมีความรักสามัคคีเอื้อเฟื้อต่อชุมชนของตน, Happy Relax ผ่อนคลายต่อสิ่งต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิต, Happy Brain ศึกษาหาความรู้พัฒนาตนเองอยู่เสมอ, Happy Soul สงบ มีสติ มีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต, Happy Money ปลอดหนี้ มีเงิน รู้จักเก็บรู้จักใช้ และ Happy Family ครอบครัวดี รักครอบครัว ครอบครัวอบอุ่นและมั่นคง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร (สำนัก 8) มีการศึกษาวิเคราะห์ปัญหา ช่วยวางแผน เป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาคนในองค์กรให้มีสุขภาวะที่ดี                  รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อสร้างองค์กรสุขภาวะ นับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมาได้นำหลักด้านแนวคิดองค์กรสุขภาวะเข้าสู่ระบบขององค์กรเพื่อความยั่งยืนในการดำเนินงาน

 

ความสำคัญของหลักการ Happy 8 หรือ Happy Workplace  ไม่ได้เกี่ยวเฉพาะคนทำงาน แต่รวมถึงครอบครัวและสังคมไทย ซึ่งมีคนวัยทำงานอยู่ราว  37 ล้านคน โดยคนเหล่านี้ใช้เวลา 1 ใน 3 ของชีวิตอยู่ในที่ทำงาน แต่ปัจจุบันคนกลุ่มนี้มีความสุขน้อยลง  มีความเครียดมากขึ้น ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างเช่น การระบาดของโควิด-19 อีกทั้งสังคมไทยกำลังเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัย ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญใน 4-5 ปีข้างหน้า เมื่อสัดส่วนคนทำงาน คนหารายได้ให้กับครอบครัว  มีสัดส่วนลดลงในทุกองค์กร บุคลากรจึงเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุด ซึ่ง สสส. มีเครื่องมือและชุดความรู้ที่จะตอบโจทย์ตรงนี้ได้