0

0

ผู้เขียน :Writer Don ID2

อัพเดทเมื่อวันที่ : 2026-01-05 09:40:32

บทนำ

ส่วนนี้มุ่งขยายความเข้าใจถึง โครงสร้างกลไกการจัดการความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างกันด้วยบทบาทของหน่วยงานต่างๆ และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึง บทบาทของ สสส. ที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานและภาคีเครือข่ายต่างๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 ถึง 2563 ทำให้เกิดขบวนขับเคลื่อนงานทางสังคมและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการจัดการแก้ไขปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางถนน ซึ่งประมวลเป็นองค์ความรู้ขับเคลื่อนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ด้วยแนวคิด 5 เสาหลัก (5 pillars)

 

 


2.1 โครงสร้างกลไกการจัดการความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย

โครงสร้างการขับเคลื่อนงาน 3 ระดับ 

โครงสร้างการจัดการความปลอดภัยทางถนนที่เป็นทางการเกิดขึ้นจากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. 2554 ได้กำหนดแนวทางการดำเนินการ ดังนี้

1) การจัดทำแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน: กำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินการเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนซึ่งจะถูกนำไปเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติและให้หน่วยงานรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ

2) การกำหนดมาตรการแบบบูรณาการ: เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการด้านความปลอดภัยทางถนนให้มีประสิทธิภาพ โดยรวมการกำหนดนโยบาย หน่วยงานรับผิดชอบ การวางแผนงบประมาณ การดำเนินงาน และการติดตามประเมินผล

3) การส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนามาตรฐาน: เกี่ยวกับความปลอดภัยในการจราจรทางถนนและรถยนต์ ให้มีการสร้างระบบมาตรฐานความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ในด้านโครงสร้าง สิ่งแวดล้อม และยานพาหนะ รวมถึงมาตรฐานด้านการดูแลช่วยเหลือผู้ประสบภัย

4) การส่งเสริมวัฒนธรรมในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย: ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่สนับสนุนการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัยในหมู่ประชาชนโดยเฉพาะ

ที่มา : ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. 2554 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนพิเศษ 4 ง วันที่ 14 มกราคม 2554

+ ระดับนโยบาย

คณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ (คณะกรรมการ นปถ.) เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและแนะนำแผนการเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทย โดยมีผู้บังคับบัญชาและบุคลากรที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในด้านนี้เป็นส่วนสำคัญ นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายให้เป็นประธานกรรมการ มีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและผู้ทรงคุณวุฒิด้านความปลอดภัยทางถนนมาร่วมเป็นกรรมการด้วย นอกจากนี้ มีปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ มีหน้าที่หลักคือ

1.กำหนดนโยบายและแผนการ: คณะกรรมการนปถ. มีหน้าที่กำหนดนโยบายในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนให้สอดคล้องกับแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติตามกฎหมาย และสนับสนุนในการพิจารณาและอนุมัติแผน

2.สนับสนุนและประสานงาน: คณะกรรมการนปถ. มีหน้าที่ในการสนับสนุนและประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน

3.ความรับผิดชอบในงานเลขานุการ: กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบในงานเลขานุการและธุรการของคณะกรรมการ นปถ.

คณะกรรมการนปถ. เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในการส่งเสริมและดูแลความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางในการกำหนดนโยบายและแนวทางการปฏิบัติเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนลงในระดับที่ยอมรับได้ โดยมุ่งเน้นในการเสริมสร้างความรับผิดชอบและการร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สามารถลดอุบัติเหตุทางถนนให้เกิดขึ้นน้อยลงในอนาคต

 

+ ระดับอำนวยการ

1)  ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) คณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ (คณะกรรมการ นปถ.) ได้กำหนดให้มีศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อำนวยการศูนย์ และมีคณะกรรมการศูนย์ความปลอดภัยทางถนน (รมต.กระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นกรรมการและเลขานุการ) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญดังนี้:

1.จัดทำนโยบายและแผนงาน: คณะกรรมการศูนย์ความปลอดภัยทางถนนมีหน้าที่ในการจัดทำข้อเสนอ นโยบาย แผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน ยุทธศาสตร์ และแผนเกี่ยวกับการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน โดยให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการ นปถ.

2.บูรณาการแผนงานและงบประมาณ: คณะกรรมการศูนย์ความปลอดภัยทางถนนมีหน้าที่ในการบูรณาการแผนงานและงบประมาณในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนของหน่วยงานรัฐและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

3.การกำกับติดตามและประสานงาน: ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนมีหน้าที่ในการกำกับติดตาม รวดเร็ว และประสานงานในการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.การจัดทำฐานข้อมูลและวิเคราะห์: ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนมีหน้าที่ในการจัดทำฐานข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนนและวิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์แนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของอุบัติเหตุได้อย่างถูกต้อง

5.การพัฒนางานด้านความปลอดภัยทางถนน: ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนมีหน้าที่ในการศึกษาค้นคว้า วิจัย และพัฒนางานด้านความปลอดภัยทางถนน เพื่อให้สามารถดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างเหมาะสม

6.การประชาสัมพันธ์และให้ความรู้: ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนมีหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานและให้ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนต่อสาธารณะ

รายงานผลการดำเนินงานประจำปีจะถูกส่งต่อให้คณะกรรมการ นปถ. และคณะรัฐมนตรี เพื่อให้สามารถตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนางานในอนาคต

2)ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัด (ศปถ. จังหวัด ) เป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในระดับจังหวัด โดยมีลักษณะความสำคัญดังนี้:

1.การจัดทำแผนและการดำเนินงาน: ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดมีหน้าที่ในการจัดทำแผนปฏิบัติการ แผนงาน โครงการ และงบประมาณเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนให้สอดคล้องกับแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ และแผนการพัฒนาจังหวัด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่ของจังหวัด

2.การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน: ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดมีความสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในเขตจังหวัด โดยให้เกิดการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

3.การจัดทำฐานข้อมูลและสถิติ: ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดจัดให้มีศูนย์ข้อมูลและสถิติอุบัติเหตุทางถนนของจังหวัด เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.การพัฒนาบุคลากร: ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดจัดให้มีโครงการพัฒนาบุคลากรด้านความปลอดภัยทางถนน เพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะทางวิชาชีพให้กับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในสาขานี้

5.การส่งเสริมการให้ข้อมูลและประชาสัมพันธ์: ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัดมีหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและประชาสัมพันธ์การดำเนินงานต่อสาธารณะ เพื่อเสริมสร้างความตระหนักและความรับผิดชอบในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในประชาคม

ผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการศูนย์ความปลอดภัยทางถนนจังหวัดมีหน้าที่สำคัญในการนำทางและดูแลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนในระดับจังหวัดให้สอดคล้องกับแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการพัฒนาจังหวัดอย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ

3)  ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนกรุงเทพมหานคร (ศปถ.กทม.) เป็นหน่วยงานที่สำคัญในการจัดการและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีความสำคัญดังนี้:

1.การกำหนดและดำเนินงาน: ศปถ.กทม. มีหน้าที่ในการกำหนดและดำเนินงานเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นในการปรับปรุงสภาพถนน การจราจร และการศึกษาค้นคว้าเพื่อวิเคราะห์สาเหตุของอุบัติเหตุเพื่อปรับปรุงการจราจรให้ปลอดภัยมากขึ้น

2.การสร้างคณะกรรมการ: ศปถ.กทม. จัดตั้งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อมีการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร

3.การพิจารณาและดำเนินการ: ศปถ.กทม. มีอำนาจในการพิจารณาและดำเนินการในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยใช้ข้อมูลและข่าวสารที่เป็นประโยชน์เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร

+ ระดับปฏิบัติการ

1) ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอำเภอ (ศปถ.อำเภอ) เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในระดับอำเภอ โดยมีความสำคัญดังนี้:

1.การกำหนดและดำเนินการ: ศปถ.อำเภอ มีนายอำเภอเป็นผู้อำนวยการศูนย์และคณะกรรมการที่ประกอบด้วยบุคลากรระดับสูงและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากนายอำเภอ มีอำนาจในการจัดทำแผนปฏิบัติการและโครงการเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในระดับอำเภอ

2.การปฏิบัติงาน: ศปถ.อำเภอ มีหน้าที่ในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการและโครงการที่กำหนดขึ้น รวมถึงการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่ในอำเภอ

3.การส่งเสริมและประชาสัมพันธ์: ศปถ.อำเภอ มีหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน รวมถึงการจัดทำศูนย์ข้อมูลและสถิติอุบัติเหตุทางถนน เผยแพร่ข้อมูลและประชาสัมพันธ์การดำเนินงานต่อสาธารณะ เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้และเชื่อมโยงกับกิจกรรมการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในระดับอำเภอ

2)  ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ศปถ.อปท.) เป็นโครงสร้างที่มีความสำคัญในการแก้ไขและป้องกันปัญหาทางถนนในพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีการตรวจสอบพบปัญหาเกี่ยวกับอุบัติเหตุทางถนนที่มีความรุนแรงหรือมีการเกิดอย่างไม่พอใจซึ่งจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการสร้างศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่นั้น

คณะกรรมการศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกอบด้วย ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และมีคณะกรรมการศูนย์ที่ประกอบด้วยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นประธาน มีหน้าที่ในการจัดการแก้ไขปัญหาและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพและความเป็นไปได้สูงสุด โดยการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับนโยบายและแผนการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางถนนของจังหวัด และร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดในการประสานงานและปฏิบัติตามมาตรการที่เหมาะสมเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่

3)         ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนเขต สำหรับกรุงเทพมหานคร เป็นโครงสร้างที่มีความสำคัญในการจัดการแก้ไขและป้องกันปัญหาทางถนนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อมีความจำเป็น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสามารถพิจารณาให้มีศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในเขตที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครกําหนดศูนย์ปฏิบัติการเหล่านี้ จะมุ่งเน้นในการดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนถนนในพื้นที่ของเขตกรุงเทพมหานคร การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเหล่านี้จะช่วยให้มีการตอบสนองที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาทางถนนที่เกิดขึ้นในเขตกรุงเทพมหานครอย่างทันท่วงที

 

 

ที่มา : ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน  (http://roadsafety.disaster.go.th/gallerydetail.roadsafety-1.196/6186/menu_7374/965.1/คณะอนุกรรมการ+ศปถ.#s)


 

 

2.2 บทบาทของหน่วยงานและภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

+ ภาคนโยบาย

1) กระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงสาธารณสุขมีความสำคัญในการสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ ข้อมูลข่าวสาร เครื่องมือ และนวัตกรรมในการเฝ้าระวังและป้องกันการบาดเจ็บทางถนน เพื่อให้ได้มาตรฐานสูงสุด ซึ่งมีกลุ่มงานรับผิดชอบในการพัฒนานั้น มีดังนี้:

1.กลุ่มพัฒนานโยบายและสารสนเทศการบาดเจ็บจากการจราจร

2.กลุ่มพัฒนามาตรการป้องกันการบาดเจ็บจากการจราจร

3.ศูนย์ความร่วมมือด้านข้อมูลการบาดเจ็บ (IDCC)

กลุ่มงานเหล่านี้มุ่งเน้นในการจัดทำและปรับปรุงเครื่องมือและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังและป้องกันการบาดเจ็บทางถนน รวมถึงการรายงานผลการสอบสวนการบาดเจ็บจากการจราจร และการพัฒนาความรู้และเครื่องมือให้กับภาคีเครือข่าย เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาทางถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพและแก้ไขอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ยังมีการจัดทำ e-Book, e-Learning, สื่อมัลติมีเดีย และเกมส์การเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการเฝ้าระวังและป้องกันการบาดเจ็บทางถนนให้แก่ประชาชนอย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพ

2) กระทรวงคมนาคม

กระทรวงคมนาคมมีบทบาทสำคัญในการสร้าง พัฒนา และปรับปรุงถนนและสภาพแวดล้อมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางและลดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งมีหน่วยงานในสังกัดที่รับผิดชอบต่าง ๆ ดังนี้:

สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.): มีภารกิจในการเสนอแนะนโยบายและจัดทำแผนหลัก แผนแม่บท และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบการขนส่งและจราจร เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย หน่วยงานนี้มี

หน้าที่จัดทำรายงานวิเคราะห์สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนน และการจัดทำคู่มือและมาตรฐานเครื่องหมายจราจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ถนนที่มา:https://www.otp.go.th/

กรมการขนส่งทางบก: มีหน้าที่พัฒนาและส่งเสริมระบบขนส่งทางถนนให้มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการกำกับดูแลระบบการขนส่งทางถนนและบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้มีการใช้รถและถนนอย่างปลอดภัย

ที่มา:รายงานประจำปี 2564 กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน https://online.pubhtml5.com/glat/cdal/#p=1

กรมทางหลวง: มีหน้าที่ดูแลและบริการทางหลวงสำหรับประชาชน โดยให้บริการแอปพลิเคชัน DOH to Travel สำหรับการค้นหาสถานที่และแนะนำเส้นทาง การตรวจสอบสถานการณ์บนทางหลวง และการแจ้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนทางหลวง อีกทั้งยังมีการจัดทำคู่มือและแนะนำเส้นทางเลือกในช่วงเทศกาล และการแจ้งเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงในการเดินทางโดยสารและรถบรรทุก

ที่มา:https://www.doh.go.th

3) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกในการจราจร การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนเพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและสังคม โดยมีศูนย์บริหารงานจราจร (ศจร.ตร.) ทำหน้าที่ให้บริการด้านการจราจรและลดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น การจัดคลิปรณรงค์ประชาสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มความตระหนักและปฏิบัติตามกฎจราจร การทดสอบและพัฒนาความรู้ความสามารถของตำรวจจราจรในด้านกฎหมายและแนวทางปฏิบัติ การจัดตั้งศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อติดตามสถานการณ์อุบัติเหตุและการจราจรทุกวันในช่วงเทศกาล การสร้างจิตสำนึกการขับขี่ปลอดภัยตามกฎหมายจราจรให้กับสังคม และมีกองบังคับการตำรวจจราจรที่รับผิดชอบในพื้นที่กทม.และปริมณฑล ครอบคลุมงานสายตรวจ การตรวจพิสูจน์/สถิติวิจัย ศูนย์ควบคุมจราจรทางด่วน ศูนย์ควบคุมจราจรพื้นที่ และฝ่ายปฏิบัติงานพิเศษจราจร และมีกองบังคับการตำรวจทางหลวงดูแลพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศ โดยมีการใช้เทคโนโลยีเชิงสร้างสรรค์เข้ามาช่วยในการติดตามสถานการณ์ของการจราจรด้วยการแสดงแผนที่และระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด CCTV เพื่อควบคุมสถานการณ์ของจราจรบนเส้นทางถนนหลัก และการดูแลพื้นที่อื่นๆทั่วประเทศด้วยกองบังคับการตำรวจทางหลวง

ที่มา:http://www.trafficpolice.go.th

4) สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) มีภารกิจในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินอย่างเท่าเทียม มีคุณภาพและได้มาตรฐาน โดยให้ผู้ประสบอุบัติเหตุหรือผู้ป่วยฉุกเฉินโทรแจ้งได้ที่สายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่งานวิชาการ เช่น คู่มือการปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน และจัดพิมพ์วารสารการแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย (Journal of Emergency Medical Services of Thailand) เป็นวารสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นในด้านการแพทย์ฉุกเฉินอย่างกว้างขวาง

 

+ ภาควิชาการ

1) ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.)  เป็นส่วนหนึ่งของมูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย (มนป.) ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสสส. ต่อเนื่องถึงระยะที่ 6 (พ.ศ. 2563 – 2565) เพื่อสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อการจัดการความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทย ซึ่งมีการดำเนินงานผ่านหน่วยงาน

ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคมทั้งในระดับส่วนกลางและระดับพื้นที่

มี 6 แผนงานหลัก ได้แก่

1.แผนงานรถโดยสารสาธารณะปลอดภัย

2.แผนงานรถจักรยานยนต์กับความปลอดภัยทางถนน

3.แผนงานการบังคับใช้กฎหมาย

4.แผนงานระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร

5.แผนงานการจัดการกลไกความปลอดภัยทางถนน

6.แผนงานสถานประกอบการกับความปลอดภัยทางถนน

ศวปถ. มุ่งเน้นในการผลักดันองค์ความรู้สู่หน่วยงานระดับส่วนกลาง เพื่อกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ นโยบายสาธารณะ และร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติเรื่องความปลอดภัยทางถนน เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และเป็นเวทีแลกเปลี่ยน

เรียนรู้ของบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ทั้งในระดับนโยบายและปฏิบัติการ

ปัจจุบัน ศวปถ. มุ่งพัฒนาชุดความรู้และข้อเสนอนโยบายเพื่อนำไปสู่การจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงหลักที่ทำให้เกิดความสุญเสียในประเทศไทย และผลักดันให้กลไกจัดการระดับพื้นที่มีการพัฒนาระบบงานเพื่อให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

2) แผนงานสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) ที่มา:https://www.rswgsthai.com/index.php  ภายใต้มูลนิธิความปลอดภัยทางถนนได้รับการสนับสนุนจากสสส. อย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 9 โดยมีผลการดำเนินงานในระยะที่ 8 (พ.ศ. 2562 - 2564) พบว่า มีการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในระดับพื้นที่ 76 จังหวัด

ทั่วประเทศ (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) โดยแบ่งการบริหารจัดการเป็น 7 ภูมิภาค คือ

1.ภาคเหนือตอนบน

2.ภาคเหนือตอนล่าง

3.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

4.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

5.ภาคตะวันออก

6.ภาคกลาง

7.ภาคใต้

ทุกภาคมีคณะกรรมการบริหารภาคและทีมสนับสนุนวิชาการ (พี่เลี้ยงสอจร.) ให้ข้อแนะนำในการขับเคลื่อนงานความปลอดภัยทางถนนในทุกจังหวัด และทำงานร่วมกับแกนนำจังหวัด อำเภอ และภาคีเครือข่ายต่างๆ โดยมี 5 ยุทธศาสตร์ คือ

1.การสร้างความรู้และพัฒนายกระดับศักยภาพภาคีเครือข่ายโดยใช้ระบบสารสนเทศ

2.การรวมพลังทุกภาคีเครือข่ายเคลื่อนการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนสร้างจังหวัดปลอดภัย

3.มาตรการองค์กรและมาตรการพื้นที่

4.สื่อสารสาธารณะและสร้างกระแส/Market Share

5.ผลักดันนโยบายด้าน Road Safety ให้เกิดเป็นวาะอำเภอและวาระจังหวัด

ผลการดำเนินงานที่สำคัญคือ

1.เกิดการพัฒนาศักยภาพพี่เลี้ยง สอจร. เพื่อเติมเต็มความรู้และทักษะในการทำงานให้กลุ่มพี่เลี้ยงระดับจังหวัดและอำเภอ

2.เกิดการทบทวนบทเรียนการทำงานและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามภาคข้ามจังหวัดในการจัดการปัญหาอุบัติเหตุจราจรตามบริบทพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน

3.เกิดการนิเทศติดตามประเมินการทำงานแบบเสริมพลัง ตลอดกระบวนการเพื่อให้พี่

เลี้ยง สอจร. และคณะทำงานได้สะท้อนข้อมูล ปัญหาอุปสรรค และปัจจัยเงื่อนไขความสำเร็จ

4.เกิดการตั้งวงประชุมร่วมสรุปบทเรียนและจัดทำรายงานสถานการณ์อุบัติเหตุจราจรทั้ง 75 จังหวัด โดยคณะทำงานจังหวัด/       ศปถ. จังหวัดร่วมกันวิเคราะห์และให้คะแนนจังหวัดตนเอง

5.มีการเชื่อมประสานกับโครงการอื่นๆ ภายใต้คณะทำงานขับเคลื่อนงาน สอจร.

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด (สอจร.) โดย นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ประธานแผนงาน สอจร. สนับสนุนโดย สสส. และมูลนิธิเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

3) มูลนิธิไทยโรดส์ (Thai Roads Foundation)  ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 จากแนวคิดและการสนับสนุนของ สสส. ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบ

ข้อมูลและตัวชี้วัดสะท้อนสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย โดยมีกิจกรรมหลักดังนี้:

1.การสำรวจอัตราการสวมหมวกนิรภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน

2.การสำรวจอัตราการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้ใช้รถยนต์ในประเทศไทย

3.การสำรวจพฤติกรรมการใช้ความเร็วบนทางหลวงสายหลัก

4.การสำรวจพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนและทัศนคติต่อการบังคับใช้กฎหมาย

5.การพัฒนาระบบรายงานข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนโดยหน่วยกู้ชีพ/กู้ภัย

6.การจัดทำคู่มือการกำหนดความเร็วจำกัดในเขตเมืองและเทศบาล

7.ผลงานวิจัยต่างๆ เช่น ศึกษาการลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุจากการชนท้ายกรณีศึกษาทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35 ฯลฯ

นอกจากนี้ มูลนิธิไทยโรดส์ยังมีการสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน (Road Safety Watch: TRSO) ซึ่งประกอบด้วย มูลนิธิไทยโรดส์ และสถาบันอุดมศึกษา 8 แห่งทั่วทุกภูมิภาค เพื่อพัฒนาและจัดการข้อมูลสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนให้ครบถ้วนและทันเหตุการณ์ และนำเสนอข้อมูลเพื่อเกาะติดสถานการณ์และสะท้อนปัญหาไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา:http://www.thairoads.org/about/history

4)  สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. มีเป้าหมายที่สำคัญในการรณรงค์สื่อสารประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างนโยบายสาธารณะในเรื่องการจัดการความเร็วของพาหนะที่เหมาะสม โดยเฉพาะในกลุ่มรถจักรยานยนต์และกลุ่มอื่น ๆ โดยเน้นการทำงานกับเครือข่ายสื่อมวลชน เครือข่าย สสส. และเครือข่ายเชิงยุทธศาสตร์

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ มีดังนี้:

1.การสื่อสารเพื่อผลักดันนโยบายหรือสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนนโยบาย โดยทำงานร่วมกับภาคีเดิมที่ทำ MOU ร่วมกันและภาคี สสส.

2.เพิ่มภาคีเครือข่ายหมออนามัยในการดำเนินงานให้เกิดพื้นที่ต้นแบบในภูมิภาค รพ.สต. ต้นแบบการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน และคณะนิเทศศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ เพิ่มขึ้นจากพื้นที่เดิม

3.การสื่อสารประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับเรื่อง “ความเร็ว” เป็นประเด็นหลักประเด็นเร่งด่วนในสถานการณ์ปัจจุบัน และยึดประเด็นรถจักรยานยนต์ปลอดภัย การสวมหมวกนิรภัย และการดำเนินการร่วมกับเยาวชนกลุ่มเสี่ยง

4.มีการจัด Campaign รณรงค์ การผลิตและกระจายสื่อที่มีคุณภาพ

5.การปรับปรุงเว็บไซต์ให้ทันสมัยและมีความน่าสนใจเพื่อสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลดอุบัติเหตุทางถนน

ที่มา:http://www.accident.or.th/

5)  ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย  มีบทบาทสำคัญในการศึกษาอุบัติเหตุเชิงลึกด้วยการสืบค้นสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุและการฟื้นฟูสภาพการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อทำการวิเคราะห์อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด:

1.จัดตั้งทีมสืบค้นสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุขึ้น เพื่อเก็บข้อมูลอุบัติเหตุอย่างละเอียด เช่น ข้อมูลเบื้องต้น สถานที่เกิดเหตุ รถและผู้ประสบอุบัติเหตุ

2.ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเข้าใจลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สาเหตุการบาดเจ็บของผู้ประสบอุบัติเหตุ และองค์ประกอบที่เป็นสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ

3.จัดทำรายงานอุบัติเหตุเพื่อให้ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาต่อไป

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยยังพัฒนาซอฟท์แวร์เพื่อจัดเก็บปัจจัยของการเกิดอุบัติเหตุและข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการศึกษาเชิงลึกอย่างเป็นระบบ โดยซอฟท์แวร์นี้จะถูกพัฒนาเป็นระบบ Client Server เพื่อเรียกใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลบนเครื่อง Server ร่วมกันได้ นอกจากนี้ยังมีการจัดบริการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนนและฝึกอบรม/สัมมนาเพื่อพัฒนาเครือข่ายนักวิจัยและเผยแพร่ความรู้ทางด้านความปลอดภัยทางถนนให้กับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา:http://www.tarc.or.th

 

+ ภาคประชาสังคม/ภาคเอกชนและอื่นๆ

1) มูลนิธิเมาไม่ขับ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายที่มีผลในการปฏิบัติ เพื่อลดพฤติกรรมเมาแล้วขับ และรณรงค์ให้เกิดกระแสว่าพฤติกรรมเมาแล้วขับไม่เป็นที่

ยอมรับของสังคมไทย โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายและการมีส่วนร่วมในการรณรงค์เมาไม่ขับครอบคลุมทั่วประเทศ และสนับสนุนการจัดกิจกรรมรณรงค์เมาไม่ขับในเทศกาลสำคัญ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่มีประโยชน์เช่น กฎหมายจราจร สถิติการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน และมาตรการเพิ่มความปลอดภัยในรถโดยสารสาธารณะ เพื่อสร้างการเข้าใจและการรับรู้ในสังคม

นอกจากนี้ มูลนิธิเมาไม่ขับยังสนับสนุนการสร้างเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับให้เป็นองค์กรถาวร และมีการจัดตั้งสำนักงานเหยื่อเมาแล้วขับในส่วนกลางและศูนย์ประสานงานเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับในส่วนภูมิภาคขึ้น เพื่อรวบรวมผู้ที่ตกเป็นเหยื่อและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุทางถนน โดยมุ่งเน้นในการสร้างจิตสำนึก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้กับบุคคลในสังคม และพัฒนาศักยภาพและพิทักษ์สิทธิเหยื่อเมาแล้วขับให้สามารถ

ดำรงชีวิตได้ ที่สำคัญอีกด้านคือการรวบรวมข้อมูลสถิติสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจากเหยื่อเมาแล้วขับ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวางแผนแก้ไขปรับปรุงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนน และเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับระดับจังหวัดยังจัดกิจกรรมรณรงค์เมาไม่ขับในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ ลอยกระทง เป็นต้น

ที่มา:https://www.ddd.or.th/pages/view/aboutus

2) สมาคมเครือข่ายหมออนามัยวิชาการ (http://www.mohanamai.net)

สมาคมเครือข่ายหมออนามัยวิชาการร่วมมือกับสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุจัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายหมออนามัยหรือผู้นำหมออนามัยแนวใหม่ (Mohan Amai Academy) ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการนำเสนอมาแล้ว 2 รุ่น โดยมุ่งหวังในการพัฒนาและสร้างศักยภาพของหมออนามัยรุ่นใหม่ในทุกสาขาวิชาทั้งสาธารณสุข พยาบาล แพทย์แผนไทย ทันตาภิบาล ซึ่งมีความหลากหลายในหน่วยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อพัฒนาศักยภาพในการจัดการปัญหาอุบัติเหตุทางถนนและการจัดการระบบสุขภาพปฐมภูมิ โดยใช้ความเชี่ยวชาญของหมออนามัยในการเสนอและดำเนินงาน รวมถึงการนำหลักสูตรผู้นำหมออนามัยแนวใหม่เข้ามาใช้ในการบูรณาการการขับเคลื่อนงานและการปฏิบัติ เชิงรุกร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและภาคประชาสังคม โดยยึดมุมมองในการพัฒนางานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ผ่านการวิจัยจากงานประจำ (Routine to Research: R2R) และการสร้างนวัตกรรมทางสุขภาพ นอกจากนี้ หมออนามัยรุ่นใหม่ยังมีบทบาทในการอำนวยกระบวนการเรียนรู้ เป็นผู้ประสานและร่วมในการจัดการพัฒนาเชิงพื้นที่ สามารถเชื่อมต่อและส่งเสริมระบบและกลไกให้มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพได้เช่นกัน โดยมุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมและเครือข่ายในระดับ

ภูมิภาคและสากล เพื่อการบูรณาการและเติบโตอย่างยั่งยืนของสาขาวิชาด้านสุขภาพและการแพทย์ในประเทศไทย ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งหวังที่จะเป็นหน่วยงานที่เป็นที่ยอมรับในการพัฒนานวัตกรรมและเครือข่ายทางสุขภาพในระดับภูมิภาคและสากล

ที่มา:https://www.hfocus.org/content/2021/09/22927

3)         บริษัทกลางผู้คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด  จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 10 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 เพื่อเสริมสร้างความสะดวกในการใช้สิทธิขอรับค่าสินไหมทดแทน โดยการให้บริการรับคำร้องขอและจ่ายค่าสินไหมทดแทนในพื้นที่ที่ไม่มีสาขาของบริษัทประกันภัยอยู่ นับตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2541 เป็นต้นมา และได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2542 ในการรับประกันภัยเฉพาะรถจักรยานยนต์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ เพื่อให้เป็นทางเลือกอีก

หนึ่งสำหรับประชาชนในการจัดทำประกันภัยประเภทนี้ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ความคุ้มครองและสะดวกสบายในการทำประกันภัยให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ ซึ่งมีผลเสริมสร้างความเชื่อมั่นและการมีความสะดวกสบายในการใช้งานระบบประกันภัยในประเทศไทยอย่างแท้จริง

ที่มา:https://www.rvp.co.th

2.3 สสส. ได้ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานและภาคีเครือข่ายต่างๆ

+ ปี 2557

-การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานในการสร้างความปลอดภัยทางถนน(Road Safety)และการรณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุ(Accident Reduction) ระหว่างปี 2554-2557 ของศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ และมูลนิธิเมาไม่ขับ ผ่านการติดตามผลและการประเมินผลเพื่อทราบถึงความก้าวหน้าและปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการดำเนินงานและวางแผนในอนาคต เนื่องจากทราบข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้สามารถปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมและมาตรการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในการลดอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความตระหนักและมีส่วนร่วมจากประชาชนในการดำเนินงานด้วย

ที่มา:รายงานผลการดำเนินงานระหว่าง กย.54-มค.57 การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานการสร้างความปลอดภัยทางถนน (Road Safety) และการรณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุ (Accident Reduction) โดย นายสมบัติ เหสกุล และคณะทำงาน เสนอต่อ สสส. (1 กุมภาพันธ์ 2557)

-การประเมินแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจร (สอจร.5)

"รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการประเมินแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจร (สอจร.5)" เป็นเอกสารที่มีความสำคัญในการวิเคราะห์และประเมินโครงการหรือแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอุบัติเหตุจราจร โดยมักจะใช้ในการประเมินผลสำเร็จของโครงการนั้น ๆ หรือใน

การวางแผนแก้ไขปรับปรุงโครงการต่อไป โดยมักจะมีเนื้อหาสำคัญดังนี้:

ข้อมูลพื้นฐาน: เริ่มต้นด้วยข้อมูลพื้นฐานของโครงการ เช่น ชื่อโครงการ รายละเอียดเกี่ยวกับผู้รับผิดชอบ และวัตถุประสงค์ของโครงการ

การวิเคราะห์สถานการณ์: การทำการวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับอุบัติเหตุจราจร เช่น ประเภทของอุบัติเหตุ ปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ และผลกระทบที่เกิดขึ้น

วัตถุประสงค์และเป้าหมาย: ระบุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอุบัติเหตุจราจร เช่น การลดอุบัติเหตุ การเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง เป็นต้น

แผนการดำเนินงาน: รายละเอียดเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานของโครงการ เช่น

กิจกรรมที่จะทำ เวลาที่จะดำเนินการ และผู้รับผิดชอบในแต่ละกิจกรรม

การประเมินผล: การวิเคราะห์ผลลัพธ์หรือผลการดำเนินงานของโครงการ เพื่อปรับปรุงหรือปรับแก้การดำเนินการต่อไป

การติดตามและประเมินผล: วิธีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ว่าโครงการได้ผลตามเป้าหมายหรือไม่

ข้อสรุปและข้อเสนอแนะ: สรุปผลการประเมินโครงการ และให้ข้อเสนอแนะสำหรับการปรับปรุงหรือการดำเนินการในอนาคต

 ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการประเมินแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจร (สอจร.5) โดย รศ.นพ.สมพนธ์ ทัศนิยม และคณะ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สนับสนุนโดย สสส. (มิถุนายน 2557) )

+ ปี 2558

-การประเมินผลและถอดบทเรียนการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนเพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนแบบ

บูรณาการในพื้นที่นำร่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ สอจร. เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญในการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนให้มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน สรุปใจความสำคัญของกระบวนการดังนี้:

การประเมินผล: การวิเคราะห์ผลลัพธ์หลังจากดำเนินการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน โดยระบุปัญหาที่พบ เปรียบเทียบกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการ และระบุความสำเร็จและข้อบกพร่องของโครงการ

การถอดบทเรียน: การวิเคราะห์และระบุบทเรียนที่ได้รับจากกระบวนการ ซึ่งอาจเป็นการปรับปรุงระบบ การเพิ่มความเข้มแข็ง หรือการเรียนรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลวของโครงการก่อนหน้านี้

การพัฒนาระบบ: การสร้างแผนการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนที่ใช้การสืบสวนแบบบูรณาการ เพื่อให้มีการตรวจสอบและปรับปรุงโครงสร้างระบบที่มีอยู่ เพื่อให้สามารถรองรับการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล

การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน: การใช้ข้อมูลและบทเรียนที่ได้จากการประเมินผลและการถอดบทเรียน เพื่อพัฒนาระบบและนโยบายที่สามารถป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในอนาคต

การสร้างความร่วมมือ: การเผยแพร่ข้อมูลและบทเรียนที่ได้เรียนรู้ไปยังหน่วยงานอื่น ๆ และส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนระดับชาติ

ผ่านกระบวนการดังกล่าว สามารถสร้างระบบสืบสวนอุบัติเหตุทางถนนที่มีประสิทธิภาพและมีการทำงานแบบบูรณาการ เพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่นำร่อง

ให้มีการเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนและชุมชนในท้องถนนอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิผลในระยะยาว

ที่มา:(ร่าง) รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการประเมินผลและถอดบทเรียนการพัฒนาระบบงานสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน เพื่อการแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนแบบบูรณาการในพื้นที่นำร่อง โดยคณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมูลนิธิไทยโรดส์ และเครือข่ายเฝ้าระวังสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนน (มิถุนายน 2558)

-การประเมินผลแผนงานมูลนิธิเมาไม่ขับ ชมรมคนห่วงหัว และสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ

เป็นขั้นตอนสำคัญในการวิเคราะห์ประสิทธิภาพและผลลัพธ์ของแผนงานที่ดำเนินการโดยองค์กรหรือมูลนิธิที่เน้นการป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มสุราขับขี่ โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้:

การวิเคราะห์ผลลัพธ์: การประเมินผลการดำเนินงานโดยการวิเคราะห์ผลที่ได้จากแผนงาน เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรม การ

เพิ่มขึ้นของความตั้งใจในการไม่ขับขี่ขณะดื่มสุรา เป็นต้น

การวิเคราะห์ข้อบกพร่อง: การระบุและวิเคราะห์ข้อบกพร่องหรือปัญหาที่พบระหว่างดำเนินงาน เพื่อการปรับปรุงและแก้ไขในอนาคต

การปรับปรุงแผนงาน: การใช้ข้อมูลจากการประเมินผลเพื่อปรับปรุงแผนงานที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมหรือวัตถุประสงค์ตามความเหมาะสม

การสร้างการเรียนรู้: การใช้ข้อมูลจากการประเมินผลเพื่อสร้างการเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินการในอนาคต และการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์กับผู้สนใจอื่น

การประเมินระยะยาว: การตรวจสอบผลการดำเนินงานในระยะยาว เพื่อวัดความสำเร็จ

ของแผนงานและสามารถปรับปรุงในระยะยาวได้ตามสถานการณ์

ผ่านกระบวนการดังกล่าว องค์กรหรือมูลนิธิจะสามารถพัฒนาและปรับปรุงแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มสุราขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีผลลัพธ์ที่ดีต่อสังคมและชุมชนที่เป็นเป้าหมายในระยะยาว

ที่มา:รายงานโครงการประเมินผลแผนงานมูลนิธิเมาไม่ขับ ชมรมคนห่วงหัว และสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ โดย รศ.ดร.อุษา บิ๊กกิ้นส์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เสนอต่อ สสส. (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

 

+ ปี 2559

-การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานการสร้างความปลอดภัยทางถนน (Road Safety) ทางวิชาการและการสื่อสารของศวปถ. ไทยโรดส์ และ สพฉ

เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญเพื่อวิเคราะห์และประเมินผลการดำเนินงานในการสร้างความปลอดภัยทางถนน โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้:

การติดตามการดำเนินงาน: การติดตามและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนน โดยระบุกิจกรรมที่ดำเนินการ และเก็บข้อมูลที่เป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินผล เช่น จำนวนอุบัติเหตุ ระยะเวลาการดำเนินงาน เป็นต้น

การประเมินผล: การวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการดำเนินงาน โดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเช่น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น เปรียบเทียบกับเป้าหมายหรือตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ เพื่อปรับปรุงและปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานในอนาคต

การวิจัยและพัฒนา: การนำความรู้และข้อมูลที่ได้จากการติดตามและการประเมินผลมาใช้ในการวิจัยและพัฒนาเพื่อพัฒนานโยบาย กลยุทธ์ และเครื่องมือในการสร้างความปลอดภัยทางถนน

การสื่อสาร: การแลกเปลี่ยนข้อมูลและการสื่อสารระหว่างองค์กรหรือหน่วยงานที่

เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการสร้างความปลอดภัยทางถนน

การสร้างนโยบาย: การใช้ข้อมูลและการวิจัยในการพัฒนานโยบายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนน เพื่อส่งเสริมและป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต

ผ่านกระบวนการดังกล่าว ศวปถ. และสพฉ. จะสามารถวิเคราะห์และปรับปรุงการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนนให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างมีประสิทธิผลและมีความสำเร็จในการลดอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยในระยะยาว

ที่มา:รายงานผลการดำเนินงานติดตามและประเมินผลการดำเนินงานการสร้างความปลอดภัยทางถนน (Road Safety) ทางวิชาการและการสื่อสารของศวปถ. ไทยโรดส์ และ สพฉ  โดย นายสมบัติ เหสกุล และคณะทำงาน เสนอต่อ สสส. (พฤษภาคม 2559)

-การติดตามประเมินผลและเสนอรูปแบบการรณรงค์เพื่อขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะของ

แผนงานมูลนิธิเมาไม่ขับ ชมรมคนห่วงหัว และสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ

เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญในการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับความสำคัญของการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้:

การติดตามผล: การติดตามและวิเคราะห์ผลการดำเนินงานเพื่อประเมินว่ากิจกรรมที่ทำได้เป็นไปตามเป้าหมายและสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ตั้งไว้ได้หรือไม่

การประเมินผล: การวิเคราะห์ผลลัพธ์ของกิจกรรมที่มีการดำเนินงาน เพื่อปรับปรุงแผนงานและกิจกรรมในอนาคต

การเสนอรูปแบบการรณรงค์: การสร้างและเสนอแนวทางการสื่อสารและการรณรงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความสำคัญของการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน และการเลือกใช้รูปแบบการสื่อสารที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย

การขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะ: การใช้การรณรงค์และสื่อสารเพื่อสร้างความตระหนักและเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนให้มีการปฏิบัติตามนโยบายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน

การสร้างสังคมอนุรักษ์: การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในชุมชนเพื่อให้ทุกคนเข้าใจและร่วมมือกันในการสร้างสังคมที่ปลอดภัยจากอุบัติเหตุทางถนน

ที่มา:ฉบับสมบูรณ์โครงการติดตามประเมินผลและเสนอรูปแบบการรณรงค์เพื่อขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะของแผนงานมูลนิธิเมาไม่ขับ ชมรมคนห่วงหัว และสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ โดย รศ.ดร.อุษา บิ๊กกิ้นส์ และคณะ เสนอต่อ สสส. (ธันวาคม 2559)

-การประเมินผลการดำเนินงานของแผนงานป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด (สอจร.) พ.ศ. 2557-2559

เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญในการวิเคราะห์และประเมินผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอุบัติเหตุจราจรใน

ระดับจังหวัดในช่วงเวลาตามที่ระบุ โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้:

วิเคราะห์ความสำเร็จ: การใช้ข้อมูลและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ความสำเร็จและความล้มเหลวของแผนงานในการป้องกันอุบัติเหตุจราจร ซึ่งอาจรวมถึงการลดอุบัติเหตุ การปรับปรุงสภาพถนน หรือการเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง เป็นต้น

การประเมินภาพรวม: การทำสรุปผลการดำเนินงานโดยรวมของแผนงาน ระบุจุดเด่นและจุดอ่อน และแนวทางการปรับปรุงในอนาคต

การตรวจสอบสถานการณ์: การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับอุบัติเหตุจราจรในจังหวัด เพื่อเข้าใจแนวโน้มและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุ

การวางแผนปรับปรุง: การกำหนดและวางแผนกิจกรรมหรือมาตรการในการ

ปรับปรุงสภาพถนน การฝึกอบรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอุบัติเหตุ

การสื่อสารผล: การนำผลการประเมินและข้อมูลสำคัญไปสู่ส่วนราชการและประชาชนเพื่อเสริมสร้างการร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์การประเมินผลการดำเนินงานของแผนงานป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด (สอจร.) พ.ศ. 2557-2559 โดย นพ. วิวัฒน์ โรจนพิทยากร และคณะ เสนอต่อ สสส. (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

+ ปี 2560

-การประเมินผลแผนงานศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน

เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญในการตรวจสอบและวิเคราะห์ผลลัพธ์ของกิจกรรมที่ดำเนินการของศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้:

การวิเคราะห์ผลลัพธ์: การตรวจสอบและวิเคราะห์ผลลัพธ์ของกิจกรรมที่ดำเนินการ

ของศูนย์วิชาการ เพื่อหาความสำเร็จและความล้มเหลวของแผนงาน

การประเมินความสำเร็จ: การใช้ตัวชี้วัดและเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในการประเมินความสำเร็จของกิจกรรม เช่น การลดอุบัติเหตุทางถนน การเพิ่มความตระหนักในปัจจัยเสี่ยง เป็นต้น

การปรับปรุงแผนงาน: การใช้ผลการประเมินเพื่อปรับปรุงแผนงานที่มีอยู่ และกำหนดแนวทางในการดำเนินการในอนาคต

การสื่อสารผล: การแบ่งปันผลลัพธ์ของการประเมินกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์กรหรือส่วนราชการอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการประเมินผลแผนงานศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน โดย ผศ.ดร.อรพรรณ คงมาลัย สนับสนุนโดย สสส. (มิถุนายน 2560)

-การทบทวนและประเมินผลโครงการขับเคลื่อนหมออนามัยพัฒนาเครือข่ายทาง

ปัญญาเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในชุมชน (บุหรี่ อุบัติเหตุ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และโรคเรื้อรัง) ระยะที่ 1

เป็นกระบวนการสำคัญที่มุ่งเน้นการวิเคราะห์และประเมินผลของโครงการที่เน้นการป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ในชุมชน โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้:

การวิเคราะห์โครงการ: การทบทวนและวิเคราะห์โครงการเพื่อเข้าใจวัตถุประสงค์ และกิจกรรมที่ดำเนินการเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในชุมชน เช่น การเลือกใช้วิธีการและกิจกรรมที่เหมาะสมกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

การเก็บข้อมูล: การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น สถิติการบุหรี่ อุบัติเหตุทางถนน การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และโรคเรื้อรังในชุมชน

การประเมินผล: การวิเคราะห์ผลของโครงการที่ดำเนินการ เพื่อตรวจสอบว่ามีผลต่อการลดปัจจัยเสี่ยงในชุมชนอย่างไร

การปรับปรุงแผนการดำเนินงาน: การใช้ข้อมูลและผลการประเมินเพื่อปรับปรุงแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป เพื่อให้มีประสิทธิภาพและผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

การสร้างนโยบาย: การนำผลการประเมินไปใช้ในการกำหนดนโยบายหรือแนวทางที่เหมาะสมในการลดปัจจัยเสี่ยงในชุมชน

ผ่านกระบวนการดังกล่าว โครงการจะสามารถปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมที่เกี่ยวข้องให้มีผลลัพธ์ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการลดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ในชุมชนได้อย่างเหมาะสม

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์ผลการทบทวนและประเมินผลโครงการขับเคลื่อนหมออนามัยพัฒนาเครือข่ายทางปัญญาเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในชุมชน (บุหรี่ อุบัติเหตุ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และโรคเรื้อรัง) ระยะที่ 1 โดย ดร.เพชรมณี วิริยะสืบพงศ์ เสนอต่อ สสส. (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

+ ปี 2561

-การประเมินผลแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด     (สอจร.) พ.ศ.2559-2561

เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญในการตรวจสอบและประเมินผลของแผนงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัดในช่วงเวลาที่ระบุ โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้:

การวิเคราะห์แผนงาน: การตรวจสอบและวิเคราะห์แผนงานที่กำหนดไว้ในการสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด เพื่อทราบว่ามีการดำเนินการตามแผนอย่างไร

การประเมินผล: การใช้ตัวชี้วัดและเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในการประเมินผลของแผนงาน เพื่อวัดผลลัพธ์และความสำเร็จของกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดำเนินการ

การวางแผนปรับปรุง: การใช้ข้อมูลและผลการประเมินเพื่อปรับปรุงแผนงานที่มีอยู่ และกำหนดแนวทางการดำเนินการในอนาคต

การสื่อสารผล: การแบ่งปันผลลัพธ์ของการประเมินกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการป้องกันอุบัติเหตุ

ผ่านกระบวนการดังกล่าว สอจร. สามารถทราบถึงประสิทธิภาพและประสบการณ์ในการสนับสนุนและป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด และนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการวางแผนและปรับปรุงการดำเนินงานในอนาคตอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพได้ในระยะยาว

ที่มา:รายงานการประเมินผลแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด (สอจร.) พ.ศ.2559-2561 โดย ผศ.ดร.สังวรณ์ งัดกระโทก เสนอต่อ สสส. (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

+ ปี 2563

-การประเมินกลุ่มโครงการรณรงค์เพื่อความปลอดภัยทางถนนของมูลนิธิเมาไม่ขับ

รายงานโครงการวิจัยเพื่อประเมินกลุ่มโครงการรณรงค์เพื่อความปลอดภัยทางถนนที่นำเสนอโดย ผศ.ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม จากมหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ที่เสนอต่อ สสส. ในเดือนมีนาคม 2563 เป็นการวิจัยที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นการศึกษาที่มุ่งเน้นการประเมินและวิเคราะห์กลุ่มโครงการรณรงค์เพื่อความปลอดภัยทางถนนซึ่งมีผลต่อการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้:

การสร้างฐานข้อมูล: การวิจัยช่วยในการสร้างฐานข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มโครงการรณรงค์เพื่อความปลอดภัยทางถนนที่มีอยู่ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญในการวิเคราะห์และประเมินผลของกิจกรรมรณรงค์ต่าง ๆ

การประเมินความสำเร็จ: โครงการช่วยในการประเมินความสำเร็จของโครงการรณรงค์เพื่อความปลอดภัยทางถนนที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

การวิเคราะห์แนวโน้ม: การศึกษาช่วยในการวิเคราะห์แนวโน้มของกิจกรรมรณรงค์เพื่อความปลอดภัยทางถนน ซึ่งสามารถช่วยในการกำหนดแนวทางการดำเนินงานในอนาคต

การแนะนำนโยบาย: การวิจัยสามารถให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนานโยบายหรือแนวทางการปฏิบัติที่เกี่ยวกับการรณรงค์เพื่อความปลอดภัยทางถนนในระดับต่าง ๆ

การพัฒนาวิทยานิพนธ์: โครงการวิจัยสามารถเป็นพื้นฐานในการพัฒนาวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวข้องกับการรณรงค์เพื่อความปลอดภัยทางถนนในวงการวิชาการ

ที่มา:รายงานโครงการวิจัยเพื่อประเมินกลุ่มโครงการรณรงค์เพื่อความปลอดภัยทางถนน โดย ผศ.ดร.นิษฐา หรุ่นเกษม มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร เสนอต่อ สสส. (มีนาคม 2563)

-การประเมินผลแผนงานศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ระยะที่ 5

เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญในการตรวจสอบและประเมินผลของแผนงานศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนนในระยะเวลาที่กำหนด โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้:

การวิเคราะห์ความสำเร็จ: การใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์ความสำเร็จและความล้มเหลวของแผนงาน โดยระบุผลลัพธ์ที่ได้รับและความสอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนดไว้

การประเมินภาพรวม: การทำสรุปผลของการดำเนินงานโดยรวมของศูนย์วิชาการ เพื่อจะได้เห็นจุดเด่นและจุดอ่อนของแผนงาน

การปรับปรุงแผนงาน: การใช้ข้อมูลจากการประเมินผลเพื่อปรับปรุงแผนงานที่มีอยู่ และกำหนดแผนการดำเนินงานในอนาคต

การสื่อสารผล: การนำผลการประเมินและข้อมูลสำคัญไปสู่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์การประเมินผลแผนงานศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ระยะที่ 5 โดย ดร.เพชรมณี วิริยะสืบพงศ์ และคณะเสนอต่อ สสส. (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

2.4 ข้อมูลองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนตามหลักคิด 5 เสาหลัก

เสาหลักที่ 1: การบริหารจัดการด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีประสิทธิภาพ

เสาหลักที่ 1 การบริหารจัดการด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นที่การจัดทำแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนนตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. 2554 ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้หน่วยงานรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตาม มีการบูรณาการระหว่าง

หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนโยบาย การวางแผนงบประมาณ และการติดตามประเมินผล เพื่อประสิทธิภาพในการลดอุบัติเหตุทางถนน โดยมีโครงสร้างการขับเคลื่อนงานที่แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับนโยบายที่เป็นคณะกรรมการนโยบายการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ (คณะกรรมการ นปถ.) ระดับอำนวยการที่เป็นศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนส่วนกลาง (ศปถ.ส่วนกลาง) และศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนจังหวัด (ศปถ.จังหวัด) และระดับปฏิบัติการที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนอำเภอ (ศปถ.อำเภอ) และศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ศปถ.อปท.)

โดยมีการจัดกลุ่มเป็น 2 หมวดย่อย ได้แก่

1) การพัฒนากลไกขับเคลื่อนงานความปลอดภัยทางถนนระดับต่างๆ

2) เครื่องมือ/ความรู้สำหรับใช้ในการขับเคลื่อนงานความปลอดภัยทางถนน

ที่มา:ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน พ.ศ. 2554 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนพิเศษ 4 ง วันที่ 14 มกราคม 2554)     

1) การพัฒนากลไกขับเคลื่อนงานความปลอดภัยทางถนนระดับต่างๆ

 ปี พ.ศ. 2546 สสส.ให้การสนับสนุนโครงการแก่หน่วยจัดการความรู้เพื่อถนนปลอดภัย (จรป.) เพื่อสร้างความประสานงานที่ดีให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันในการดำเนินงานเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับถนน การสนับสนุนนี้เน้นการประสานงานเพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ถนนในประเทศไทย การสนับสนุนนี้มุ่งเน้นที่การร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมนโยบายและมาตรการที่เหมาะสมในการจัดการความปลอดภัยทางถนนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ปี พ.ศ. 2548  สสส.ได้สนับสนุนโครงการในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุทางถนนใน 26 จังหวัดนำร่อง (สอจร.) ในระยะที่ 1 (เมษายน 2548 – มีนาคม 2549) โดยมีการจัดทีมพี่เลี้ยงหรือทีมสนับสนุนวิชาการ (ทีมสอจร.) มาจากสหวิชาชีพเพื่อให้เกิดการร่วมมือและการทำงานร่วมกันในการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในระยะที่ 2 (ตุลาคม 2548 – พฤศจิกายน 2549) โครงการได้ถูกขยายไปเป็น 51 จังหวัด

จากการประเมินผลทั้ง 2 ระยะ พบว่า จังหวัดนำร่องได้มีการดำเนินงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในมุมมอง 6 E คือ ด้านการบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) ด้านวิศวกรรม (Engineering) ด้านการให้ความรู้และการประชาสัมพันธ์ (Education) การมีส่วนร่วมและการสร้างอำนาจในชุมชน (Empowerment) ด้านการบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (Emergency Medical Service) และด้านการประเมินผล (Evaluation) และมีการบูรณาการทุกภาคส่วนขยายไปยังภาครัฐและเอกชน ทีมสอจร. ที่มีการพัฒนาศักยภาพและขยายจำนวนและหน่วยงานได้กว้างขวางจาก 60 คนในระยะแรกเป็น 200 คน มาจากกลุ่มอาชีพต่างๆ เช่น ครู สาธารณสุข คมนาคม ป้องกันบรรเทาสาธารณภัย ตำรวจ ประกันสังคม คุมประพฤติ ท้องถิ่น ปกครอง สื่อ เอกชน นักวิชาการอิสระ และภาคประชาชน ผลสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิผลและมีความสามารถในการให้การสนับสนุนและคำแนะนำในการดำเนินงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนนให้มีประสิทธิภาพ

การจัดทำคู่มือพี่เลี้ยง สอจร.  รวม 2 เล่ม

คู่มือพี่เลี้ยง สอจร. เล่มที่ 1 มุ่งเน้นในการให้ความรู้เกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่สำคัญของพี่เลี้ยง สอจร. โดยมุ่งเน้นที่จะให้คำแนะนำและแนวทางการดำเนินงานที่เป็นประสิทธิภาพ ซึ่งประกอบด้วย:

1.การกระตุ้นทีม/ภาคีเครือข่ายให้เข้ามาร่วมวางแผน ปฏิบัติการและติดตามผล โดยการสนับสนุนความรู้และการสร้างบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในทีมสหวิชาชีพ การสื่อสารและประสานงานให้เกิดการดำเนินงานในจังหวัด

2.การให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง จูงใจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความกระตือรือร้นและยึดเป้าหมายในงาน

3.การติดตามประเมินผล เสริมพลัง สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ ชวนทบทวนผลผลิตและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนาปรับปรุงวิธีการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

4.การสรุปถอดบทเรียน สร้างกระบวนการเรียนรู้และแบ่งปันความรู้ เพื่อสะท้อนกลับนำไปสู่การพัฒนา

เนื้อหาของคู่มือมีความสำคัญ เน้นการพัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับพี่เลี้ยง สอจร. เช่น ด้านวิชาการ เช่น องค์ความรู้พื้นฐาน เครื่องมือในการบริหารจัดการโครงการ ภารกิจในการจัดการข้อมูล และด้านการสร้างเครือข่าย ทั้งการสร้างเครือข่ายและการบริหารจัดการเครือข่าย เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิผลและสามารถส่งผลประโยชน์ให้กับการลดอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างเหมาะสม

ที่มา:คู่มือพี่เลี้ยง สอจร.เล่มที่ 1 copy.pdf พิมพ์ครั้งที่ 1 สิงหาคม 2559 (31 หน้า)

คู่มือพี่เลี้ยง สอจร. เล่ม 2 เน้นให้ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุทางถนน รวมถึงความรุนแรงของอุบัติเหตุและองค์ประกอบของอุบัติเหตุ เช่น สถิติข้อมูลผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต จำแนกตามเพศและช่วงอายุ สถานะของผู้ใช้รถใช้ถนน ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ความรุนแรงของอุบัติเหตุ และยานพาหนะที่เกิดเหตุ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในรูปแบบของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนถนนได้เต็มที่

นอกจากนี้ยังมีการเสนอแนวทางการดำเนินงานความปลอดภัยทางถนนทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ โดยระบุแนวทางการขับเคลื่อนในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนตลอดทั้งปี โดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนและแผนการจัดการความปลอดภัยทางถนนของ

สสส. และนโยบายเร่งด่วนด้านความปลอดภัยทางถนนของกระทรวงสาธารณสุข

เนื่องจากมีการรับทุนสนับสนุนจาก สสส. จึงมีการเสนอแนวทางในการบริหารจัดการโครงการอย่างเป็นระบบ โดยการจัดการด้านการเงินและการจัดทำบัญชีต้องเป็นไปตามหลักการของการบริหารจัดการโครงการ และมีการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าการใช้จ่ายเงินเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และมีเอกสารหลักฐานที่ถูกต้องครบถ้วน และมีการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานที่ส่งให้ สสส. และสอจร. ตามรูปแบบที่กำหนด

ทั้งนี้ยังมีการนำเสนอทำเนียบของพี่เลี้ยง สอจร. ซึ่งแบ่งเป็นรายภาค เช่น สอจร. ส่วนกลาง ทีมสื่อ สอจร. ทีมประเมินผล คณะกรรมการกำกับทิศฯ ภาคีเครือข่าย สอจร. เพื่อให้ความเข้าใจและการทำงานเป็นระบบได้อย่างเหมาะสม

สุดท้ายคู่มือยังระบุปฏิทินวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนน เช่น 

วันอันตรายช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ การงดเหล้าเข้าพรรษา สัปดาห์ความปลอดภัยทางถนนแห่งสหประชาชาติ และวันเหยื่อโลก เพื่อเสริมสร้างความตระหนักและการปฏิบัติที่เหมาะสมเพื่อความปลอดภัยในการใช้ถนน

ที่มา:คู่มือพี่เลี้ยง สอจร. เล่ม 2 copy.pdf พิมพ์ครั้งที่ 1 พฤศจิกายน 2559 (96 หน้า) โดย แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) สนับสนุนโดย สสส.

ในช่วงปี 2558-2559 สสส. สนับสนุนแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) เพื่อเป็นกลไกในการจัดการประสานและการร่วมมือในการแก้ไขปัญหาจราจรในระดับพื้นที่ โดยแบ่งเป็น 7 ประเด็นหลัก ดังนี้:

1.การบังคับใช้กฎหมาย: เน้นการบังคับใช้กฎหมายทางด้านจราจร โดยมีทั้งหมด 6 โครงการที่ดำเนินการ

2.ชุมชน/ท้องถิ่น: เน้นการสร้างความตระหนักและส่งเสริมการจัดกิจกรรมในชุมชนและท้องถิ่นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ มีโครงการทั้งหมด 13 โครงการ

3.เด็ก เยาวชน สถานศึกษา: เน้นการสร้างและส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้ถนนสำหรับเด็กเยาวชนและสถานศึกษา มีโครงการทั้งหมด 18 โครงการ

4.มาตรการองค์กรและสถานประกอบการ: เน้นการสร้างและส่งเสริมมาตรการในองค์กรและสถานประกอบการเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ถนน มีโครงการทั้งหมด 5 โครงการ

5.การพัฒนาภาคีเครือข่าย: เน้นการสร้างและเพิ่มความเชื่อมโยงในภาคีเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุ มีโครงการทั้งหมด 8 โครงการ

6.การพัฒนากลไก สร้างเครือข่าย ศปถ.: การสร้างและพัฒนากลไกและเครือข่ายเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน มีโครงการทั้งหมด 14 โครงการ

7.การประเมินผล: เน้นการประเมินผลการดำเนินงานเพื่อพัฒนาและปรับปรุงด้านการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุ มีโครงการทั้งหมด 1 โครงการ

โดยการสรุปผลงานนี้ได้แก่การทำงานที่เกิดขึ้นในแต่ละโครงการว่ามีใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย โดยยังเน้นการค้นพบและการขยายผลอย่างต่อเนื่องในด้านนี้ด้วย

ที่มา:(1) หนังสือสรุปผลงาน 65 โครงการ ปี 2558-2559 (พัฒนาจังหวัด/นวัตกรรม/เชิงประเด็น) (ISBN: 978-616-393-120-7) จัดทำโดย พรทิพภา สุริยะ (สอจร.) สนับสนุนโดย สสส. พิมพ์ครั้งที่ 1 (กรกฎาคม 2560) (286 หน้า)  และ 2) หนังสือ Best Practice 21 บทเรียนดีๆ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนระดับจังหวัด (ISBN: 978-616-393-128-3) พิมพ์ครั้งที่ 1 (พฤศจิกายน 2560) โดย คณะทำงานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) สนับสนุนโดย สสส.)

คณะทำงานสอจร.ได้ถอดบทเรียนเรื่องราวดีๆ ของ 21 โครงการ (จาก 65 โครงการ) ออกมาเป็น 7 กลุ่ม โดยมุ่งเน้นให้เกิดความเข้าใจและเรียนรู้จากประสบการณ์ดีๆ ที่เกิดขึ้น โดยรายละเอียดของแต่ละกลุ่มคือดังนี้:

1.กลุ่มโครงการ ศปถ.จังหวัด/ศปถ.อำเภอ/ศปถ.อปท.: เน้นการสร้างบทเรียนจากโครงการศูนย์ปฏิบัติการจราจรในระดับจังหวัด อำเภอ และองค์กรประชาชน

2.กลุ่มโครงการการผลิตและการใช้สื่อ: เน้นการสร้างบทเรียนจากการผลิตและการใช้สื่อเพื่อสร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนพฤติกรรม

3.กลุ่มโครงการมาตรการองค์กร หมวกนิรภัย 100%: เน้นการสร้างบทเรียนจากการดำเนินการมาตรการองค์กรและการใส่หมวกนิรภัยในทุกกิจกรรม

4.กลุ่มโครงการสถานศึกษา/เยาวชน/กู้ชีพกู้ภัย: เน้นการสร้างบทเรียนจากโครงการที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา เยาวชน และกู้ชีพกู้ภัย

5.กลุ่มโครงการอาสาสมัครจราจร: เน้นการสร้างบทเรียนจากการอาสาสมัครจราจรในการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุ

6.กลุ่มโครงการ Technology/CCTV: เน้นการสร้างบทเรียนจากการใช้เทคโนโลยีและระบบกล้องวงจรปิดในการป้องกันอุบัติเหตุ

7.กลุ่มโครงการชุมชน: เน้นการสร้างบทเรียนจากการเคลื่อนไหวและการทำงานร่วมกับชุมชนในการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุ

แต่ละโครงการจะนำเสนอบทเรียนเกี่ยวกับวิธีการ รูปแบบ กลไกการดำเนินงาน องค์ประกอบและบทบาทของภาคีเครือข่าย ปัจจัยเงื่อนไข และผลลัพธ์ความสำเร็จที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และความเข้าใจอย่างเต็มที่จากประสบการณ์ดีๆ ที่เกิดขึ้นในโครงการต่างๆ ที่ได้รับการสนับสนุนจากสสส.

สอจร. ได้รวบรวมผลงาน Good Practice Model for Traffic Injury Prevention จากจังหวัดต่างๆ ที่ภาคีเครือข่ายร่วมกันขับเคลื่อนงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่เป้าหมายทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น โดยแบ่งเป็น Good Practice ตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญดังนี้:

ภาคกลาง: การเครือข่ายกู้ชีพกู้ภัยของทีมงานเครือข่ายมูลนิธิสว่างเบญจธรรมจังหวัดสมุทรสงครามที่นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานเชิงรุกและการบูรณาการงาน

ภาคตะวันออก: การจัดการข้อมูลของตำรวจในจังหวัดชลบุรีเพื่อกำกับติดตามแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจาจร

ภาคใต้: การทำวงเวียนในพื้นที่เทศบาลนครภูเก็ตที่ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ

ภาคเหนือ: การจัดกิจกรรมต่างๆ ของจังหวัดเชียงรายและอุตรดิตถ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง: การพัฒนาระบบข้อมูลการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน 5 มิติเพื่อจัดทำมาตรการชุมชนของจังหวัดสุรินทร์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน: การจัดการปัญหาอุบัติเหตุในชุมชนแบบมีส่วนร่วมของจังหวัดอุบลราชธานี

ผลงานดังกล่าวเป็นต้นแบบที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ต่างๆ โดยนำเสนอแนวทางการทำงาน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และปัจจัยความสำเร็จ เพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างในพื้นที่อื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสอดคล้องกับ

สภาวะและสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย

ที่มา:Good Practice Model for Traffic Injury Prevention (เล่มที่ 2) จัดทำโดย คณะทำงาน สอจร. สนับสนุนโดย มนป. , สสส. พิมพ์ครั้งที่ 1 (พฤศจิกายน 2559) 258 หน้า

ในปี 2560 สสส. ให้การสนับสนุนโครงการนวัตกรรมและพัฒนาจังหวัดเชิงประเด็นและเชิงพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 64 โครงการภายใต้การกำกับดูแลของ สอจร. โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงและพัฒนาศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนในระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น เช่น การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น การสร้างสำนึกและวินัยเรื่องความปลอดภัยทางถนนในสถานศึกษาทุกระดับ และการส่งผลให้เกิดการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงในหลายกลุ่ม เช่น เยาวชน ชุมชน ทีมกู้ชีพกู้ภัย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชนโครงการที่ดำเนินการในปีนี้มีผลทำให้เกิดการลดลงของสถิติผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางถนนของแต่ละจังหวัด และมีการสร้างบทเรียนและองค์ความรู้ในการขับเคลื่อนงานความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะโครงการที่เป็นต้นแบบ 26 โครงการ เป็นต้น เช่น การใช้เทคโนโลยีในการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน การจัดกิจกรรมและการแนะนำนโยบายใหม่ๆ ซึ่งเป็นการนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์และออกแบบการจัดการปัญหาของแต่ละพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาวะและสถานการณ์ท้องถิ่นในประเทศไทย

คณะทำงาน สอจร. ได้ประมวลสรุปบทเรียนและองค์ความรู้ของ 26 โครงการต้นแบบ ใน 2 ส่วนหลักคือ:

1.เชิงเนื้อหาและความรู้ในการขับเคลื่อนงานของแต่ละโครงการ:

ส่วนที่ 1: การขับเคลื่อนการทำงานศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนระดับจังหวัด ระดับอำเภอและระดับท้องถิ่น เป็นจุดเริ่มต้นและกลไกแห่งความสำเร็จในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน

ส่วนที่ 2: การขับเคลื่อนงานความปลอดภัยทางถนนเชิงประเด็นประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการบังคับใช้กฎหมาย การสร้างจิตสำนึกความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนในสถานศึกษาตั้งแต่ก่อนปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษา

2.เชิงกระบวนการที่เน้นการเสริมพลังคนทำงาน:

ส่วนที่ 3: บทสรุปและข้อเสนอแนะต่อทิศทางการขับเคลื่อนงานป้องกันอุบัติเหตุทางถนน

ส่วนที่ 4: บทความรูปธรรมการทำงานในพื้นที่ "กระบวนการ ปัจจัยเงื่อนไข และผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลง"

ในส่วนของเนื้อหาหลัก 4 ส่วนนี้ เน้นการสร้างความเข้าใจและความรู้ในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน และการสร้างวินัยในการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการที่มีอยู่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอุบัติเหตุทางถนนในท้องถิ่นทั้งระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่น อีกทั้งยังมุ่งเสริมความรู้และการทำงานร่วมกันในหลากหลายระดับเพื่อเพิ่มพลังในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย

ที่มา:แนวทางการขับเคลื่อนงานความปลอดภัยทางถนน ภายใต้โครงการนวัตกรรมและพัฒนาจังหวัดเชิงประเด็นและเชิงพื้นที่ (Best Practice สอจร.) .pdf จัดทำโดยคณะทำงานสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนระดับจังหวัด (สอจร.) สนับสนุนโดย สสส. พิมพ์ครั้งที่ 1 (เมษายน 2562)  218 หน้า

ในช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน สสส. ได้ให้การสนับสนุนแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) และศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ในการขับเคลื่อนงานในระดับจังหวัดและอำเภอร่วมกับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อประสานหน่วยงานภาคีเครือข่ายในระดับพื้นที่ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นการจัดการปัญหาอุบัติเหตุจราจรในระดับอำเภอและตำบลได้เป็นอย่างดี ในปี 2562 มีการขับเคลื่อนกลไกจัดการความปลอดภัยทางถนนในทุกอำเภอทุกตำบล รวม 10 จังหวัด ซึ่งสอจร. รับผิดชอบ 6 จังหวัด และ ศวปถ. รับผิดชอบ 4 จังหวัด หลังจากนั้น มีการจัดเวทีสกัดบทเรียนความรู้และประสบการณ์คนทำงานทั้ง 10 จังหวัด โดยจำแนกเป็น 4 กลุ่ม คือ พี่เลี้ยงจังหวัดและทีมภาค ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล โดยสกัดกระบวนการ วิธีการทำงานและการใช้เครื่องมือ ปัจจัยนำเข้า (Input) และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (Output & Outcome) ใน 3 ช่วง (ช่วงต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ) ซึ่งผลจากการสกัดบทเรียน จาก 10 จังหวัดได้ข้อค้นพบถึงหัวใจสำคัญของการทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนงานตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับอำเภอจนถึงระดับตำบล/อปท. การทำงานแบบบูรณาการอย่างมีส่วนร่วม การกำหนดบทบาทหน้าที่และแนวทางปฏิบัติของทีมงานทั้ง 4 กลุ่ม การระบุปัจจัยนำเข้าและผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในแต่ละระยะการทำงาน และข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้การทำงานในอนาคตดีขึ้น ทั้งนี้ มีการประมวลสรุปผลการลงพื้นที่ ตามกรอบ Safe System ของคณะกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉินและความปลอดภัยทางถนน วุฒิสภา ของคณะอนุกรรมการศึกษา เสนอแนะแนวทางป้องกันและลดอุบัติทางถนนรวม 12 ประเด็น รวมถึงเรื่องที่ควรเน้นในการสร้างความมั่นคงยั่งยืนด้าน Road Safety 11 เรื่อง พร้อมทั้งข้อเสนอเชิงนโยบายสู่รัฐสภา 3 ข้อ

ที่มา:หนังสือ “สารตั้งต้น Guildline แนวทางการพัฒนากลไกการจัดการความปลอดภัยทางถนนระดับจังหวัดสู่อำเภอ ตำบล” (ISBN 978-616-393-325-6) โดย คณะทำงานสกัดบทเรียน : ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน และแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) (บรรณาธิการ : นางพรทิพภา สุริยะ นักวิชาการ สอจร.) สนับสนุนโดย สสส. , พิมพ์ครั้งที่ 1 (พฤศจิกายน 2563))

สอจร. ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ในการดำเนินโครงการรวมพลังขับเคลื่อนกลไกจังหวัดสู่อำเภอเพื่อความปลอดภัยทางถนน 6 จังหวัด (แพร่ ตาก ราชบุรี ขอนแก่น นครราชสีมา และนครศรีธรรมราช)เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมงานระดับจังหวัดลงสู่ระดับอำเภอทุกแห่ง โดยเน้นการจัดการปัญหาในประเด็นความเสี่ยงหลักอย่างร่วมกันที่เป็นรูปธรรมของแต่ละจังหวัด และขยายผลการดำเนินงานให้เกิดทีมกลไกขับเคลื่อนทุกอำเภอทุกตำบล โครงการนี้ไม่เพียงเพียงเพียงช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนใน 6 จังหวัด แต่ยังทำให้การดำเนินงานเชื่อมโยงและต่อเนื่องได้ถึงระดับอำเภอ ตำบล ชุมชนหมู่บ้านอีกด้วย

การทำงานในโครงการนี้ได้เน้นการรวบรวมศักยภาพทีมงานที่มีความสำคัญที่สุดโดยมีขั้นตอนวิธีการตั้งแต่ช่วงเตรียมการ ช่วงดำเนินการและช่วงสรุปผล การวัดและ

ประเมินความสำเร็จของโครงการจะถูกตั้งแบบชั้นขั้นระยะสั้น ระยะยาว และระยะกลาง โดยเน้นที่การจัดทำชุดความรู้ถอดบทเรียนผลการดำเนินงาน ที่ครอบคลุมตั้งแต่เกณฑ์ในการคัดเลือกพื้นที่เป้าหมายและกลุ่มเป้าหมาย การกำหนดกรอบแนวคิดของการดำเนินงาน การระบุปัจจัยนำเข้าและผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในแต่ละระยะการทำงาน

การสรุปผลลัพธ์ของโครงการที่ดำเนินอย่างละเอียด ได้แก่ การจัดทำชุดความรู้ถอดบทเรียนผลการดำเนินงานรายจังหวัด และการระบุข้อจำกัดและปัจจัยเงื่อนไขสำคัญที่เกี่ยวข้อง โครงการนี้เป็นการศึกษาเชิงลึกที่ชัดเจนและทันสมัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในอนาคต

ที่มา:(1) หนังสือ “ถอดบทเรียน 6 จังหวัด โครงการรวมพลังขับเคลื่อนกลไกจังหวัดสู่อำเภอ เพื่อความปลอดภัยทางถนน : บทเรียนการรวมพลังการขับเคลื่อนกลไกจังหวัดสู่อำเภอ ตำบล” โดย คณะทำงานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) (ผู้เขียน/เรียบเรียง: นางพรทิพภา สุริยะ) สนับสนุนโดย สสส. พิมพ์ครั้งที่ 1 (ตุลาคม 2563)  และ 2) ไฟล์ PPT สรุปบทเรียนกลไกจังหวัดสู่อำเภอปี 62 copy.pdf)

ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ได้รับการสนับสนุนจาก สสส. ในการดำเนินโครงการในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง (น่าน นครสวรรค์ อุดรธานี และสระแก้ว) เพื่อพัฒนาศักยภาพคนทำงานและคณะอนุกรรมการในการดำเนินงานป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

โครงการนี้มุ่งเน้นการถอดบทเรียนที่เกิดขึ้นในหลายมิติ โดยรวมถึงการก่อรูปคณะทำงาน การทำงานเชิงกลไก กระบวนการขับเคลื่อนงาน และการใช้เครื่องมือในการขับเคลื่อนงานในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีบทเรียนที่สำคัญเกี่ยวกับการขับเคลื่อนงานในพื้นที่และการสร้างความยั่งยืนในการดำเนินโครงการ รวมถึงการใช้เครื่องมือ เช่น สามเหลี่ยมปัจจัยกำหนดสุขภาพ แผนภูมิ

ต้นไม้ปัญหา บันไดผลลัพธ์ การวิเคราะห์แรงเสริม-แรงต้าน และการรวบรวมข้อมูลสะท้อนผลลัพธ์

จากการสรุปผลลัพธ์ของโครงการ พบว่า มีบทเรียนที่สำคัญเกี่ยวกับการขับเคลื่อนงานของจังหวัดในแต่ละพื้นที่ การทำให้กลไกหลักหรือศูนย์วิชาการที่รับผิดชอบได้มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีการยกระดับและพัฒนาโครงการให้เป็นความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักให้ชุมชนเป็นเจ้าภาพดำเนินการด้วยตนเอง ทั้งนี้เพื่อให้การป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนมีผลสัมฤทธิ์และยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา:เอกสารบทเรียนการพัฒนากลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัด เพื่อป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุทางถนน copy.pdf 110 หน้า (ไม่ระบุปีที่พิมพ์และผู้จัดทำ)

ในปี 2562-2563 สสส.ได้สนับสนุนภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรในโครงการพัฒนาจังหวัดเชิงประเด็นและเชิงพื้นที่ โดยรวมมีโครงการทั้งหมด 41 โครงการ ครอบคลุม 7 ภูมิภาคและ 31 จังหวัด

โครงการนี้เน้นการลดอัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประชาชนในพื้นที่ พร้อมเพิ่มอัตราการสวมหมวกนิรภัยและสร้างความตระหนักรู้ให้เกิดการตื่นตัวและการเข้าร่วมป้องกันแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

จากการสรุปบทเรียนที่สำคัญของโครงการทั้ง 41 โครงการ พบว่ามีประเด็นการขับเคลื่อนสำคัญ ๆ ดังนี้

1.การขับเคลื่อนกลไกจากศูนย์วิชาการจังหวัดลงสู่ศูนย์วิชาการอำเภอและท้องถิ่น

2.การจัดการประเด็นความเสี่ยงหลักที่เกิดจากรถจักรยานยนต์ กลุ่มเยาวชน พฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัย และการไม่สวมหมวกนิรภัย

3.การกำหนดมาตรการรถโดยสารสาธารณะและรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย

4.การชวนกลุ่มเสี่ยงมาเป็นเจ้าภาพและผู้นำการเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งฝึกอบรมและดำเนินกิจกรรมเฝ้าระวังและอื่น ๆ

5.การกำหนดมาตรการสถานประกอบการ/สถานศึกษาปลอดภัยทางถนน

6.การสื่อสารประชาสัมพันธ์ สานพลัง ก่อกระแสผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงของประชาชนในพื้นที่

โครงการนี้มีขั้นตอนการสร้างพลังภาคีบนเส้นทางถนนปลอดภัย 3 ขั้น เช่น การสร้างพลัง การสร้างเจ้าภาพ และการปฏิบัติการและติดตามวัดผล รวมถึงมีการสรุปถึงปัจจัยเงื่อนไขความสำเร็จ 14 ข้อ และนำเสนอบทเรียนที่โดดเด่นรายภาคและรายจังหวัด

ที่มา:หนังสือ “สรุปบทเรียนพลังภาคีบนเส้นทางถนนปลอดภัย 41 พื้นที่” จัดทำโดย  แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) และมูลนิธิเพื่อความปลอดภัยทางถนน (บรรณาธิการ : นางสาวศิริกุล กุลเลียบ เลขานุการ สอจร.) สนับสนุนโดย สสส. (ISBN 978-616-393-325-2) พิมพ์ครั้งที่ 1 (กันยายน 2564)

การพัฒนากลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนระดับจังหวัดสู่ระดับอำเภอ จากการสืบค้นข้อมูลและการศึกษากรณีศึกษาของ 3 จังหวัด (นครศรีธรรมราช, ระยอง, และปทุมธานี) พบว่า มีการถอดบทเรียนแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนระดับจังหวัดและอำเภอ โดยนำเสนอกรอบแนวคิดการถอดบทเรียนในการดำเนินงานขับเคลื่อนกลไกศูนย์ถนนใน 3 ระดับ (ศูนย์ปฏิบัติการถนนจังหวัด, ศูนย์ปฏิบัติการถนนอำเภอ, และ ศูนย์ปฏิบัติการถนนองค์กรปกครองส่วน

ท้องถิ่น) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สอจร. ศวปถ. และ สสส.

ผลลัพธ์สำคัญที่เกิดขึ้นคือ:

1.การพัฒนาศักยภาพของผู้นำการเปลี่ยนแปลงในระดับอำเภอ/ท้องถิ่น โดยมีทีมศูนย์ปฏิบัติการถนนอำเภอ/ท้องถิ่นที่พัฒนาการทำงานของทีมเครือข่ายในพื้นที่ทั้งด้านการบริหารจัดการ การทำงานเป็นทีม และการแก้ไขปัญหา

2.การพัฒนาระบบและกลไกการบริหารจัดการ ศูนย์ปฏิบัติการถนนระดับอำเภอและท้องถิ่น โดยมีระบบข้อมูลระดับอำเภอ/ท้องถิ่นที่นำมาใช้ในการตัดสินใจดำเนินการร่วมกัน และมีกลไกการทำงานร่วมกันในพื้นที่

3.การเกิดกระบวนการเรียนรู้ องค์ความรู้ และนวัตกรรมในการดำเนินงานในกลไก ศูนย์ปฏิบัติการถนนระดับอำเภอและระดับท้องถิ่น โดยมีการนำโครงการที่ประสบ

ความสำเร็จจากจังหวัดและอำเภอต่าง ๆ เช่น จังหวัดปทุมธานี  ระยอง และนครศรีธรรมราช

ที่มา:หนังสือถอดบทเรียนแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนระดับจังหวัดและอำเภอ กรณีศึกษา 3 จังหวัด (นครศรีธรรมราช ระยอง และปทุมธานี) โดย นางสาวสุพัตรา สำราญจิตร์ 24 หน้า (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

ทีมพี่เลี้ยง สอจร. ได้ถอดบทเรียน “โครงการขยายอำเภอนำร่องการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในจังหวัดนครศรีธรรมราช ปี 2560-2561” ได้รับการสนับสนุนจาก สอจร. และ สสส.เพื่อสร้างการขับเคลื่อนกลไกศูนย์ความปลอดภัยทางถนนระดับอำเภอ (ศูนย์ปฏิบัติการถนนอำเภอ) ในพื้นที่เป้าหมาย 18 อำเภอของจังหวัด โดยใช้เครื่องมือ 5 ส 5 ช และรูปแบบที่พัฒนาขึ้นจากผลการดำเนินโครงการก่อนหน้า

การจัดตั้งคณะอนุกรรมการ: มีการจัดคณะอนุกรรมการ 2 คณะเพื่อสนับสนุน ศูนย์ปฏิบัติการถนนอำเภอ โดยเน้นการบูรณาการข้อมูลและการสอบสวนอุบัติเหตุ ที่เน้นการจัดการความเสี่ยงหลักและการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นที่

การแบ่งระดับอำเภอที่เข้าร่วมโครงการ: แบ่งเป็น 3 ระดับตามความพร้อมและการดำเนินงาน เรียกว่าระดับที่ 1 ระดับที่ 2 และระดับที่ 3 โดยมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ และตัวชี้วัดสำหรับแต่ละระดับ

การถอดบทเรียนหลังการดำเนินงาน: มีการทำ After Action Review (AAR) แยกรายอำเภอ เพื่อสรุปผลการดำเนินงาน ประเด็นการจัดการข้อมูล คณะทำงาน การจัดการความเสี่ยงหลัก ปัจจัยความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรค จุดเด่นและผลงานเด่น

ผลการดำเนินงาน พบว่า มีความก้าวหน้าในการจัดการข้อมูล เช่น การชี้เป้าปัญหาและการจัดการความเสี่ยงหลักของพื้นที่ และการสร้างทีมที่มีความพร้อมในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในระดับอำเภอ

ที่มา:หนังสือถอดบทเรียนรู้หลังการดำเนินโครงการขยายอำเภอนำร่องความปลอดภัยทางถนนระดับอำเภอ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยทีมพี่เลี้ยง สอจร. ทีมพี่เลี้ยง สอจร. , ศวปถ. มูลนิธิเพื่อความปลอดภัยทางถนน. สนับสนุนโดย สสส.(ไม่ระบุปีที่พิมพ์) 88 หน้า 

2) เครื่องมือ/ความรู้สำหรับใช้ในการขับเคลื่อนงานความปลอดภัยทางถนน

(1) เครื่องมือ 5ส 5ช

(1) เครื่องมือ 5ส 5ช

-หนังสือ "พลังเครือข่าย พลังความรู้ สู่ความปลอดภัยด้วย 5ส 5ช" : เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการทำงานป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจร โดยพี่เลี้ยง สอจร.และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ โดยเน้นให้เห็นถึงปัญหาการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจราจรในประเทศไทย แนวคิดเรื่องอุบัติเหตุทางถนนในมุมมองใหม่ว่าความปลอดภัยทางถนนเป็นหน้าที่ของทุกคน แนวคิดสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา (การสร้างความรู้ การเคลื่อนไหวทางสังคม อำนาจทางการเมือง) และการใช้ 5ส 5ช (สารสนเทศ สหสาขา ส่วนร่วม สุดเสี่ยง สุดคุ้ม – ชวน/เชื่อม เชียร์/ชม ช้อน เช็ค ชง) ในการสร้าง

ทุนทางสังคม รวมทั้งพลังแห่ง 4 H (Heart- Help-Hand-Hope) โดยมีการยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในการนำเสนอแต่ละเรื่องในลักษณะเรื่องเล่าที่เข้าใจได้ง่าย

ที่มา:หนังสือ 55ช (วิธีการทำงานอุบัติเหตุ copy.pdf) โดย นพ.วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์  และสุรางค์ศรี ศีตมโนชญ์ สนับสนุนโดย สสส. และสอจร. พิมพ์ครั้งแรก (ธันวาคม 2559) 79 หน้า)

กระบวนการใช้ 5ส. 5ช. ในการพัฒนากลไกการดำเนินงานการจัดการความปลอดภัยทางถนน โดยมุ่งเน้นที่สร้างและยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางด้วยรถยนต์ได้อย่างเชี่ยวชาญและยั่งยืน ดังนี้:

1.องค์ความรู้การพัฒนากลไกการดำเนินงานการจัดการความปลอดภัยทางถนนด้วย 5ส. 5ช.: ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.ได้สังเคราะห์บทเรียนที่เน้นการป้องกันและแก้ไขสาเหตุของอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่/ชุมชน และได้รับการคัดเลือกให้เป็นพื้นที่ตัวอย่างในการประยุกต์ใช้ 5ส. 5ช. โดยมุ่งเน้นการใช้กลไกการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จเพื่อยกระดับความปลอดภัย

กระบวนการใช้ 5ส. 5ช. เพื่อยกระดับผลการดำเนินงาน ประกอบด้วย

1.สารสนเทศ (Information): การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อใช้ในการป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่ โดยรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้รถ สภาพรถ สภาพถนน เวลาเกิดเหตุ เป็นต้น

2.สุดเสี่ยง (Priority): เลือกดำเนินการกับความเสี่ยงสูงก่อนเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุ

3.สหสาขาวิชาชีพ (Multidisciplinary): เชื่อมโยงภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยกันในการจัดการและแก้ไขปัญหา

4.สุดคุ้ม (Cost Efficiency): เลือกมาตรการที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง คุ้มค่าและเกิดความยั่งยืน.

5.ส่วนร่วม (Participation): จัดการความปลอดภัยทางถนนที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

โดยแบ่งกระบวนการมีส่วนร่วมออกเป็น 4 ระดับ (ร่วมคิด/ร่วมวางแผน ร่วมลงทุน/ลงมือปฏิบัติ ร่วมติดตามประเมินผล ร่วมรับประโยชน์)  กระบวนการใช้ 5ช.เพื่อการยกระดับผลการดำเนินงาน ประกอบด้วย (1) ชงข้อมูล  เป็นการเลือกข้อมูล/ความรู้สำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหาความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่ (2) เชื่อม เป็นการเชื่อมโยงภาคีเครือข่าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาช่วยกันดำเนินงาน (3) แชร์ เป็นการแบ่งปันประสบการณ์การดำเนินงาน (4) เชียร์ เป็นการชื่นชม ส่งเสริม ยกย่องชุมชนและภาคีคนทำงานที่ร่วมดำเนินการจัดการจนเกิด

ความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่ และ (5) ช้อน เป็นการตักตวง

การประยุกต์ใช้ 5ส. 5ช. ในพื้นที่เพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนน: มีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ดำเนินการ และสร้างและยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางด้วยรถยนต์ โดยมีกรณีศึกษาหลายพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จในการใช้กลไกการพัฒนานี้ เช่น

•กรณีศึกษาอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี : บริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล เอนเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) - สวมหมวกนิรภัย 100%

•กรณีศึกษาอำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น : สถานีตำรวจภูธรเขาสวนกวาง– ปรับพฤติกรรมจากเด็กแว้นปิดถนนสู่การเป็นอาสาจราจร

•กรณีศึกษาอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น : โรงพยาบาลน้ำพองปรับจากการให้บริการแบบตั้งรับมาเป็นการทำงานป้องกันด้วยการใช้ 5ส. 5ช.เพื่อการแก้ไขจุดเสี่ยงของชุมชน พัฒนาแผนแม่บทชุมชนแบบมีส่วนร่วม สร้างมาตรการชุมชนและกำกับติดตามผล (การสวมหมวกนิรภัย การแก้ไขจุดเสี่ยงและพฤติกรรมเสี่ยง)

•กรณีศึกษาอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ : การดำเนินงานผ่านกิจกรรมที่มีส่วนร่วมของสหสาขาวิชาชีพไปจนถึงประชาชนในระดับครอบครัว โดยให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพในการจัดการปัญหาในพื้นที่ตนเอง สร้างปัจจัยเอื้อต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนแบบก้าวกระโดด

•กรณีศึกษาอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช: โครงการนครปลอดภัย ทุกวัน ทุกวัย สวมหมวกนิรภัย 100%ทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์

ที่มา:องค์ความรู้ เครื่องมือ ปัจจัยที่เอื้อต่อการดำเนินงานองค์ความรู้การพัฒนากลไกความปลอดภัยทางถนน copy/pdf โดย ทีมงานสังเคราะห์บทเรียน  ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. (4 ตุลาคม 2560) 141 หน้า

 

(2) เครื่องมือ 5 ชิ้นที่ทำให้การขับเคลื่อนกลไก ศปถ. ไปสู่ผลลัพธ์

(2) เครื่องมือ 5 ชิ้นที่ทำให้การขับเคลื่อนกลไก ศปถ. ไปสู่ผลลัพธ์

ความสำคัญของเครื่องมือ 5 ชิ้นที่ทำให้การขับเคลื่อนกลไกศึกษาพัฒนาโครงการและประเมินผลลัพธ์เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาของอาจารย์สุรพล เหลี่ยมสูงเนินและคณะ มาจากการนำเสนอพื้นฐานแนวคิดที่เกี่ยวข้องคือ แนวคิดปัจจัยกำหนดสุขภาพและแนวคิดการสร้างภาคีสู่พันธกิจสังคม และใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อปรับปรุงโครงการและกำหนดเป้าหมายการดำเนินงาน ดังนี้

1.สามเหลี่ยมปัจจัยกำหนดสุขภาพ: เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการประมวลข้อมูลสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนน เช่น ข้อมูลปัจจัยกำหนดสุขภาพต่างๆ เพื่อทบทวนสถานการณ์และสาเหตุของปัญหาอุบัติเหตุทางถนน

2.แผนภูมิต้นไม้ปัญหา: เครื่องมือนี้ช่วยให้ทีมงานมองเห็นปัญหาอุบัติเหตุทางถนนแบบเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุเป็นผล และวิเคราะห์ลึกไปถึงสาเหตุของปัญหาทั้งด้านพฤติกรรม สภาพแวดล้อมทางสังคมและกายภาพ และระบบที่เกี่ยวข้อง

3.บันไดผลลัพธ์: เครื่องมือนี้ช่วยในการกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานชัดเจนยิ่งขึ้น โดยผลลัพธ์แต่ละขั้นบันไดจะสอดรับกับรากต้นไม้ปัญหาที่ครอบคลุมปัจจัยกำหนดสุขภาพ

4.การวิเคราะห์แรงเสริม-แรงต้าน: เครื่องมือนี้ช่วยให้ทีมงานทราบถึงต้นทุนและข้อจำกัดในพื้นที่ และใช้ในการกำหนดกิจกรรมที่จะเพิ่มแรงเสริมให้มีพลังมากยิ่งขึ้นและลดแรงต้านให้เหลือน้อยที่สุด

5.การรวบรวมข้อมูลสะท้อนผลลัพธ์: เครื่องมือนี้ช่วยให้ทีมงานเห็นความก้าวหน้าและการเปลี่ยนแปลงตามบันไดผลลัพธ์ที่วางไว้ และช่วยให้เห็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทางที่จะทำให้ไปไม่ถึงผลลัพธ์

การใช้เครื่องมือแต่ละชิ้นต้องมีการอธิบายรายละเอียดของขั้นตอนและ Tips &Tricks เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ของโครงการและพื้นที่ในแต่ละช่วงเวลา นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้เครื่องมือเหล่านี้ยังต้องพิจารณาจากบริบทและความต้องการของทีมงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและสอดคล้องกับเป้าหมายของโครงการและหน้าที่ของทีมงานที่กำลังดำเนินงาน

ที่มา:เอกสารเครื่องมือ 5 ชิ้น copy.pdf (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) 27 หน้า พร้อมคลิปวิดีโอ 6 เรื่อง จัดทำโดย ศวปถ. มนป.สนับสนุนโดย สสส.

(3) ทักษะการบังคับเชิงบวก (Behavior-based Safety : BBS)

(3) ทักษะการบังคับเชิงบวก (Behavior-based Safety: BBS) เป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นการกำจัดพฤติกรรมความเสี่ยงเชิงบวก โดยใช้การแก้ไขพฤติกรรมของบุคคลเป็นฐาน โดยมองว่าพฤติกรรมที่เป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุสามารถแก้ไขได้โดยไม่ต้องรอ นับว่าเป็นการบังคับเชิงบวกที่จะสร้างนิสัยปลอดภัย จนกลายเป็นวัฒนธรรมปลอดภัยในองค์กร ในการทำ BBS จะเริ่มต้นด้วยการปรับมุมมองในเชิงบวก ไม่มองผู้กระทำผิดในเชิงลบ และปรับวิธีคิดจากการมุ่งลงโทษเป็นการให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และการสื่อสารเชิงบวกที่แสดงความห่วงใยและหลีกเลี่ยงการตำหนิ

วิธีการสื่อสารตามแนวทาง BBS มีดังนี้

1.สร้างความคุ้นเคยกับผู้กระทำผิดให้รู้สึกว่าเราเป็นมิตร ถ้าไม่รู้จักจะต้อง "ถามชื่อ" เพื่อชี้แจงให้เข้าใจ

2.แสดงความหวังดีและห่วงใย โดยใช้วิธีการบอกเล่าเหตุผลว่าทำไมควรต้องสวมหมวกนิรภัยในขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ พร้อมถามว่าเพราะอะไรจึงไม่ใส่

3.อย่าสื่อสารนานและมากเกินไป การโน้มน้าวให้สวมหมวกนิรภัยต้องเน้นความกระชับ ได้ใจความและง่ายต่อความเข้าใจ

4.ในช่วงแรกอย่าเพิ่งคาดหวัง เพราะการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไป ทำซ้ำๆ ให้ต่อเนื่อง

หัวใจสำคัญของ BBS คือ ทำทีละประเด็น ทำเหมือนกัน สร้างแนวร่วม และสื่อสารชัดเจน

ที่มา:(1) แผ่นพับ Behavior-based Safety : BBS ทักษะการบังคับเชิงบวก โดย ศวปถ. , มนป. , RSPF และ สสส. และ 2) คลิปวิดิโอการส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัยด้วยทักษะการบังคับเชิงบวก (Behavior based safety หรือ BBS) โดย ศวปถ.)          

 

(4) คู่มือการเขียนเรื่องเล่าความเจ็บปวดจากอุบัติเหตุทางถนน (Story Telling)

(4) คู่มือการเขียนเรื่องเล่าความเจ็บปวดจากอุบัติเหตุทางถนน (Story Telling) เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องให้กับคนทำงานด้านอุบัติเหตุ โดยเน้นการถ่ายทอดรายละเอียดเชิงลึกของอารมณ์และความรู้สึก เพื่อเป็นตัวอย่างการทำงานที่ดี (Best Practices) และเพื่อให้สังคมตระหนักถึงปัญหาอุบัติเหตุและผลเสียหายรุนแรงที่ตามมา นอกจากนี้ การเล่าเรื่อง ยังเป็นศิลปะที่สำคัญในการสื่อสารเรื่องที่ยากและซับซ้อน

หลักการพื้นฐานสำหรับการเขียนเรื่องเล่าคือ

1.หาหัวใจของเรื่องหรือประเด็นที่จะสื่อสาร โดยเน้นเป็นประเด็นใหม่ที่ผู้คนไม่เคยรับรู้มาก่อน และก่อผลกระทบวงกว้าง

2.ให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์และไม่ละเมิดตีตราคนอื่น

2.วางโครงเรื่อง (Plot) และการเดินเรื่องอย่างเหมาะสม

การสื่อสารตามแนวทาง Story Telling ประกอบด้วย

1.การรับรู้เรื่องเล่า (Recognizing stories)

2.การชวนเชิญให้เล่า (Eliciting stories)

3.การซึมซับเรื่องเล่า (Absorbing stories)

4.การเข้าถึงความหมาย (Interpreting stories)

ดังนั้น การเขียนเรื่องเล่าควรมีการวางแผนและดำเนินการตามหลักการเหล่านี้ เพื่อให้เรื่องที่ถ่ายทอดมีความหมายและสื่อความคิดเห็นให้ผู้อ่านเข้าใจได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง และนำไปสู่การสร้างการเรียนรู้และการเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาอุบัติเหตุทางถนนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้อื่นในการปฏิบัติงานด้านอุบัติเหตุทางถนน

ที่มา:คู่มือการเขียนเรื่องเล่าความเจ็บปวดจากอุบัติเหตุทางถนน (Story Telling) เรียบเรียงโดย นายประชาธิป กะทา สนับสนุนโดย ศวปถ. และ สสส. ไฟล์ doc_20221208115727.pdf  (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) 33 หน้า

(5) หนังสือ “โค้งใหม่ 5 ปีข้างหน้า....ถนนปลอดภัยไทย”

(5) หนังสือ “โค้งใหม่ 5 ปีข้างหน้า....ถนนปลอดภัยไทย” เป็นแหล่งข้อมูลที่รวบรวมองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย โดยเน้นการจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ แบ่งเป็น 12 บท ดังนี้

1.อดีต ปัจจุบันและอนาคต: การสร้างภูมิปัญญาจากประสบการณ์ผ่านอดีตและปัจจุบันเพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคตที่มีถนนปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

2.พลังสื่อมวลชนและ social media: การใช้พลังของสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดียในการสร้างการเข้าใจและการกระทำเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน

3.ระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อความปลอดภัยทางถนน: การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีในการประเมินและจัดการความปลอดภัยทางถนน

4.โทรแล้วขับกับสังคมไทย: การส่งเสริมความตระหนักและความรับผิดชอบของผู้ขับขี่ในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน

5.ชีวิตบนอานจักรยานยนต์: การป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในกลุ่มผู้ขับขี่อานจักรยานยนต์

6.เข็มขัดนิรภัย: การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน

7.ทิศทางและมาตรการต่างๆ สำหรับยานยนต์กับการลดอุบัติเหตุ: การวางแผนและการดำเนินการที่เน้นการป้องกันอุบัติเหตุในยานยนต์

8.มาตรการทางการเงินกับการลดอุบัติเหตุ: การใช้มาตรการทางการเงินเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน

9.การควบคุมกำกับผู้ประกอบการเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะ: การกำกับและการควบคุมในการให้บริการขนส่งสาธารณะ

10.การจัดการถนนปลอดภัย: การวางแผนและการดำเนินการในการสร้างและบำรุงรักษาถนนที่ปลอดภัย

11.มาตรการควบคุมปัญหาอุบัติเหตุจราจรของรถโดยสารขนาดใหญ่: การวางแผนและการดำเนินการในการลดอุบัติเหตุของรถโดยสารขนาดใหญ่

12.ดื่มแล้วขับ: การป้องกันการขับขี่ในสภาวะเมาและการลดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดจากการดื่มสุรา

หนังสือนี้เป็นแหล่งข้อมูลที่มีความสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจหรือหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการป้องกันและการจัดการอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีประสิทธิภาพในประเทศไทย

ที่มา:หนังสือ “โค้งใหม่ 5 ปีข้างหน้า....ถนนปลอดภัยไทย” โดย ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล และคณะ โครงการจัดทำตำราระบาดวิทยา ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี สนับสนุนโดย ศวปถ. มนป. และ สสส. พิมพ์ครั้งที่ 1 (เมษายน 2560) 270 หน้า

 

(6) คู่มือการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ประเด็นการจัดการความปลอดภัยทางถนน

(6) คู่มือการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ประเด็นการจัดการความปลอดภัยทางถนน

คู่มือการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) เกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยทางถนน ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้หน่วยงานด้านสุขภาพใช้เป็นแนวทางในการ

ประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชากรทุกช่วงวัยในชุมชน อาสาสมัคร และผู้รับผิดชอบงานความปลอดภัยทางถนน มีเนื้อหาที่แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่

1.ข้อมูลพื้นที่ดำเนินการ: เน้นการระบุข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่การดำเนินงาน เช่น ที่อยู่ โรงเรียน โรงพยาบาล หรือพื้นที่สำคัญอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่นั้นๆ

2.ข้อมูลส่วนบุคคล: เน้นการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่จะถูกสำรวจ เช่น เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประเภทหรือบทบาทของผู้ตอบ

3.ความรอบรู้ด้านสุขภาพในการจัดการความปลอดภัยทางถนน: เน้นการสำรวจความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลและบริการสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความปลอดภัยทางถนน การเข้าใจและความรู้ในการจัดการความปลอดภัยทางถนน การปฏิบัติและการสื่อสารในการจัดการความปลอดภัยทางถนน

คู่มือนี้มีขั้นตอนและแนวทางการสำรวจที่ชัดเจนเพื่อช่วยให้ผู้ที่ทำการสำรวจสามารถดำเนินการได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชากรในเชิงที่เป็นประโยชน์แก่การจัดการความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่นั้นๆ อีกทั้งยังช่วยให้เกิดการเข้าใจและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในชุมชนเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทางบนถนนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในอนาคต

ที่มา:หนังสือคู่มือการสำรวจความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ประเด็นการจัดการความปลอดภัยทางถนน โดย ขนิษฐา นันทบุตร และคณะ สนับสนุนโดย สสส. (สำนัก 3 และสำนัก 10) ศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายภาค 7 แห่ง และศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน คณะพยาบาลศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น (เมษายน 2565) 31 หน้า     

เสาหลักที่ 2: การสร้างความปลอดภัยด้านโครงสร้างถนนและสภาพแวดล้อมริมทาง

เสาหลักที่ 2 : การสร้างความปลอดภัยด้านโครงสร้างถนนและสภาพแวดล้อมริมทาง แบ่งเป็น 3 หมวดหลักดังนี้:

1.การสร้างถนนที่มีความปลอดภัย: การใช้เทคโนโลยีและวิธีการทางวิศวกรรมในการออกแบบและก่อสร้างถนนโดยให้ความสำคัญกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย เช่น การจัดทำและปรับปรุงโครงการถนน การติดตั้งสัญญาณและเครื่องหมายทาง viaและมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนน

2.การตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน: การดำเนินการตรวจสอบและวิเคราะห์สภาพถนน เพื่อค้นหาจุดเสี่ยงและปัจจัยที่อาจสร้างความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ การตรวจสอบหรือประเมินความเสี่ยงในการใช้ถนน และการรายงานผลการตรวจสอบเพื่อการปรับปรุงและการแก้ไขปัญหาที่พบ3.การแก้ไขจุดเสี่ยงจุดอันตราย: การดำเนินการปรับปรุงและการแก้ไขปัญหาที่พบในการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน เช่น การปรับปรุงโครงสร้างถนน เปลี่ยนแปลงการจราจร เพิ่มเครื่องหมายทาง via หรือการพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต

1) การสร้างถนนที่มีความปลอดภัย

1) การสร้างถนนที่มีความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนที่ใช้ถนนทุกวัน ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) และ สสส. มุ่งเน้นในการสนับสนุนและพัฒนาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างถนนที่มีความปลอดภัย โดยมุ่งเน้นการศึกษาและวิจัยเพื่อให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีและวิธีการทางวิศวกรรมที่ทันสมัยเพื่อสร้างถนนที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการสนับสนุนในการสร้างนโยบายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ ก่อสร้าง และบำรุงรักษาถนนเพื่อให้มีความปลอดภัยที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

(1) คู่มือการออกแบบทางข้ามถนนที่ปลอดภัย

(1)        คู่มือการออกแบบทางข้ามถนนที่ปลอดภัย เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการกำหนดหลักเกณฑ์และการแนะนำในการออกแบบทางข้ามถนน เพื่อให้มีความปลอดภัยสูงสุด โดยหลักเกณฑ์เหล่านี้รวมถึงการกำหนดระยะการมองเห็นในการข้ามถนนและระยะการมองเห็นทางข้ามของผู้ขับขี่ แบ่งเป็นประเภททางข้ามถนนที่ปลอดภัยอยู่ 3 ประเภทคือ ทางม้าลาย ทางข้ามที่มีการลดขนาดความกว้างของถนน และทางข้ามที่มีเกาะพักกลางถนน โดยในคู่มือนี้จะมีการอธิบายหลักการออกแบบและก่อสร้างทางข้ามแต่ละประเภทอย่างละเอียด รวมถึงการคำนวณระยะการมองเห็นที่เหมาะสมในการข้ามถนน (Crossing Sight Distance) และระยะการมองเห็นทางข้ามของผู้ขับขี่ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้ถนนสามารถข้ามถนนได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ป้ายเตือนและเครื่องหมายจราจรบริเวณทางข้าม การออกแบบทางลาดก่อนเข้าทางข้าม และการจัดภูมิทัศน์บริเวณทางข้ามด้วย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งานของทางข้ามถนน

ที่มา:หนังสือ “คู่มือการออกแบบทางข้ามที่ปลอดภัย” โดย รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย เรียบเรียงจากงานวิจัยโครงการการพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมด้านวิศวกรรมความปลอดภัยทางถนนในชุมชน  40 หน้า (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) จัดพิมพ์และเผยแพร่โดยศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ สนับสนุนโดย สสส.

(2) ทางแยกชุมชนปลอดภัย

(2) ทางแยกชุมชนปลอดภัย

หนังสือ "ทางแยกชุมชนปลอดภัย" เป็นแหล่งข้อมูลที่นำเสนอความรู้เกี่ยวกับวิศวกรรมจราจร เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับทางแยกในเขตเมืองและชุมชนท้องถิ่น โดยผู้รับผิดชอบถนนและบุคคลทั่วไปสามารถใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงทางแยกเพื่อลดอุบัติเหตุ หนังสือนี้รวบรวมงานวิจัยจากต่างประเทศ และข้อมูลการ

สำรวจทางแยกอันตรายทั่วภูมิภาคเพื่อเสนอข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาอุบัติเหตุและการแก้ไข นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอหลักการออกแบบและการใช้ป้าย/เครื่องหมายจราจรในทางแยกเพื่อเพิ่มความปลอดภัย วิธีการควบคุมทางแยก และการบำรุงรักษาทางแยกให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ โดยมุ่งเน้นในการเพิ่มความเร็วในการตอบสนองต่อสถานการณ์ทางแยกที่มีความเสี่ยงและการลดความชุกในการชนในทางแยกผ่านการปรับปรุงโครงสร้างและประสิทธิผลของแนวทาง/วิธีการต่าง ๆ ที่มีการนำเสนอด้วยรูปภาพทางแยก ทัศนวิสัยและป้าย/เครื่องหมายจราจร เพื่อให้มีการแสดงผลที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย

ที่มา:หนังสือ “ทางแยกชุมชนปลอดภัย” โดย ผศ.ดร.วิชชุดา เสถียรนาม และคณะ (เรียบเรียงจากงานวิจัยโครงการการศึกษาและพัฒนาชุดความรู้ด้านวิศวกรรมจราจรเพื่อความปลอดภัยทางถนนในชุมชนชนบท ระยะที่ 2 สนับสนุนโดย ศวปถ. , มนป., สสส.) พิมพ์ครั้งที่ 1 (2558) 70 หน้า จัดพิมพ์และเผยแพร่โดยกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก        

(3) มาตรการทางด้านวิศวกรรมสำหรับถนนในชุมชน

(3) มาตรการทางด้านวิศวกรรมสำหรับถนนในชุมชน

หนังสือ "มาตรการทางด้านวิศวกรรมสำหรับถนนในชุมชน" เน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางสำคัญในการจัดระบบความปลอดภัยทางถนน โดยเน้นที่การออกแบบระบบรถและถนนให้มีความซับซ้อนน้อยที่สุดเพื่อลดความสูญเสียที่เกิดจากข้อผิดพลาดของคน มาตรการเหล่านี้รวมถึงการลดความเร็วในเขตชุมชนและการปรับปรุงความปลอดภัยสำหรับทางแยกในชุมชน โดยมีการปรับเปลี่ยนลักษณะทางกายภาพของถนน เช่น การก่อสร้างเกาะทางถนนเพื่อเบี่ยงกระแสจราจรและลดความเร็ว การทำเนินสะดุด เนินชะลอความเร็ว วงเวียน และการปรับปรุงเครื่องหมายจราจรบนผิวทาง เพื่อให้ผู้ขับขี่รับรู้และลดความเร็วลง นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างการแก้ไขปัญหาทางแยกอันตรายที่เป็นรูปธรรมในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยที่สูงขึ้นในการใช้ถนนในชุมชน

ที่มา:เอกสาร PPT จัดทำโดยศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย (TARC) สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย , มูลนิธิไทยโรดส์ 21 หน้า (ไม่ระบุปีที่ผลิต)         

2) การตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน

งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนากลไกการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนนสำหรับรถจักรยานยนต์ในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยคณะวิจัยของหน่วยวิจัยความปลอดภัยทางถนน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ในช่วง พ.ศ. 2563-2565 ได้เริ่มต้นโดยการศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่มีหลายปัจจัย เช่น พฤติกรรมของผู้ขับขี่ การใช้ความเร็วเกินกำหนด ความเหนื่อยล้า ความมึนเมา รวมถึงการออกแบบและบำรุงรักษาผิวถนนและสภาพแวดล้อม ในขณะเดียวกัน พบว่าการสร้างกลไกในการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนนสำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ยังมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีการใช้เครื่องมือตรวจสอบอย่างเช่นระบบ Road Safety Audit: RSA ซึ่งยังไม่มีความสำคัญต่อการตรวจสอบความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์อย่างเพียงพอ แต่เครื่องมือ iRAP ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในการตรวจสอบความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์ด้วยการให้คะแนนระดับดาว (Star Rating) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการวิเคราะห์และประเมินความปลอดภัยของถนนและสิ่งก่อสร้างบนถนน การพัฒนากลไกการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนนสำหรับรถจักรยานยนต์เป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ โดยมีการพัฒนาเครื่องมือที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเงื่อนไขของประเทศไทยอย่างเฉพาะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการลดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในอนาคต

การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการใช้ถนนสำหรับรถจักรยานยนต์มีความสำคัญอย่างมาก เพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นบ่อยๆ มีมาตรการหลายรูปแบบที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น

1.มาตรการปรับปรุงความปลอดภัยตามรูปแบบการชน: เช่น การติดตั้งเกาะกลางถนนเพื่อลดความเร็วของรถ จัดทำช่องรอเลี้ยวเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างรถ การเพิ่มความเสียดทานให้กับพื้นผิวถนนเพื่อลดการลื่นไถล การเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเดินทาง และการติดตั้งสัญญาณไฟคนเดินทางเพื่อป้องกันการชนกันระหว่างรถ

2.มาตรการปรับปรุงความปลอดภัยสำหรับรถจักรยานยนต์: เช่น การติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอันตราย เช่น หมวกกันกระแทก การสร้างช่องทางเฉพาะสำหรับรถจักรยานยนต์ เพื่อลดความเสี่ยงจากการชนกับรถอื่น ๆ พื้นที่หยุดรถบริเวณทางแยกเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเปลี่ยนเส้นทาง ฯลฯ

3.แนวทางการจัดการความเร็ว: โดยการจำแนกตามประเภทถนนและประเภทรถ เพื่อให้มีการใช้ถนนอย่างปลอดภัยและเหมาะสมกับเงื่อนไขของถนนและสภาพแวดล้อม

การพัฒนาหลักสูตรอบรมเพื่อยกระดับความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนให้กับนายช่างโยธา/วิศวกรโยธา เป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจและความตระหนักในการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางถนน ซึ่งสามารถเป็นการอบรมเกี่ยวกับการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนน (Road Safety Audit) ในขั้นตอนออกแบบ ระหว่างก่อสร้างและถนนที่เปิดให้บริการแล้ว และการวิเคราะห์และระบุจุดเสี่ยงอันตราย (Black Spot Identification) เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความรู้และเข้าใจในการจัดการความปลอดภัยทางถนนอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการลดอุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา:(1) บทความ “การพัฒนาแนวทางการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนนสำหรับรถจักรยานยนต์” โดย ภูทริยา มีอุส่าห์ บุญพล มีไชโย และ ทวีศักดิ์ แตะกระโทก ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ในการประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธาแห่งชาติ ครั้งที่ 25 เมื่อวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2563 ณ จังหวัดชลบุรี 2) คู่มือการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนนสำหรับรถจักรยานยนต์ฯ โดย ผศ.บุญพล มีไชโย และคณะ หน่วยวิจัยความปลอดภัยทางถนน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (2565) 43 หน้า เรียบเรียงจากงานวิจัยการพัฒนากลไกกลไกการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนนสำหรับรถจักรยานยนต์ในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ อุดรธานี และร้อยเอ็ด 3) Factsheet การพัฒนากลไกการตรวจสอบความปลอดภัยทางถนนสำหรับรถจักรยานยนต์ในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : เชียงใหม่ อุดรธานี ร้อยเอ็ด (2565) 8 หน้า

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ศวปถ.และ สสส.มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการสำรวจความปลอดภัยของถนน เพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ โดยการสำรวจพื้นที่กรณีศึกษาการตั้งจุดตรวจ/จุดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้มีการปรับปรุงและดำเนินการที่เหมาะสมต่อสภาพแวดล้อมและบริบทการเดินทางที่แตกต่างกันของพื้นที่

ในปี 2555 มีการศึกษาพฤติกรรมการตั้งจุดตรวจ/จุดบริการของ อปท. ในพื้นที่ 8 ตำบลของ 3 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น และชัยภูมิ โดยมีการเน้นไปที่ตำบลที่ติดถนนสายหลัก ตำบลที่ห่างจากถนนสายหลัก และตำบลที่ติดกับถนนสายรอง

ผลการสำรวจพบว่า จุดบริการบนถนนสายหลักมีบทบาทในการให้บริการผู้สัญจรไปมาน้อยเนื่องจากอยู่ในสถานที่ที่จอดรถได้ยาก และผู้บริการมักใช้บริการในสถานีบริการน้ำมันมากกว่าเนื่องจากมีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่หลากหลาย ในขณะที่จุดบริการของอปท. ที่อยู่ระหว่างถนนใหญ่กับชุมชนหรือเป็นทางผ่านของชาวบ้านในชุมชน พบว่า ผู้ปฏิบัติงานในจุดตรวจ/จุดบริการมีประสิทธิภาพในการควบคุมดูแลตักเตือนผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงมากกว่าจุดบริการบนถนนสายหลัก

จากการสำรวจพบข้อเสนอ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำการจัดตั้งจุดตรวจให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและให้สถานีตำรวจทั่วประเทศเน้นกวดขันประเด็น “เมาแล้วขับ” ในถนนสายรองและทำงานร่วมกับชุมชน อีกทั้งยังมีการเลือกโมเดลถนนสาย 24 ในพื้นที่ 73 ตำบล 17 อำเภอ 5 จังหวัด โดยมีสำนักงานเครือข่ายองค์กรลดเหล้าเป็นแกนหลักในการจัดกระบวนการกับประชาคม และ ศวปถ.เป็นหลักในการเก็บข้อมูลระดับตำบลเพื่อ

ถอดบทเรียนและประเมินการทำงาน ซึ่งมีการศึกษาการดำเนินงานของ อปท.ในเชิงกระบวนการและผลลัพธ์หลังจากที่มีการปรับกิจกรรมจากเต็นท์สู่เชิงรุกใน 12 ตำบลของ 5 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

การศึกษาและการสำรวจความปลอดภัยของถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ในมุมมองทางการบริหารจัดการอุบัติเหตุทางถนน สามารถสรุปได้ดังนี้

1.การถอดบทเรียนและการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของแต่ละตำบล: การศึกษาการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาการทำงานในอนาคต เช่น การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และการวิเคราะห์ผลเพื่อหาวิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหา

2.การมีส่วนร่วมของหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้อง: การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการทำงานร่วมกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางถนน

3.การจัดกิจกรรมเชิงรุกในช่วงเทศกาลสงกรานต์: การจัดกิจกรรมที่เน้นการสร้างความตระหนักและการศึกษาเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เช่น การแจ้งเตือนเกี่ยวกับอันตรายจากการดื่มสุราขณะขับขี่

4.หลักเกณฑ์การเลือกจุดตั้งจุดตรวจ/จุดบริการ: การกำหนดหลักเกณฑ์ในการเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการตั้งจุดตรวจหรือจุดบริการ เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการและสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ

5.ความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้องต่อบทบาทของคนในชุมชน: การสร้างความเข้าใจและการรับรู้จากผู้ปฏิบัติงานและผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับบทบาทและความสำคัญของการทำงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนน

6.ข้อเสนอแนะเชิงกระบวนการในการทำงานของพื้นที่และอปท.: การนำเสนอแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมในการดำเนินงานของพื้นที่และอปท. เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาพการณ์

7.ข้อเสนอแนะในการสั่งการของส่วนกลาง: การนำเสนอแนวทางการดำเนินงานและการปฏิบัติที่เหมาะสมในระดับส่วนกลาง เพื่อให้มีการสนับสนุนและปรับปรุงการดำเนินงานของพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม

ที่มา:(1) รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการสำรวจพื้นที่กรณีศึกษาการตั้งจุดตรวจ/จุดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ กรณีศึกษา อบต.สวนหม่อน อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น โดย นายคชษิณ สุวิชา ศูนย์ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนภาคอีสาน  (พค.54) 43 หน้า 2) รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการสำรวจพื้นที่กรณีศึกษาการตั้งจุดตรวจ/จุดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ กรณีศึกษา อบต.กะฮาด อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ โดย นายคชษิณ สุวิชา ศูนย์ส่งเสริมสิทธิมนุษยชนภาคอีสาน (พค.54) 40 หน้า 3) รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการสำรวจพื้นที่กรณีศึกษาการตั้งจุดตรวจ/จุดบริการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ กรณีถนนสาย 24 (จากเต็นท์สู่เชิงรุก) โดย ทรงพล  ตุละทา และคณะ (มิย.55)

3) การแก้ไขจุดเสี่ยงจุดอันตราย

-การจัดทำคู่มือแก้ไขจุดเสี่ยงทางถนนในชุมชน (Starter Pack for Road Safety)เป็นกล่องเครื่องมือที่สำคัญในการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน โดยมีความร่วมมือของหลายหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางถนน เช่น ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายความปลอดภัยทางถนน (มนป.) ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. และเพลินพาดี โดยมีจุดเด่นดังนี้:

1.หนังสือคู่มือการแก้ไขจุดเสี่ยง: ภายในคู่มือนี้มีข้อมูลที่สรุปและอธิบายวิธีการแก้ไขจุดเสี่ยงทางถนนในชุมชนอย่างชัดเจน ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจและปฏิบัติตามขั้นตอนได้อย่างถูกต้อง

2.แฟ้มทำงานแก้ไขจุดเสี่ยง: ประกอบด้วย Infographic ภาพรวมขั้นตอนการจัดการและขั้นตอนการทำงานในพื้นที่ตัวอย่าง เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจและปรับใช้ได้ง่ายขึ้น

3.ใบงานสำหรับนำเสนอโครงการ: ช่วยให้ผู้ใช้สามารถนำเสนอแผนโครงการและได้รับความเห็นและคำแนะนำจากผู้เกี่ยวข้องได้อย่างสม่ำเสมอ

4.ใบส่งเรื่องปัญหาที่เกินกำลัง: เป็นช่องทางสำหรับรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นบนถนนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการดำเนินการแก้ไขอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

5.สื่อความรู้ประกอบการจัดการ: มีการให้สื่อความรู้ที่หลากหลาย เช่น DVD-e-learning, หนังสือคู่มือการจัดการจุดเสี่ยงถนนชุมชน, หนังสือคู่มือการจัดการความเร็วในชุมชน ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการเรียนรู้และปฏิบัติตาม

6.การใช้ในการจัดหลักสูตร: เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการจัดการศึกษาและประสานงานในการจัดหลักสูตรการจัดการความปลอดภัยทางถนนในชุมชน ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในชุมชน

ที่มา:(1) กล่องเครื่องมือ คู่มือการแก้ไขจุดเสี่ยงทางถนนในชุมชน copy.pdf 12 หน้า ภาพขั้นตอนการจัดทำแผนการแก้ไขจุดเสี่ยง ตัวอย่างการดำเนินงานพื้นที่การจัดการจุดเสี่ยง และใบงานที่ 1-8  2) การจัดการจุดเสี่ยงในชุมชน: หลักสูตรการจัดการความปลอดภัยทางถนนในชุมชน โดยศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส.

-คู่มือการจัดการจุดเสี่ยงทางถนนในชุมชน ที่มีการสนับสนุนจาก ศวปถ. และ สสส. เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนนในชุมชน ซึ่งมีความสำคัญดังนี้

1.การเล่าถึงปัญหาอุบัติเหตุและความจำเป็นในการจัดการจุดเสี่ยง: คู่มือนี้ช่วยให้ชุมชนเข้าใจถึงความรุนแรงของปัญหาอุบัติเหตุทางถนนและความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในชุมชนของตนเอง

2.ภาพรวมของกระบวนการจัดการจุดเสี่ยงทางถนนในชุมชน: ชุมชนจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการที่เหมาะสมในการจัดการจุดเสี่ยงทางถนน โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน

3.การสำรวจวิเคราะห์และแนวทางการแก้ไขปัญหา: ชุมชนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการสำรวจ วิเคราะห์ และกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในจุดเสี่ยงทางถนนในชุมชนของตน

4.ปัจจัยเงื่อนไขความสำเร็จและปัญหาอุปสรรค: ชุมชนจะได้รับความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการจัดการจุดเสี่ยงทางถนน และปัญหาที่อาจพบระหว่างดำเนินการ

5.เครื่องมือในการจัดการปัญหาอื่นๆ: นอกจากนี้ยังมีการเสนอเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการปัญหาทางถนนอื่นๆ เช่น การปรับปรุงจุดเสี่ยงเป็นวงเวียนสมัยใหม่ การสร้างทางแยกชุมชนปลอดภัย เป็นต้น

6.การดำเนินงานในพื้นที่ต่างๆ: มีการยกตัวอย่างการดำเนินงานที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งช่วยให้ชุมชนได้รับข้อมูลและเรียนรู้จากประสบการณ์ที่มีอยู่และเครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงานได้อย่างละเอียด

ที่มา:หนังสือ “คู่มือการจัดการจุดเสี่ยงทางถนนในชุมชน (ฉบับปรับปรุงใหม่)”โดย ผศ.วิชชุดา เสถียรนาม และคณะ เรียบเรียงข้อมูลจากเอกสารประกอบการฝึกอบรมเรื่อง “ถนนที่ไม่ปลอดภัย” ของ ศ.ดร.ยอดพล ธนาบริบูรณ์ และผลการดำเนินงานในโครงการการศึกษาและพัฒนาคู่มือการสำรวจและวิเคราะห์จุดเสี่ยงเพื่อความปลอดภัยทางถนนอย่างมีส่วนร่วม จังหวัดมหาสารคาม (ปี 2553) และโครงการขยายผลโมเดลการปรับปรุงจุดเสี่ยงอันตรายโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน (ปี 2558) , พิมพ์ครั้งที่ 1 (มิย.59) 168 หน้า จัดพิมพ์และเผยแพร่โดย ศวปถ. และ มนป.

 

เสาหลักที่ 3: การส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่ปลอดภัย

เสาหลักที่ 3: การส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่ปลอดภัย

เน้นความสำคัญของการใช้ยานพาหนะที่มีมาตรฐานและปลอดภัย เนื่องจากปัญหาอุบัติเหตุทางถนนบางส่วนเกิดขึ้นจากการใช้ยานพาหนะที่ไม่ได้มาตรฐาน การดัดแปลงสภาพรถอาจทำให้สมรรถนะและความปลอดภัยของยานพาหนะลดลง ดังนั้น เพื่อลดอุบัติเหตุทางถนน จึงเริ่มทำการสร้างการตรวจสอบและสนับสนุนการใช้ยานพาหนะที่มีมาตรฐานและปลอดภัยมากขึ้นในชุมชน โดยการส่งเสริมให้คนเลือกใช้ยานพาหนะที่มีคุณภาพและปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนในระยะยาวได้โดยมีการพัฒนานโยบายและมาตรการต่างๆ เช่น การส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่มีมาตรฐาน การให้ข้อมูลและความติดตั้งอุปกรณ์เสริมที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย เป็นต้น

1) ระบบการจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย

1) ระบบการจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย

ความสำคัญของ "ระบบการจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย" ไม่ได้มองเพียงเฉพาะด้านยานพาหนะในเชิงวิศวกรรมเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงระบบการจัดการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เนื่องจากมีผลต่อความปลอดภัยและการเตรียมความพร้อมของการรับส่งนักเรียนไปยังและจากโรงเรียนในลักษณะที่สอดคล้องกับมาตรฐานที่กำหนดไว้ ดังนั้น ระบบนี้อาจรวมถึงด้านการวางเส้นทางการจัดส่ง การวางกำหนดการเดินทาง เช่น เวลาที่รถรับส่งนักเรียนมาถึงและออกจากโรงเรียน การจัดที่จอดรถ และการให้บริการของพนักงานขับรถ ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีผลต่อความปลอดภัยและสะดวกสบายของนักเรียนในการเดินทางไปยังและกลับจากโรงเรียน การมีระบบการจัดการที่มีมาตรฐานและปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของนักเรียนในการเดินทางไปยังและกลับจากโรงเรียนได้อย่างมั่นคงและเชื่อถือได้

(1) การศึกษาแนวทางการออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน

(1) การศึกษาแนวทางการออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน มีความสำคัญเนื่องจากปัญหาอุบัติเหตุในรถรับส่งนักเรียน เฉพาะรถกระบะดัดแปลงมีความถี่และรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุมาจากการดัดแปลงรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหลัก โดยมุ่งหน้าไปที่การบรรทุกได้มากและราคาต่ำ รวมถึงขาดการมีอุปกรณ์ป้องกัน รูปแบบการติดตั้งหลังคาและการเชื่อมต่อกับตัวรถที่ไม่แข็งแรงและไม่เป็นไปตามมาตรฐานรถรับส่งนักเรียนตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ดังนั้น การศึกษาแนวทางการออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียนมีการเสนอแนวทางการออกแบบโครงสร้างหลังคาให้มีความแข็งแรงตามมาตรฐานสากล FMVSS 220 และสามารถผลิตได้โดยผู้ประกอบการอู่ต่าง ๆ ได้ โดยที่ต้นทุนการผลิตไม่สูงกว่าราคาหลังคาที่มีอยู่ในท้องตลาด โดยเน้นการเสริมโครงสร้างรองรับแรงกระทำในกรณีที่รถพลิกคว่ำ และมีแผนจะขยายผลการใช้งานด้วยการถ่ายทอดความรู้และมอบแบบเชิงวิศวกรรมของโครงสร้างหลังคาให้กับผู้ประกอบการเดินรถ และอบรมอู่ประกอบหลังคารถต่อไปด้วย ซึ่งมีการนำระบบติดตามรถรับส่งนักเรียนมาใช้งานเพื่อเสริมความปลอดภัยอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อยกระดับการรับส่งนักเรียนให้มีความปลอดภัยในการเดินทางไปยังและกลับจากโรงเรียนอย่างมั่นคงและเชื่อถือได้

การสร้างเครือข่าย "จันทบุรีโมเดล" โดยศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกรมการขนส่งทางบก โรงเรียน กลุ่มผู้ปกครอง และผู้ประกอบการเดินรถ เพื่อเพิ่มมาตรฐานการรับส่งนักเรียนให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในการ

ดำเนินการด้านการออกแบบเชิงวิศวกรรมของโครงสร้างรถรับส่งนักเรียนโดยมีความร่วมมือจาก MTEC และการนำเข้าระบบติดตามรถรับส่งนักเรียนโดย NECTEC เพื่อเสริมความปลอดภัยของการเดินทางของนักเรียน นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะขยายผลการใช้งานโดยการถ่ายทอดความรู้และมอบแบบเชิงวิศวกรรมของโครงสร้างหลังคาที่ประกอบด้วยโครงสร้างหลักและอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆ เช่น ประตูท้าย และบันไดท้าย ให้กับผู้ประกอบการเดินรถ และจัดอบรมให้กับอู่ประกอบหลังคารถต่อไป เพื่อให้การใช้งานรถรับส่งนักเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อนักเรียนในอนาคต

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์ การศึกษาแนวทางการออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน โดย ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ และคณะ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สสวทช. สนับสนุนโดย ศวปถ., มนป. (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) 46 หน้า          

(2) ระบบการจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนที่ปลอดภัย

 (2) ระบบการจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนที่ปลอดภัย

การจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนที่ปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากรถรับส่งนักเรียนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบรถโดยสารประจำทางตามกฎหมายการขนส่งทางบก แต่มีความสำคัญในชุมชนเพราะไม่มีรถโดยสารสาธารณะในพื้นที่ที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักเรียนได้อย่างเพียงพอ การจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนอย่างไม่เพียงพอสามารถเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ เช่น การดัดแปลงรถเพื่อบรรทุกจำนวนนักเรียนเกินความสามารถที่ปลอดภัย ขาดเครื่องมือและหลักประกันในสถานการณ์ฉุกเฉิน และความขาดความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อจำกัดและความไม่เข้าใจที่แตกต่างกัน ดังนั้นการปรับปรุงและจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนที่มีความปลอดภัยเป็นเรื่องจำเป็นที่สุดในการลดอุบัติเหตุทางถนนในชุมชนและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียนในอนาคต

ปี 2560 สสส.และ ศวปถ.ได้ให้การสนับสนุนโครงการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการขับเคลื่อนมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียนในจังหวัดจันทบุรี โดยศึกษาและเปรียบเทียบกับพื้นที่ศึกษาของ 15 จังหวัดใน 5 ภาค และพื้นที่ที่มีการถอดบทเรียนเกี่ยวกับรถรับส่งนักเรียนใน 5 จังหวัด โดยโครงการได้สำรวจและวิเคราะห์สถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุของรถรับส่งนักเรียน เน้นการศึกษาประเภทและลักษณะของรถรับส่งนักเรียนที่แตกต่างกันตามกฎหมาย จากการตรวจสอบพบว่า มีการดัดแปลงรถเพื่อบรรทุกนักเรียนเกินความสามารถ และขาดการบังคับใช้กฎหมายในการจัดการรถรับส่งนักเรียนอย่างเหมาะสม โดยนับเป็นข้อจำกัดในทางปฏิบัติ จึงเสนอแนวคิดการจัดการความปลอดภัยในการขับเคลื่อนรถรับส่งนักเรียนที่มีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย คัดกรองคนขับรถที่มีความรับผิดชอบและมีความรู้ในการขับรถ เพื่อลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียน โดยมีการพัฒนาโมเดลเครือข่ายรถรับส่งนักเรียนที่มีโรงเรียนเป็นจุดจัดการในจังหวัดรวม 7 พื้นที่ที่มีการปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด โครงการนี้เน้นการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องและมีคู่มือ/ชุดความรู้ในการบริหารจัดการทั้งในด้านความปลอดภัยของรถและการดูแลนักเรียน ทำให้มีการบริหารจัดการทั้ง 3 องค์ประกอบที่สำคัญในการลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียน

สสส. และ ศวปถ. ให้การสนับสนุนโครงการถอดบทเรียนเพื่อศึกษาปัจจัยเงื่อนไขที่ส่งผลต่อกระบวนการพัฒนาระบบจัดการความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียน โดยการศึกษาตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย วิธีการขับเคลื่อนงานของภาคีเครือข่าย ซึ่งโครงการนี้เน้นการศึกษาประเภทและลักษณะของรถรับส่งนักเรียนที่แตกต่างกันตามกฎหมาย และเพื่อหาแนวทางการพัฒนาระบบให้เกิดความปลอดภัย โดยศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุของรถรับส่งนักเรียนใน 6 จังหวัดที่เป็นพื้นที่การดำเนินงานของภาคีเครือข่าย คือ จันทบุรี เชียงราย สุรินทร์ พระนครศรีอยุธยา พะเยา และสงขลา โดยการวิเคราะห์และศึกษานี้ช่วยเข้าใจปัญหาและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในการจัดการรถรับส่งนักเรียนอย่างเหมาะสม และนำไปตั้งข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย โดยมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญคือ การกำหนดระเบียบและแนวทางปฏิบัติให้ขนส่งจังหวัดร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา การจัดสรรงบประมาณเพื่อให้มีทางเลือกในการเดินทางไปกลับโรงเรียนที่ปลอดภัย การตั้งอนุกรรมการด้านความปลอดภัยของเด็กและเยาวชน และการจัดทำคู่มือ/ชุดความรู้ในการบริหารจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนที่ปลอดภัย เพื่อให้มีการจัดการรถรับส่งนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สูงสุดในทุกๆ มิติ การวิเคราะห์นี้ช่วยให้เห็นภาพรวมของปัญหาและความต้องการของแต่ละพื้นที่ เพื่อการจัดการรถรับส่งนักเรียนที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยในอนาคต

ปี 2562 ศวปถ. มนป. และ สสส. ให้การสนับสนุนโครงการเพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียนในจังหวัดจันทบุรีในระยะที่ 2 โดยมุ่งเน้นการพัฒนา 3 กลไกหลักของการยกระดับระบบการจัดการมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนในระดับพื้นที่ คือ กลไกโรงเรียน กลไกการบริหารจัดการรถรับ-ส่งนักเรียน และกลไกหน่วยงานภาครัฐระดับอำเภอและระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุนให้เกิด Safe System สำหรับการเดินทางไป-กลับโรงเรียนที่ปลอดภัย โดยมีการเลือกจังหวัดจันทบุรีเป็นพื้นที่นำร่อง เนื่องจากมีโครงการจัดระเบียบรถรับส่งนักเรียนของสำนักงานขนส่งจังหวัด ซึ่งเป็นผลให้กลุ่มผู้ขับรถรับส่งนักเรียน คณะครู และผู้ปกครองมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้รถรับส่งนักเรียนเพิ่มขึ้น รวมถึงมีรูปแบบการให้บริการที่หลากหลาย และมีโมเดลการจัดการ 3 ระดับ ได้แก่ ระดับตัวจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล โดยทำการศึกษาใน 5 อำเภอ (อำเภอเมืองและแหลมสิงห์ มะขาม แก่งหางแมว สอยดาว ท่าใหม่) ที่มีบริบทและระบบการจัดการรถรับส่งนักเรียนแตกต่างกันผลการศึกษาพบว่า กลไกสำคัญในการสร้างระบบการจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย คือ กลไกเครือข่ายรถรับส่งนักเรียนที่ดำเนินการในรูปแบบของคณะกรรมการในระดับอำเภอ รวมทั้งการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องผ่าน ศปถ.จังหวัดเพื่อให้การจัดการรถรับส่งนักเรียนมีความยั่งยืน 

การสังเคราะห์และปรับปรุงชุดความรู้ที่เกี่ยวข้องเรื่องความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียนในระดับพื้นที่ มีดังนี้:

คู่มือจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียน: การสร้างคู่มือนี้เป็นการปรับปรุงและสร้างมาตรฐานที่เป็นเลิศในการดำเนินการทางด้านความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน คู่มือนี้ประกอบไปด้วยเอกสารและแบบฟอร์มต่างๆ เช่น ใบสมัครสมาชิกชมรมรถรับส่งนักเรียน และเครือข่ายรถรับส่งนักเรียน แบบฟอร์มต่างๆ เช่น แบบบันทึกการตรวจสอบรถ และแบบทะเบียนรถโรงเรียน เพื่อให้การดำเนินงานเกี่ยวกับการรับส่งนักเรียนมีความเป็นระเบียบและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

คู่มือการจัดทำมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ประกอบการรถรับส่งนักเรียน: คู่มือนี้เน้นการจัดทำมาตรฐานที่เกี่ยวกับการปฏิบัติของผู้ประกอบการรถรับส่งนักเรียน เพื่อให้มีการรักษาความปลอดภัยทั้งของผู้ขับรถและนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยประกอบด้วยข้อปฏิบัติทั่วไปของผู้ขับรถและผู้ดูแลนักเรียน และมีรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจสอบความพร้อมของรถ การเตรียมความพร้อมของคนขับรถ และข้อปฏิบัติในกรณีที่พบข้อบกพร่องของรถหรือรถเสียระหว่างเดินทาง โดยมุ่งเพื่อให้มั่นใจว่าการให้บริการรถรับส่งนักเรียนจะมีคุณภาพและปลอดภัยตลอดเส้นทางการเดินทาง

• "คู่มือกระบวนการอบรมให้ความรู้รถรับส่งนักเรียนสำหรับเจ้าหน้าที่ขนส่งจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง" มีดังนี้

1.การอบรมเจ้าหน้าที่ขนส่งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: การพัฒนาคู่มือนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ขนส่งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรถรับส่งนักเรียนอย่างเหมาะสม ซึ่งประกอบด้วยหลักสูตรและกิจกรรมต่างๆ เช่น การเรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน วิธีการจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ฯลฯ โดยทำให้พวกเขามีความพร้อมในการทำงานในสถานการณ์ต่างๆ

2.การพัฒนาโครงสร้างและกลไกการจัดการรถรับส่งนักเรียน: การสร้างโครงสร้างและกลไกเหล่านี้เป็นการปรับปรุงและพัฒนาระบบการจัดการรถรับส่งนักเรียน เพื่อให้มีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อนักเรียน โดยการกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการนี้

ที่มา:(1) รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาวิจัยการขับเคลื่อนมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียน โดยนายฉัตรไชย ภู่อารีย์ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านงานขนส่งอิสระ สนับสนุนโดย ศวปถ.และ สสส. (ธค. 2561) 354 หน้า 2) รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการถอดบทเรียนระบบการจัดการรับ-ส่งนักเรียนที่ปลอดภัย โดย นส.เพ็ญนภา พรสุพิกุล และคณะ สนับสนุนโดย ศวปถ. , มนป.และ สสส.(กย.62) 115 หน้า 3) คู่มือการจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนที่ปลอดภัย ฉบับที่ 1 ประกอบการสัมมนาเรื่อง “รถรับ-ส่งนักเรียนกับการเดินทาง (ไป-กลับ) ที่ปลอดภัย” สัมมนาวิชาการระดับชาติเรื่องความปลอดภัยทางถนนครั้งที่ 14 พิมพ์ครั้งที่ 1 (สค. 2562) 63 หน้า 4) รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการขับเคลื่อนมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนจังหวัดจันทบุรี ระยะที่ 2 จำนวน 292 หน้า โดย นส. เพ็ญนภา พรสุพิกุล และคณะ สนับสนุนโดย ศวปถ. ,มนป. และ สสส.  (พค. 2563) และ 5) e-learning 10 ไฟล์

-การศึกษาแนวทางการจัดสรรงบประมาณเพื่อการจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนที่ปลอดภัย มีดังนี้:

1.การรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลด้านกฎหมายและกฎระเบียบ: การศึกษาและสรุปข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียน ทั้งจากต่างประเทศและประเทศไทย เพื่อให้เกิดการเข้าใจอย่างถ่องแท้ในกรอบกฎหมายที่มีผลต่อการจัดการทรัพยากรและงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

2.การสัมภาษณ์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: การสัมภาษณ์หน่วยงานที่ระดับนโยบาย เช่น กระทรวงศึกษาธิการ และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และระดับท้องถิ่น เช่น โรงเรียน ศูนย์ส่งเสริมการศึกษา และเทศบาล ซึ่งช่วยในการเข้าใจข้อจำกัด ความสามารถ และโอกาสในการจัดการรถรับ-ส่งนักเรียน รวมถึงการพิจารณากรณีศึกษาเพื่อค้นหาวิธีการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ

3.การศึกษาแนวทางการจัดสรรงบประมาณ: การศึกษาแนวทางการจัดสรรงบประมาณเพื่อการจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนที่ปลอดภัย โดยการจัดระบบการเผยแพร่แนวทางปฏิบัติและบทเรียนการขับเคลื่อนการบริหารจัดการงบประมาณค่าใช้จ่าย เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นมีความเข้าใจและสามารถนำไปปรับใช้ในการจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยความเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัยและมีมาตรฐานที่เหมาะสม

4.การจัดการงบประมาณและการจัดบริการรถรับ-ส่งนักเรียน: การศึกษากรณีศึกษาเกี่ยวกับการจัดการงบประมาณและการบริหารจัดการรถรับ-ส่งนักเรียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อค้นหาวิธีการที่เหมาะสมในการจัดการทรัพยากรและการบริการให้กับนักเรียนในแต่ละพื้นที่

ที่มา:(1) รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาแนวทางการจัดสรรงบประมาณเพื่อการจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย โดย นายพิสิษฐ์ วงศ์เธียรธนา และนางสาวเพ็ญนภา พรสุพิกุล สนับสนุนโดย  ศวปถ., มนป. และ สสส. (เมษ.62) 68 หน้า และ 2) คู่มือแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดการจราจร กรณีรถรับ-ส่งนักเรียน โดย นายพิสิษฐ์ วงศ์เธียรธนา พิมพ์ครั้งที่ 1 (กค.63) 33 หน้า สนับสนุนโดย  ศวปถ., มนป. และ สสส.)

-ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มีดังนี้:

1.การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียน: ศวปถ. ผลักดันให้เกิดข้อเสนอเพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียน โดยการทำให้กระทรวงศึกษาธิการและกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกำหนดแนวปฏิบัติและมีระบบตรวจสอบเพื่อให้สถานศึกษาดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

2.การดำเนินการแก้ไขปัญหา: ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ลืมเด็ก หน่วยงานที่กำกับดูแล เช่น ฉกชน. และศปถ.จังหวัดจะสอบสวนและประเมินระบบการดูแลว่ามีข้อบกพร่องในจุดใด พร้อมดำเนินการแก้ไขและตรวจสอบการปฏิบัติตามแนวทางที่กำหนด

3.การอบรมและแนวปฏิบัติ: ศปถ.ส่วนกลาง และกรมส่งเสริมการปกครอง

ท้องถิ่น จัดอบรมให้กับครูพี่เลี้ยงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและครูที่มีหน้าที่กำกับดูแลความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและปฏิบัติตามแนวทางในเรื่องนี้

4.การสร้างเครือข่ายภาคีในพื้นที่: ในระยะยาว เสนอให้โรงเรียนสร้างเครือข่ายภาคีในพื้นที่เพื่อให้มีการจัดการความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียนในทุกปัจจัยเสี่ยงตามที่ ศวปถ.ได้รวบรวมข้อมูลไว้ในคู่มือการจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย

ที่มา:ข้อเสนอเพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียน “กรณีลืมเด็กบนรถจนเสียชีวิต” จากผจก. ศวปถ. ถึงผอ.ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน , รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ลงวันที่ 26 สค.2563 

2) มาตรฐานความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะ

(1) มาตรฐานความปลอดภัยรถตู้โดยสารสาธารณะประจำทาง

(1) มาตรฐานความปลอดภัยรถตู้โดยสารสาธารณะประจำทาง มีดังนี้

1.การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของรถตู้โดยสาร: สิ่งสำคัญที่สะท้อนในตำรานี้คือการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของรถตู้โดยสาร โดยการปรับปรุงเงื่อนไขในการดำเนินงานของบริษัท SWP ออโต้เซอร์วิส จำกัด เพื่อเพิ่มคุณภาพและความปลอดภัยในการให้บริการแก่นักเรียน นักศึกษา คณาจารย์และประชาชนทั่วไป

2.การควบคุมการขับขี่: การจำกัดความเร็วด้วย GPS และการติดตั้งระบบความปลอดภัย เช่น เข็มขัดนิรภัย และระบบแจ้งเตือนทันทีหากมีปัญหา เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและรักษาความปลอดภัยในการเดินทาง

3.การตรวจสอบและการบำรุงรักษา: การติดตั้งระบบตรวจสอบสภาพรถและการให้บริการการบำรุงรักษาเพื่อให้รถตู้โดยสารมีสภาพคงทนและปลอดภัยตลอดเวลา

โดยทั้งสามด้านนี้เน้นไปที่การพัฒนาและดำเนินการให้ความปลอดภัยรถตู้โดยสารสาธารณะในระดับที่สูงขึ้น เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนนและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาและนักเรียนในมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา

ที่มา:Factsheet 2 หน้า จัดทำโดย ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน , กระทรวงคมนาคม , กรมการขนส่งทางบก , กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน , สสส. , ศวปถ.        

(2) มาตรฐานด้านความปลอดภัยของรถในระบบรถโดยสารประจำทาง: การกำหนดมาตรฐานการบังคับใช้และการตรวจสอบ

(2) มาตรฐานด้านความปลอดภัยของรถในระบบรถโดยสารประจำทาง: การกำหนดมาตรฐานการบังคับใช้และการตรวจสอบ

สสส. ศวปถ. และ มสช. ได้ให้การสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อทำการเปรียบเทียบมาตรฐานด้านความปลอดภัยของรถโดยสารประจำทางกับต่างประเทศ เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงการกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยการให้บริการรถโดยสารประจำทาง ผลของการศึกษาพบประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.โครงสร้างการประกอบการขนส่ง: มีจำนวนรถโดยสารสะสมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มากกว่าการเพิ่มจำนวนใบอนุญาตประกอบการขนส่งรถโดยสาร ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการประกอบการยังคงสูงอยู่ ซึ่งมีผลกระทบต่อการให้บริการและคุณภาพของบริการ

2.การเกิดอุบัติเหตุ: ยังไม่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุของรถโดยสารประจำทาง และยังไม่สามารถจำแนกการเกิดอุบัติเหตุตามมาตรฐานรถได้อย่างชัดเจน

3.มาตรฐานความปลอดภัยของระบบรถโดยสารประจำทาง: ประเทศไทยนำมาตรฐานของ UNECE เป็นแนวทางในการกำกับดูแลรถโดยสาร เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยของการให้บริการ

4.กลไกการตรวจสอบสภาพความปลอดภัยของรถ: มีกรมการขนส่งทางบกเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบและกำหนดมาตรฐานในการบำรุงรักษารถ ควรพิจารณาความเหมาะสมของการตรวจสอบตามระยะเวลาและพัฒนาการตรวจสอบให้เชื่อมโยงกับสภาพตามคาบเวลา

5.การบริหารจัดการด้านความปลอดภัยของรถ: การจัดการปัจจัยต่างๆ เช่น หลักการจัดการ ผลิตภาพของบุคลากร สมรรถนะของรถ และความสามารถในการบำรุงรักษา จะมีผลต่อคุณภาพและความปลอดภัยของการให้บริการรถโดยสารประจำทาง

เน้นการจัดการและการกำกับดูแลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการให้บริการรถโดยสารประจำทางในประเทศไทย โดยการส่งเสริมมาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบอย่างเชื่อถือได้มีบทบาทสำคัญในการลดอุบัติเหตุและเพิ่มความเชื่อถือในบริการขนส่งสาธารณะในประเทศ

ข้อเสนอเชิงนโยบาย มีดังนี้

1.มาตรฐานของตัวรถ: การสร้างมาตรฐานและกลไกกำกับดูแลผู้ประกอบการที่ต่อเติมตัวถังรถโดยสาร เพื่อให้รถมีความปลอดภัยสูงขึ้น รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือทดสอบและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการติดตามการดำเนินงาน และนโยบายการลดภาษีนำเข้ารถโดยสารใหม่เพื่อส่งเสริมการใช้รถที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูงขึ้น

2.การตรวจสภาพรถ: การนำมาตรฐานความปลอดภัยรถที่เป็นมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้ในการตรวจสภาพรถ เพื่อให้มั่นใจว่ารถมีความปลอดภัยตามมาตรฐาน

3.ความพร้อมของยานพาหนะ: การสร้างความพร้อมในด้านการตรวจสอบสภาพรถขณะให้บริการ การจัดตั้งสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านการขนส่งเพื่อฝึกอบรมเทคนิคต่างๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูแลรถโดยสารอย่างมีประสิทธิภาพ

4.การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง: การสร้างภาคีเครือข่ายด้านความปลอดภัยและมีบทลงโทษชัดเจนตามระดับขั้น เพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

5.ความเชื่อมโยงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: การพัฒนาแอปพลิเคชันในการบันทึกข้อมูลการประกอบการรถโดยสารและการยื่นแผนธุรกิจเพื่อขอใบอนุญาต และการสร้างองค์ความรู้ทางด้านเทคนิคให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน

(3) การพิจารณาความปลอดภัยของรถตู้โดยสาร

(3) การพิจารณาความปลอดภัยของรถตู้โดยสาร

ข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการพิจารณาความปลอดภัยของรถตู้โดยสาร มีดังนี้

1.การเสนอสถิติการเกิดอุบัติเหตุ: การนำเสนอข้อมูลสถิติเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถตู้โดยสาร เพื่อเน้นความสำคัญของการให้บริการที่ปลอดภัยและการรักษาสถานะปลอดภัยให้กับผู้โดยสาร

2.ข้อเสนอแนะสำหรับประชาชน: การเสนอแนวทางและข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตัวของผู้ใช้บริการ เพื่อลดความเสี่ยงในการใช้บริการรถตู้โดยสาร เช่น การเลี่ยงการใช้บริการรถตู้จอดนอกป้ายและการเก็บบัตรโดยสารเป็นหลักฐานเอาผิดกับผู้ประกอบการที่ทำผิดกฎหมาย

3.ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: การเสนอแนวทางการปฏิบัติของรัฐบาลเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของรถตู้โดยสาร โดยเน้นความเข้มงวดในการจดทะเบียนรถและตรวจสอบสภาพรถ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและสนับสนุนเรื่องการเงินให้กับผู้ประกอบการในด้านความปลอดภัย

ที่มา:Factsheet 1 หน้า โดย TDRI , ศวปถ. ,มนป. สสส. (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)         

(4) การประเมินคุณภาพการให้บริการและความปลอดภัยของระบบรถโดยสารสาธารณะ

(4) การประเมินคุณภาพการให้บริการและความปลอดภัยของระบบรถโดยสารสาธารณะ

เป็นงานวิจัยที่มุ่งศึกษาแนวทางการเพิ่มสัดส่วนในการใช้บริการรถโดยสารสาธารณะอย่างยั่งยืน การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานของการให้บริการ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยมีผลการวิจัยที่สำคัญจาก 3 โครงการย่อย ดังนี้

1.การประเมินผลและติดตามผลของนโยบายด้านรถโดยสารสาธารณะ:

¬การกำหนดมาตรฐานและโครงสร้างการประกอบการของรถโดยสารเพื่อเพิ่มความปลอดภัยตามพรบ.การขนส่งทางบก

¬การเข้าร่วมข้อตกลงของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยและการทดสอบรถโดยสาร

¬การปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการขับขี่ เช่น ตรวจจับความเร็วเฉลี่ยและตรวจจับผู้ขับขี่ที่เมา

2.การเข้าถึงระบบรถโดยสารสาธารณะ:

¬การพัฒนาจุดจอดรถประจำทางที่สะดวกและปลอดภัย

¬การออกแบบสถานีขนส่งให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้โดยสารและมีความสามารถในการเข้าถึงที่สูง

3.การมีส่วนร่วมของประชาชน/องค์กร/ท้องถิ่น:

¬การเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรในการกำหนดนโยบายและการให้บริการรถโดยสาร

¬การเริ่มต้นให้บริการรถโดยสารประจำทางจากงบประมาณของท้องถิ่น

การทบทวนนี้ช่วยสร้างแนวทางและแนะนำเชิงนโยบายเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพในการให้บริการรถโดยสารสาธารณะอย่างยั่งยืนและยกระดับความสามารถในการเข้าถึงระบบรถโดยสารสาธารณะอย่างเท่าเทียมสำหรับประชาชนทุกคนในสังคม

ที่มา:รายงานสำหรับผู้บริหารโครงการวิจัยการประเมินคุณภาพการให้บริการและความปลอดภัยของระบบรถโดยสารสาธารณะ  โดย ดร.สุเมธ องกิตติคุณ และคณะ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สนับสนุนโดย ศวปถ. ,มนป. , สสส. (กค. 2559) 21 หน้า       

(5) การส่งเสริมสนับสนุนสิทธิผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ

(5) การส่งเสริมสนับสนุนสิทธิผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ 

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ดำเนิน “โครงการส่งเสริมสนับสนุนสิทธิผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ”  ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2522 ถึงกุมภาพันธ์ 2554 ภายใต้การสนับสนุนจาก สสส.มีผลการประเมินโครงการฯ ดังนี้

1.การเผยแพร่ความรู้และการเพิ่มความเข้าใจในสิทธิของผู้บริโภค: โครงการได้ใช้สื่อต่างๆ เช่น หนังสือ แผ่นพับ คู่มือ เว็บไซต์ และสื่อต่างๆ เพื่อเผยแพร่ความรู้และเพิ่มความเข้าใจในสิทธิของผู้บริโภคผ่านสื่อต่างๆ ทำให้กลุ่มเป้าหมายหลักมีการรับรู้และเข้าใจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความต้องการและอยู่ในชนบทหรือกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำ แต่ยังมีความต้องการให้สื่อเพิ่มเติมเพื่อยกระดับการเผยแพร่และความตระหนักของสังคมอย่างเต็มที่

2.ประสิทธิภาพของช่องทางในการให้ความช่วยเหลือ: โครงการได้สร้างระบบร้องเรียนและระบบการชดเชยเยียวยาที่รวดเร็วและเป็นธรรม ซึ่งมีความพึงพอใจในการรับร้องเรียนและการตัดสินคดี และมีการจัดตั้งศูนย์ทนายความอาสาเพื่อรับทำคดีและกระบวนการทางศาลให้กับผู้เสียหาย เป็นการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคและความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะ

3.การเข้มแข็งของเครือข่ายในการปกป้องสิทธิผู้ใช้บริการ: โครงการได้พัฒนาศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคและศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในภูมิภาค และมีการประสานงานกับหน่วยงานวิชาการและองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการและยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค

4.สัมฤทธิผลของนโยบายและมาตรการในการปรับปรุงระบบบริการ: โครงการมีการสังเคราะห์ความรู้เพื่อใช้ในการปรับปรุงระบบบริการ และมีการพัฒนาข้อเสนอต่อนโยบายความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ และการมีผู้แทนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคอยู่ในคณะกรรมการรับรองมาตรฐานคุณภาพบริการรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งเป็นการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้บริโภคและการให้บริการ

การประเมินผลโครงการนี้ชี้ชัดถึงความสำคัญของการคุ้มครองสิทธิและประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ผู้บริโภคในด้านต่างๆ และเสนอแนวทางการปรับปรุงระบบ

ข้อเสนอแนะ มีดังนี้

1.การพัฒนาคุณภาพของระบบการคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ:

¬เน้นการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการในการพัฒนาระบบ เพื่อสร้างระบบการป้องกันและเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

¬ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในทุกระดับ เช่น การติดตั้งเข็มขัดนิรภัย และพัฒนาระบบบริการในสถานีขนส่ง

¬ผลักดันให้มีการก่อตั้งกองทุนคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเพื่อเสริมสนับสนุนในด้านคุณภาพและความปลอดภัย

¬ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานวิชาการและภาคประชาสังคม เช่น โครงการเครือข่ายลดอุบัติเหตุ เพื่อเสริมความเข้มแข็งของระบบ

2.เสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกการขับเคลื่อนงาน:

¬การสร้างแกนนำและเครือข่ายในภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกการทำงาน

¬การส่งเสริมและสนับสนุนอาสาสมัครในการติดตามและเฝ้าระวัง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่มีความรอบคอบและมีประสิทธิภาพ

ข้อเสนอแนะที่เน้นการมีส่วนร่วมและการเสริมความเข้มแข็งของระบบทั้งในด้านนโยบายและปฏิบัติ เชื่อว่าจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้บริโภคและการให้บริการในระยะยาวได้มากขึ้น และเป็นการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เชื่อถือได้ในระบบการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทยอย่างเชื่อถือได้

ที่มา:รายงานประเมินผลโครงการส่งเสริมสนับสนุนสิทธิผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ โดย นางสุภา ใยเมือง และ ดี.นฤมล ทับจุมพล เสนอต่อ สสส. (พฤษภาคม 2554) 27 หน้า        

(6) การเสริมพลังผู้บริโภคและผู้ประกอบการเพื่อรถโดยสารปลอดภัย

 (6) การเสริมพลังผู้บริโภคและผู้ประกอบการเพื่อรถโดยสารปลอดภัย

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้จัดทำโครงการเสริมพลังผู้บริโภคและผู้ประกอบการเพื่อรถโดยสารปลอดภัย เป็นโครงการที่มีความสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งในด้านความปลอดภัยและการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ โดยมีจุดประสงค์หลัก เพื่อเสริมสร้างบทบาทขององค์กรและเครือข่ายในการคุ้มครองผู้บริโภคในระดับพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการเรียนรู้และการสร้างระบบเฝ้าระวังในหลากหลายรูปแบบ โดยโครงการได้ดำเนินการในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย เช่น ภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตก กลาง และใต้

ผลการประเมินพบว่า โครงการได้สร้างบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและคุ้มครองผู้บริโภค โดยให้บริการ เช่น การรับเรื่องร้องเรียนเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บริการรถโดยสารปลอดภัย การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยเพื่อให้ได้รับการชดเชยเยียวยา และการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่มีผลต่อความปลอดภัยในการใช้บริการรถโดยสาร ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเพื่อเพิ่มค่ารักษาพยาบาลและค่าชดเชยสินไหมในกรณีเกิดอุบัติเหตุ และนโยบายการติดตั้ง GPS ในรถโดยสารสาธารณะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้บริการรถโดยสารในอนาคต

นโยบายในระดับท้องถิ่นเกี่ยวกับมาตรฐานการเช่าเหมารถและการทำสัญญามีความสำคัญอย่างมากในการสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ โดยเฉพาะในเขตอำเภอหรือตำบลที่มีการนำมาตรฐานมาใช้ในการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ตัวอย่างเช่น ในอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ได้ทำการนำพรบ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถมาใช้ในรถทุกคันที่เป็นเจ้าของอยู่ในเขตดังกล่าว หรือในอำเภอตากูก จังหวัดสุรินทร์ ได้พัฒนาชุดความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการเช่าเหมารถโดยสารไม่ประจำทางเพื่อให้รถโดยสารมีความปลอดภัยมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีนโยบายเฉพาะเกี่ยวกับการรับส่งนักเรียนและการเช่าเหมารถทัศนาจรของโรงเรียน โดยผู้ประกอบการมีบทบาทร่วมในการแก้ไขปัญหาและสร้างความปลอดภัยให้กับรถโดยสารอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การมีมาตรฐานและนโยบายที่ชัดเจนในการเช่าเหมารถโดยสาร และการรับส่งนักเรียน จะช่วยให้ผู้ใช้บริการมีความมั่นใจและปลอดภัยในการเดินทางมากยิ่งขึ้นและช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นๆ อีกทั้งยังเสริมสร้างความรับผิดชอบร่วมกันในการรักษาความปลอดภัยของผู้โดยสารรถโดยสารสาธารณะในท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย

ที่มา:รายงานประเมินผลโครงการเสริมพลังผู้บริโภคและผู้ประกอบการเพื่อรถโดยสารปลอดภัย โดย นางสุภา ใยเมือง และคณะ (พค.2559) 169 หน้า       

(7) การสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนเพื่อรถโดยสารสาธารณะปลอดภัย

 (7) การสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนเพื่อรถโดยสารสาธารณะปลอดภัย

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ดำเนิน “โครงการเชื่อมโยงเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนเพื่อรถโดยสารสาธารณะปลอดภัย” มีความสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้บริการรถโดยสารสาธารณะ โครงการนี้ได้ดำเนินการในลักษณะเครือข่ายรวม 7 โครงการย่อย ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค เป็นระยะเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 ถึงมกราคม 2562 โดยมีการประเมินผล ดังนี้

1.ความเข้มแข็งของกลไกองค์กรผู้บริโภค: ส่วนใหญ่ของกลไกองค์กรผู้บริโภคในระดับจังหวัดและภาคได้รับการพัฒนาและมีบทบาทในการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีการเพิ่มความเข้มแข็งในเรื่องของความรู้ทักษะการทำงานของเจ้าหน้าที่ และการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานรถโดยสารสาธารณะปลอดภัย โดยมีกลไกหลายรูปแบบ เช่น การเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการของหน่วยงานภาครัฐ การจัดตั้งคณะทำงานโดยองค์กรผู้บริโภค และการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานรถโดยสารสาธารณะ

2.ประสิทธิภาพของระบบป้องกันและเฝ้าระวัง: มีการระบุปัญหาและการแก้ไขอย่างเหมาะสม เช่น การรับเรื่องร้องเรียนและการแก้ไขปัญหา การเผยแพร่ข้อมูลเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และการสร้างระบบเฝ้าระวังที่เป็นที่ยอมรับ

3.การเข้าถึงระบบชดเชยเยียวยา: มีการยกระดับระบบชดเชยเยียวยาผ่านการฟ้องคดี การเข้าถึงระบบชดเชยเยียวยาโดยมีการแจ้งสิทธิ์แก่ผู้เสียหายและติดตามการเข้าถึงระบบ และการสร้างเครือข่ายทนายอาสาในระดับภูมิภาค

4.ประสิทธิภาพในการผลักดันทางนโยบาย: มีการกำหนดและนำไปสู่การดำเนินการของนโยบายที่ชัดเจน เช่น นโยบายรถรับส่งนักเรียน นโยบายรถโดยสารต้องทำประกันภัยโดยสมัครใจ และการห้ามใช้รถโดยสารสองชั้นในเส้นทางเสี่ยง

5.ความเชื่อมโยงของโครงการในภูมิภาคและส่วนกลาง: มีการเชื่อมโยงและการร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงระบบคุ้มครองรถโดยสารสาธารณะ ผ่านการนำเสนอผลงานเด่นและการรวมกลุ่มผู้เสียหายเพื่อให้เกิดพลังการเปลี่ยนแปลง

ที่มา:รายงานประเมินผลโครงการสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนเพื่อรถโดยสารสาธารณะปลอดภัย โดย นางสุภา ใยเมือง และคณะ (มีค.2562) 215 หน้า      

-TDRI สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย , RMUTP , ศวปถ. , สสส.

¬ศึกษาปัจจัยที่เป็นไปได้เพื่อสนับสนุนการใช้บริการขนส่งสาธารณะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดการใช้รถจักรยานยนต์ในประเทศไทย โดยเฉพาะจุดประสงค์หลักอาจการลดการเสียชีวิตและการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน การลดการปล่อยก๊าซเสียจากยานพาหนะที่มีผลต่อสุขภาพ และการลดการแพร่ระบาดของมลพิษทางอากาศ สำหรับการพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ การเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดัดแปลงสภาพรถเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

ที่มา:Factsheet ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดัดแปลงสภาพรถ (ผลการศึกษาจากโครงการความเข้าใจในสมรรถนะที่เปลี่ยนแปลงจากการดัดแปลงสภาพส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์รถจักรยานยนต์ โดย ผศ.ดร.ทรงวุฒิ มงคลเลิศมณี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร) จัดพิมพ์โดยสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย , RMUTP , ศวปถ. , สสส. (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

¬ศึกษาแนวทางงานวิจัยด้านความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์ โครงการนี้มีความสำคัญอย่างมากเนื่องจากรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยที่สุดในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2545 ถึง 2556 โดยสาเหตุสำคัญมาจากการใช้ความเร็ว เมาสุราขณะขับขี่ ฝ่าฝืนกฎจราจร ขาดความระมัดระวัง และขาดทักษะในการควบคุมขณะเลี้ยวและชะลอความเร็ว โครงการนี้มุ่งเน้นการทบทวนสถานการณ์อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ การทบทวนกฎหมายจราจรที่เกี่ยวข้อง และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดแนวทางและขอบเขตการพัฒนางานวิจัยเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยในการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์

โครงการนี้แบ่งงานวิจัยออกเป็น 3 มาตรการหลักตามลำดับความสำคัญ คือ มาตรการด้านการบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement) ซึ่งเน้นการสร้างความเข้มงวดในการปฏิบัติตามกฎหมายจราจร มาตรการด้านวิศวกรรม (Engineering) ซึ่งเน้นการปรับปรุงโครงสร้างถนนและยานพาหนะเพื่อลดอุบัติเหตุ และมาตรการด้านการให้ความรู้ (Education) ซึ่งเน้นการเพิ่มความรู้และการตระหนักในการใช้ถนนอย่างปลอดภัยของผู้ขับขี่

การแยกการวิจัยตามปัจจัยที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุเป็นพื้นฐานสำคัญ เพื่อให้งานวิจัยมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อการลดอุบัติเหตุของรถจักรยานยนต์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยส่งเสริมให้มีการพัฒนามาตรการป้องกันอุบัติเหตุในทุกด้านอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อลดอุบัติเหตุของรถจักรยานยนต์ให้มีประสิทธิภาพและเฉพาะ

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาแนวทางงานวิจัยด้านความปลอดภัยของรถจักรยานยนต์ โดย ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ภาควิชาวิศวกรรมขนส่ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (ตค. 2558) 110 หน้า 

เสาหลักที่ 4: การส่งเสริมความปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน

เสาหลักที่ 4 การส่งเสริมความปลอดภัยแก่ผู้ใช้รถใช้ถนน เน้นการให้ข้อมูลความรู้ที่หลากหลายและรองรับทั้งเชิงประเด็นและเชิงกลุ่มเป้าหมาย

1) การสร้างความปลอดภัยทางถนนในสถานศึกษา

สสส.ได้ให้การสนับสนุนภาคีเครือข่ายในการสร้างความปลอดภัยทางถนนทั้งในระดับสถานศึกษา ระดับองค์กร และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการจัดการความปลอดภัยทางถนนที่สสส. กำหนดเป็นจุดเน้นของการสนับสนุนภาคีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการทำงานต่อเนื่องในหลายด้าน

1.การสร้างความรู้และเข้าใจ: สสส. ได้ทำการสร้างความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนนในเด็กและเยาวชน โดยการจัดกิจกรรมและโครงการที่เน้นการเรียนรู้และการปฏิบัติจริง เช่น การอบรม การแข่งขัน การสร้างสื่อการเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างวินัยจราจรและสร้างจิตสำนึกให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับการใช้ถนนอย่างปลอดภัย

2.การสนับสนุนต่างๆ: มีการสนับสนุนและพัฒนาสถานที่ศึกษาและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้และปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนน เช่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียน โดยมีการส่งเสริมให้เกิดการ

พัฒนาศูนย์เด็กเล็กต้นแบบ เพื่อความปลอดภัยทางถนน

3.การส่งเสริมความร่วมมือ: มีการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนในการสนับสนุนและการพัฒนากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนน ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการใช้ถนนอย่างปลอดภัยอย่างต่อเนื่องในชุมชนและสังคม

โดยทั้งหมดนี้จะช่วยให้เกิดการฟื้นฟูวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มเป้าหมายของเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นการลดอุบัติเหตุทางถนนและสร้างสังคมที่มีความปลอดภัยในการใช้ถนนอย่างยั่งยืน

-ปี 2554 สสส. และ ศวปถ. ได้ให้การสนับสนุนมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อท้องถิ่นภาคเหนือในการสร้างต้นแบบความปลอดภัยทางถนนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ที่ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง

จังหวัดลำพูน โดยผ่านการสร้างความมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านงานวิจัยท้องถิ่นเชิงปฏิบัติการ ผลลัพธ์จากงานวิจัยนี้ได้รับความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนเรื่องความปลอดภัยทางถนน โดยมีการจัดการจุดเสี่ยงและปรับพฤติกรรมเสี่ยงในการใช้รถใช้ถนนของเด็กและผู้ปกครองอย่างเห็นผล การทำงานนี้มีผลทำให้สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นประโยชน์และปลอดภัยในการใช้ถนนในชุมชนนั้นๆ และมีการแบ่งปันและนำเสนอแนวทางการปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จให้แก่ชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง เป็นการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาและปรับปรุงความปลอดภัยทางถนนในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ที่มา:(1) หนังสือ ปลูกจิตสำนึก “เมล็ดพันธุ์แห่งความปลอดภัยทางถนน” ISBN: 978-616-393-336-2 (พิมพ์ครั้งที่ 1 ธค. 2563)  92 หน้า 2) หนังสือเส้นทางสู่ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน” สังเคราะห์ความรู้โครงการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบในการจัดการความปลอดภัยทางถนนโดยการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน โดย พรทิพภา สุริยะ (บรรณาธิการ)  และคณะทำงานโครงการ สอจร. สนับสนุนโดย  สสส.158 หน้า (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)  3)  หนังสือสรุปผลการดำเนินงานโครงการขยายผลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบเพื่อความปลอดภัยทางถนนโดยการมีส่วนร่วมของ อปท.และชุมชน โดยคณะทำงานโครงการฯ พิมพ์ครั้งที่ 1 (ตุลาคม 2563) 110 หน้า ISBN:978-616-11-4488-3 4) หนังสือ “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบ สู่โรงเรียนปลอดภัยทางถนน”  16 หน้า (ไม่ระบุปีที่ผลิต)  และ  5) Factsheet ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบในการจัดการความปลอดภัยทางถนนโดยการมีส่วนร่วมของอปท.และชุมชน 5 หน้า (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

-ในช่วงปี 2559-2561 สสส. สนับสนุนโครงการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบในการจัดการความปลอดภัยทางถนนและการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนในระยะที่ 1 ในพื้นที่ 4 ภูมิภาค โดยมีการสร้างขึ้นเพื่อเป็นแบบอย่าง (ศพด.ต้นแบบ) จำนวน 30 ศูนย์ใน 16 อปท. และ 8 จังหวัด โดยศูนย์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและปรับปรุงความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน โดยให้การสนับสนุนและเสริมสร้างความร่วมมือในการเรียนรู้และการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนนในชุมชนนั้นๆ ซึ่งเป็นการกระจายแนวคิดและแนวทางการจัดการความปลอดภัยทางถนนไปยังพื้นที่ต่างๆ ในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยในการใช้ถนนและส่งเสริมพฤติกรรมการใช้ถนนที่เหมาะสมในชุมชนที่มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบนั้นๆ ในระยะยาว

-ในช่วงปี 2562-2563 สสส.ได้ทำการขยายผลของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสู่โรงเรียนเพื่อความปลอดภัยทางถนนในระยะที่ 2 โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบที่มีอยู่ใน 16 อปท. ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นตัวอย่างในการขยายผลการพัฒนาให้ครอบคลุมทั้ง 8 จังหวัด โดยเน้นการพัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพครูและทีมงานอปท. ซึ่งมุ่งเพื่อปลูกฝังวินัยจราจรและจิตสำนึกทางถนนให้แก่เด็กเล็ก นอกจากนี้ยังเน้นการสร้างกลไกร่วมกันในการขับเคลื่อนงานต่อไป และพัฒนาผลลัพธ์ของการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบสู่โรงเรียนเพื่อความปลอดภัยทางถนน โดยมีการดำเนินการในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 17 แห่งในโรงเรียน 8 แห่ง รวมทั้งหมด 25 แห่งจาก 4 ภูมิภาค โดยมีการจัดทำสรุปผลการดำเนินงานโครงการอย่างละเอียดตามภูมิภาคและจังหวัดที่เกี่ยวข้อง โครงการมีกรอบแนวคิดทำงานที่เน้นกลไกกลางและกลไกในระดับภูมิภาคเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมีประสิทธิผลและยั่งยืน

มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อท้องถิ่น ได้พัฒนาหลักสูตร "การพัฒนาศักยภาพครู ศพด. และทีมงาน อปท. เพื่อสร้าง ศพด.ต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน" ซึ่งระบบการฝึกอบรมนี้มุ่งเน้นให้ครู ศพด. และทีมงาน อปท. มีความรู้และทักษะในการสอนและส่งเสริมความปลอดภัยทางถนนให้แก่เด็กและเยาวชน โดยมีเนื้อหาและเครื่องมือที่จำเป็น เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน วิธีการสอนที่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชน เทคนิคในการสร้างและดูแลสภาพอากาศ การทดลองเชิงปฏิบัติการในการใช้ถนน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สร้างความสนุกสนานและได้ผล เป็นต้น โดยมีการจัดกิจกรรมที่ตระหนักถึงความปลอดภัยในการเดินทางและการใช้ถนน เช่น การสร้างแผนการเรียนรู้ที่ใช้หลักการสนับสนุนความปลอดภัยทางถนน การจัดกิจกรรมฝึกทักษะการเดินทางที่ปลอดภัย และการให้คำแนะนำในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความปลอดภัยทางถนนในท้องถิ่น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ การเพิ่มขึ้นของความตระหนักรู้และทักษะทางถนนของเด็กและเยาวชนที่เป็นผลมาจากการฝึกอบรมดังกล่าว การพัฒนานี้เป็นการลดอุบัติเหตุทางถนนในชุมชนและส่งผลดีต่อความปลอดภัยทางถนนโดยรวมในสังคม

ผลการดำเนินงานโครงการระยะที่ 1 และ 2 ทำให้เกิดทีมดำเนินงานที่มีความใหญ่ขึ้น โดยรวมประกอบด้วยคณะทำงานโครงการ 20 คน ที่ปรึกษา 5 คน และผู้เข้าร่วมโครงการที่ประกอบด้วยทีมนักวิจัย แกนนำครู แกนนำผู้ปกครอง แกนนำชุมชน อปท. ภาคี เด็กเล็กและเด็กนักเรียน รวมทั้งสิ้นเกือบหมื่นคน โดยทำให้เกิดศพด.ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ 8 แห่งและโรงเรียนต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน 8 แห่ง ที่เป็นแบบอย่างในการศึกษาดูงานของสถานศึกษาอื่นๆ

ผลลัพธ์อื่นๆ ที่เกิดขึ้นรวมถึงการเพิ่มความตระหนักรู้และทักษะทางถนนของเด็กและเยาวชน การจัดการจุดเสี่ยงร่วมกันระหว่างครู ผู้ปกครอง และชุมชน การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างมีส่วนร่วม การทำข้อตกลงร่วมกัน เช่น การสวมหมวกนิรภัย การจัดจุดจอดรถ การสร้างสภาพแวดล้อมด้านกายภาพให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ และปรับพฤติกรรมในการขับขี่รถ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานอื่นๆ เช่น การนำเรื่องการสร้างความปลอดภัยทางถนนเข้าเป็นวาระ/เทศบัญญัติของท้องถิ่น ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ส่งผลให้มีการลดอุบัติเหตุทางถนนในชุมชนและส่งผลดีต่อความปลอดภัยทางถนนโดยรวมในสังคมได้อย่างชัดเจนและยั่งยืน

เมื่อปี 2555 สสส.ให้การสนับสนุนโครงการประเมินและพัฒนากลุ่มโครงการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัดของสอจร.ภาคเหนือ ได้นำเสนอกิจกรรมอวดคารมระดับมัธยม-อุดมศึกษา ภายใต้โครงการนวัตกรรมรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรในโรงเรียนและสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดตาก โดยใช้เทคนิคการถอดบทเรียนแบบเล่าเรื่อง (Story Telling) แก่ครูอาจารย์ นักเรียนนักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนรวม 29 คน

กิจกรรมนี้ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

1.การสร้างบรรยากาศในการถอดบทเรียน

2.การกำหนดกติกาในการถอดบทเรียน (เป้าหมาย วิธีการ บทบาทหน้าที่ของผู้ร่วมถอดบทเรียน)

3.การจัดกิจกรรมอุ่นเครื่อง

4.การเข้าสู่ประเด็นสำคัญ

5.การสรุปผลการถอดบทเรียน

ผลลัพธ์ที่ได้รับจากกิจกรรมนี้รวมถึงการเพิ่มความตระหนักรู้และทักษะทางถนนของเด็กและเยาวชน โดยสำคัญอยู่ที่การนำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจผ่านกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนานและแสดงให้เห็นถึงสาระสำคัญ เช่น การเรียนรู้ผ่านการเล่น การทำให้ซึมซับและติดเป็นนิสัย เมื่อแสดงได้ก็ต้องนำไปปฏิบัติได้ อีกทั้งยังมีการสร้างกระบวนการและเงื่อนไขความสำเร็จโดยการหาแนวร่วม รวมถึงการพิจารณากิจกรรมหรือมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมความยั่งยืนของพฤติกรรมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของนักเรียนนักศึกษาในอนาคต

ที่มา:หนังสือ “จากเล่น สู่เรียนรู้ปลูกจิตสำนึกความปลอดภัยทางถนน”  โดย ดร.ดนุลดา จามจุรี และคณะ (สนับสนุนโดย สสส.) ISBN 978-616-7790-27-5  (พิมพ์ครั้งที่ 1 , 2556) 58 หน้า

-ศวปถ. ได้ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ในการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อความปลอดภัยทางถนนสำหรับเด็กทุกคน เป็นการทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางถนนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ชุดกิจกรรมถนนปลอดภัยเป็นเครื่องมือหลัก เพื่อสร้างความเข้าใจในการลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง การฝึกสังเกตและมีส่วนร่วมในการจัดการความปลอดภัยทางถนน

ผ่านกิจกรรมนี้เด็กและเยาวชนได้รับการเสริมสร้างทักษะชีวิตในด้านความปลอดภัยทางถนน และต้องเรียนรู้การใช้ถนนอย่างปลอดภัยในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น การฝึกปฏิบัติการความเสี่ยงในการใช้ถนนร่วมกับผู้อื่น และการพัฒนาเครือข่ายถนนปลอดภัยที่มีความเป็นพลเมือง

กระบวนการเรียนรู้นี้มีการจัดทีมเป้าหมายที่สอดคล้องกับเยาวชนระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา โดยมีการโค้ชจากพี่เลี้ยงเยาวชน โดยมีขั้นตอนการเรียนรู้ทั้งหมด 5 ขั้นตอน คือ

1.การให้กลุ่มเยาวชนรับรู้เหตุการณ์ใช้ถนนเช่นเดียวกันในชีวิตจริง

2.การให้กลุ่มเยาวชนรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของตนผ่านเหตุการณ์การใช้ถนน

3.การฝึกปฏิบัติประมาณการความเสียหายทุกฝ่ายทุกด้าน

4.การฝึกปฏิบัติวิเคราะห์เหตุปัจจัยรอบด้านและกำหนดแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด

5.การนำเสนอข้อเสนอที่จะปฏิบัติ

โดยทั้งหมดนี้มุ่งเน้นการสร้างสถานการณ์ที่เด็กและเยาวชนได้ฝึกฝนทักษะและเครียดการใช้ถนนอย่างปลอดภัยและมีส่วนร่วมในการจัดการความปลอดภัยทางถนนอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา:Factsheet 2 แผ่น (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ได้ดำเนินโครงการศึกษาและพัฒนาแนวทางการสร้างเสริมความปลอดภัยในการเดินทางสำหรับเด็กนักเรียน โดยโครงการนี้มุ่งเน้นการศึกษาวิเคราะห์และพัฒนาให้เกิดระบบการเรียนรู้และการจัดการที่เชื่อมโยงกับการเสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคณะทำงานส่วนกลาง/ระดับพื้นที่ และโรงเรียนตัวอย่างในทุกภูมิภาค โดยมีโรงเรียนตัวอย่างจากทั่วประเทศ ได้แก่

1.โรงเรียนสันป่าตอง (สุวรรณราษฎร์วิทยาคาร) จังหวัดเชียงใหม่

2.โรงเรียนบ้านคูขาด (สถิตอุปถัมภ์) จังหวัดขอนแก่น

3.โรงเรียนวัดตโปทาราม จังหวัดชลบุรี

4.โรงเรียนวัดบ่อแดง (จอกประชานุกูล) จังหวัดสงขลา

โดยการศึกษาวิธีการเดินทางของนักเรียน การจัดการเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยในแต่ละระดับชั้นทั้งหลักสูตรการเรียนการสอน และการจัดกิจกรรมเสริม เช่น เชิญตำรวจมาให้ความรู้ อาสาจราจร ทำป้ายรณรงค์ ฯลฯ เป็นที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจและทักษะในการใช้ถนนอย่างปลอดภัยให้กับนักเรียน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ประกอบด้วย ปัจจัยความสำเร็จและปัญหาอุปสรรคจากการดำเนินงาน โดยที่แนวทางการสร้างเสริมความปลอดภัยในการเดินทางสำหรับนักเรียนขึ้นอยู่กับ

1.พื้นฐานที่โรงเรียนพึงมี ทั้งการสนับสนุนจากผู้บริหาร โรงเรียนมีระบบบริหารจัดการที่ดี คณะครูมีการทำงานเป็นทีมและมีศักยภาพในการออกแบบหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละชั้น

2.การสร้างเสริมความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียนที่เชื่อมโยงกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยมีการคัดกรองนักเรียนจำแนกเป็นกลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มมีปัญหา เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในการเดินทางของนักเรียน

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาและพัฒนาแนวทางการสร้างเสริมความปลอดภัยในการเดินทางสำหรับเด็กนักเรียน โดย นางทองไพรำ ปุ้ยตระกูล มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก สนับสนุนโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (ตค. 56) 83 หน้า

-กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำคู่มือผู้จัดการเรียนรู้ "ทักษะคิด การเอาชีวิตรอดภัยบนท้องถนน" สำหรับเด็กและเยาวชนอายุ 13-19 ปี ภายใต้โครงการ Thailand Safe Youth ZTSY program เพื่อสนับสนุนผู้อำนวยเรียนรู้ในสถานศึกษาในการเรียนรู้ที่ง่ายขึ้น โดยใช้ประสบการณ์ใน 5 ขั้นตอน (ให้ประสบการณ์ ให้กระบวนการ ให้หลักเกณฑ์ ให้สร้างหนทางปฏิบัติใหม่ และให้นำไปใช้) เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีทัศนคติและทักษะคิดในการเอาชีวิตรอดจากภัยบนท้องถนน ลดการตายและวางรากฐานวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน     ฐานการเรียนรู้ประกอบด้วย 6 ฐาน ได้แก่

1.การจัดการความเสี่ยงในการใช้รถใช้ถนนเบื้องต้น

2.สมรรถนะ ขีดจำกัดและการประมวลผลของมนุษย์

3.ความตระหนักรู้ในสถานการณ์

4.การตัดสินใจ 3 รูปแบบ (การตัดสินใจโดยใช้ความรู้เป็นพื้นฐาน โดยใช้กฎเป็นพื้นฐาน และโดยใช้ทักษะเป็นพื้นฐาน)

5.ทัศนคติอันตราย 5 รูปแบบ (กฎเกณฑ์ไม่อาทร รีบร้อนลุกลน คิดว่าตัวเองดวงดี ฮีโร่คือตัวข้า ตายดีกว่าไม่สู้)

6.การจัดการความเครียด/ความเหนื่อยล้า

คู่มือนี้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะและความเข้าใจในการเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนให้กับเยาวชนและเด็กโดยเฉพาะในช่วงอายุที่มีความเสี่ยงสูง และมีศักยภาพในการลดการบาดเจ็บและการเสียชีวิตในอนาคต

ที่มา:หนังสือคู่มือผู้จัดการเรียนรู้ “ทักษะคิด การเอาชีวิตรอดภัยบนท้องถนน” สำหรับเด็กและเยาวชนฯ โดย ดร.ปัญณ์ จันทร์พาณิชย์ และคณะ กองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข28 หน้า พิมพ์ครั้งที่ 1 สิงหาคม 2564

-กรมควบคุมโรค ได้จัดทำ “รายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย” ในรูปแบบ Infographic เน้นเชื่อมโยงกับคู่มือผู้จัดการเรียนรู้ฯ มีเนื้อหาสาระที่สำคัญดังนี้

(1) สรุปปฏิญญาทางการเมืองจากการประชุม High-level Meeting on Improving Global Road Safety 18 ข้อ และแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน (พ.ศ.2565-2570)

(2) ข้อมูลการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน (พ.ศ.2560-2564)

(3) จำนวนรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนทั่วประเทศและที่จดทะเบียนใหม่ อัตราการบาดเจ็บที่ศีรษะกับอัตราการสวมหมวกนิรภัย (พ.ศ.2561-2565)

(4) จำนวนผู้ฝ่าฝืน/ทำผิดกฎจราจร (จากระบบใบสั่งจราจรออนไลน์ : PTM) ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (2564-2565)

(5) การใช้ที่นั่งนิรภัย (Car Seat) ปลอดภัยสำหรับเด็ก (พ.ศ.2560-2564)

(6) หลักเกณฑ์การตัดแต้มผู้ขับขี่ที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2566

(7) Update กฎหมายความเร็ว ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราความเร็ว (กิโลเมตรต่อชั่วโมง) สำหรับการขับรถในทางเดินรถ พ.ศ.2564

(8) เกณฑ์การสอบสวนการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

(9) สาเหตุการสูญเสียอนาคตของชาติ (เด็กและเยาวชน) จากอุบัติเหตุทางถนน

รายงานนี้เน้นการสื่อสารข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยอย่างชัดเจนผ่านทางภาพ Infographic เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและการตระหนักรู้ในประชาชน และยังเชื่อมโยงกับการจัดการเรียนรู้ฯ เพื่อสร้างการเรียนรู้และการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนนให้กับเด็กและเยาวชนผ่านโครงการ TSY Program "ทักษะคิด การเอาชีวิตรอดภัยบนท้องถนน" ที่มีกิจกรรมและหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับฐานการเรียนรู้ที่ระบุไว้ในรายงาน

ที่มา:ไฟล์รายงานสถานการณ์ปี 66 กรมควบคุมโรค.pdf จำนวน 55 หน้า

-โครงการที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร ได้จัดทำเป็นการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเชิงระบบและนวัตกรรมในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน มีจุดเน้นการตรวจ จับ ปรับ ลด เสริมสร้างวินัยจราจร เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนในพื้นที่มหาวิทยาลัยและ 18 ชุมชน โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ ระดับอุดมศึกษาและมัธยมศึกษา ซึ่งเป็นการสร้างวัฒนธรรมการใช้รถใช้ถนนที่ถูกต้อง จิตสำนึกในการปรับพฤติกรรมการขับขี่ การสวมหมวกนิรภัย และการคาดเข็มขัดนิรภัยให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป โดยมีกิจกรรมหลากหลาย เช่น การทำป้ายประชาสัมพันธ์ การตั้งคณะกรรมการความปลอดภัยทางถนนของสถาบันการศึกษาเครือข่าย การกำหนดมาตรการตรวจ จับ ปรับ ลด การสวมหมวกนิรภัย 100% ให้กับหน่วย รปภ. ชมรม นศท. องค์กรนิสิตร่วมจัดตั้งด่านตรวจทางเข้า-ออก ประตู และบริเวณจุดเสี่ยง การสร้างโปรแกรมช่วยสืบค้นข้อมูลได้ทันสมัยรวดเร็วเป็นระบบบันทึกข้อมูล "ระบบกวดขันวินัยจราจร" และการจัดอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้กระทำผิดไม่สวมหมวกนิรภัยและผู้กระทำผิดกฎจราจร ฯลฯ โดยเน้นการทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรับผิดชอบและมีส่วนร่วมในการเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ถนนในชุมชนและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ดังกล่าว

ที่มา:PPT โครงการ “ขยายผลมาตรการความปลอดภัยทางถนน” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร สู่เครือข่ายสถาบันการศึกษาในจังหวัดสกลนคร 25 หน้า (ไม่ระบุปี)

-มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้จัดทำโครงการกระบวนการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนของนักศึกษาและชุมชนรอบมหาวิทยาลัย ตั้งอยู่บนถนนสายหลักของการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร มีรถบรรทุกและรถพ่วงจำนวนมาก และมีพฤติกรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ของนักศึกษาที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดอุบัติเหตุ โดยโครงการมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาและพัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนในชุมชนรอบมหาวิทยาลัย โดยมีข้อสำคัญดังนี้

1.การสร้างกลไกขับเคลื่อนงานระดับโครงการ โดยรวมกับกลไกกลางและระดับพื้นที่ เพื่อให้ผู้ที่มีจิตอาสาและต้องการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุเข้ามาร่วมมือกัน เช่น ผู้นำชุมชน นักวิชาการ นักศึกษา และชาวบ้าน รวมถึงตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2.การดำเนินโครงการย่อย 4 โครงการ เพื่อแก้ไขปัญหาทางถนนอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน นักศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรวมถึงการใช้มาตรการทางสังคมควบคู่ไปกับมาตรการทางกฎหมาย

3.การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการจัดกิจกรรม โดยมีความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และ อปท. ในการสนับสนุนเครื่องมือต่างๆ เช่น หมวกนิรภัย และป้ายโฆษณา

โครงการนี้เน้นการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นในชุมชนรอบมหาวิทยาลัย และมุ่งสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการใช้ถนนในชุมชน โดยการผสมผสานการทำงานระดับกลางและระดับพื้นที่ พร้อมทั้งการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้โครงการมีผลสังคมและสร้างความปลอดภัยในการใช้ถนนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เครื่องมือและวิธีการที่หลากหลายในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในชุมชนและสถาบันการศึกษาในพื้นที่ดังกล่าว

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการกระบวนการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนของนักศึกษาและชุมชนรอบมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ระยะที่ 1 โดย กาญจนา ทองทั่ว และคณะ สนับสนุนโดย ศวปถ. , สสส. (เมย.2555) 152 หน้า

2) การสร้างความปลอดภัยทางถนนในองค์กร/สถานที่ทำงาน

สสส.ให้การสนับสนุนภาคีเครือข่ายหลักคือ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) และแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) เพื่อส่งเสริม "มาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนน" ในหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาคเอกชน ภาครัฐ และท้องถิ่น เพื่อลดและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน กลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ และรถกระบะ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญตามรายงานการจัดอันดับความปลอดภัยทางถนนของโลก ปี 2561 จากองค์การอนามัยโลก โดยมุ่งสร้างความตระหนักและเชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้มีการดำเนินงานร่วมกันในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีประสิทธิภาพในระดับภูมิภาค ภาคเครือข่าย และระดับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ด้วยการสนับสนุนและสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และท้องถิ่น เพื่อให้มีการออกแบบและดำเนินการมาตรการที่เหมาะสมในการลดความเสี่ยงและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

-ศวปถ. ได้จัดทำหนังสือ “แนวคิดและบทเรียนของมาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนน” ซึ่งมีความสำคัญในการตั้งกฎระเบียบและข้อบังคับในการดูแลบุคลากรในองค์กรเพื่อให้มีการใช้ยานพาหนะทุกประเภทในการเดินทางอย่างปลอดภัย รวมถึงการจัดทำระบบมาตรฐานความปลอดภัยทางถนนที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กร เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนน โดยเน้นการวิเคราะห์รากของปัญหาเพื่อจัดทำมาตรการและระบบที่เหมาะสม ภายในหนังสือยังนำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้หลัก Occupational Health Safety (OHS) , Haddon Matrix , และ The UK Health and Safety Executive Guidance จากประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เกิดการสร้างโปรแกรมฝึกอบรมและให้คำแนะนำเพื่อแก้ไขพฤติกรรม สร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัย และตรวจสุขภาพตาให้พนักงานขับขี่ นอกจากนี้ยังมีการยกตัวอย่างการทำกิจกรรมและผลการดำเนินงานของสถานประกอบการในประเทศไทย 5 แห่ง เช่น บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ทำโครงการคนขับคนซ้อนปลอดภัย สวมหมวกนิรภัย 100% และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ทำโครงการขับขี่ปลอดภัย รักวินัยจราจรกับ ปตท. โครงการเหล่านี้เป็นตัวอย่างการใช้เครื่องมือและหลักการที่ประสบความสำเร็จในการสร้างความปลอดภัยทางถนนในสถานประกอบการในประเทศไทย

-ศวปถ.ได้สรุปภาพรวมบทเรียนจากมาตรการองค์กรของสถานประกอบการ และเสนอ 7 แนวทางสู่ความสำเร็จ ซึ่งเน้นการทำงานร่วมกับกลุ่มเป้าหมายหลัก เช่น จป. เจ้าของสถานประกอบการและกลุ่มพนักงาน โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับระเบียบความปลอดภัยทั้งในและนอกสถานประกอบการเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระยะยาว นอกจากนี้ยังรวบรวมข้อมูลหลักฐานต่างๆ ในรูปแบบฐานข้อมูล เพื่อทำการเปรียบเทียบก่อนหลังเพื่อวิเคราะห์ปัญหาอุปสรรค เพื่อให้การกำหนดมาตรการเป็นรูปธรรมและประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเน้นให้ผู้บริหารมองทั้งบุคคล สังคม และสิ่งแวดล้อมในการกำหนดมาตรการ โดยเช่นการให้รางวัลพนักงานที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้มาตรการเป็นรูปธรรมและประสบความสำเร็จอย่างเต็มที่ในองค์กร

ที่มา:หนังสือแนวคิดและบทเรียนมาตรการองค์กร ศวปถ.pdf  โดย ศวปถ. มนป. สนับสนุนโดย สสส. (มีค.2561) 64 หน้า

-สอจร. ภายใต้การสนับสนุนจาก สสส.ได้ดำเนินงาน มาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนนในหน่วยงานต่างๆ ภายใต้การสนับสนุนจาก สอจร. เริ่มตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โดยมีองค์กรที่เข้าร่วมดำเนินการกับ สอจร. จำนวน 845 องค์กร ซึ่งมีการนำนโยบาย แนวคิด และกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้ เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการจัดการความเสี่ยงต่างๆ เช่น การใช้ยานพาหนะ การเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์/รถยนต์ของพนักงาน การโดยสารรถรับ-ส่งพนักงาน การดัดแปลงสภาพรถรับ-ส่งพนักงาน เป็นต้น มีมาตรการองค์กรที่สำคัญ เช่น การใกล้ไกลขี่รถจักรยานยนต์ต้องเปิดไฟ ใส่หมวก ดื่มไม่ขับเด็ดขาด ขับรถคาดเข็มขัดนิรภัย และการติดตั้ง GPS ในรถ สำหรับการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงของพนักงานขับรถ เป็นต้น ทั้งนี้ การตรวจสอบความปลอดภัยของยานพาหนะ และควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงของพนักงานขับรถ มีการดำเนินการอย่างเคร่งครัดโดยเฉพาะองค์กรประเภทธุรกิจขนส่งสินค้าที่เป็นอันตราย และผลการดำเนินงานพบว่า ครึ่งหนึ่งขององค์กรที่เข้าร่วมมีผู้สวมหมวกนิรภัยครบ 100% และมีการตรวจสอบความปลอดภัยของยานพาหนะอย่างเคร่งครัด ดังนั้น การดำเนินการมาตรการองค์กรในสถานประกอบการเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนในองค์กรและชุมชนในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้

-คณะทำงาน สอจร. ได้สรุปถอดบทเรียนเกี่ยวกับการสร้างมาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนนเป็น 2 ชุด/เล่ม โดยรวมประสบการณ์การดำเนินงานมาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนนขององค์กรที่ได้รับทุนจาก สอจร. โดยให้เห็นถึงแนวคิด กลยุทธ์ และวิธีการทำงานของคณะทำงาน สอจร. ที่นำไปใช้ในการขับเคลื่อนงานร่วมกับองค์กรต่างๆ ภายใต้ความสัมพันธ์ของ 2 กลุ่ม โดยมีการกำหนด Framework การขับเคลื่อนมาตรการองค์กรของภาคีแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และสถานศึกษา: จะใช้กลไกตามโครงสร้าง ศวปถ. ทั้ง 3 ระดับ เพื่อสร้างมาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนนในองค์กรของพวกเขา

2.กลุ่มหน่วยงานภาคเอกชน และสถานประกอบการ นิคมอุตสาหกรรมที่มีบทบาทในการดูแลความปลอดภัยของพนักงานทั้งในและนอกงาน: จะใช้เครื่องมือและกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการสร้างและดำเนินการมาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนนในองค์กรของพวกเขา โดยให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของพนักงานที่เดินทางหรือใช้ยานพาหนะในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้ เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบและควบคุมการขับขี่อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยในพื้นที่ที่จำเป็น เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด และ GPS ในรถ และการส่งเสริมให้พนักงานสวมหมวกนิรภัย 100%

การดำเนินงานเพื่อความปลอดภัยทางถนนในองค์กรได้ใช้แนวคิดและกลยุทธ์หลากหลายที่สำคัญ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงให้มีผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ดังนี้

1.การสร้างกระบวนการตามกลไกของ ศาสตร์รับรู้ถึงสิทธิ (The OTTAWA Charter) โดยเน้นการสร้างนโยบายสุขภาพ สร้างสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนสุขภาพ และพัฒนาทักษะส่วนบุคคลเพื่อสร้างพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพ

2.แนวคิดในการสร้างการมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐ

3.แนวคิด "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ซึ่งเน้นการสร้างความรู้ การเคลื่อนไหวทางสังคม และอำนาจรัฐ/อำนาจการเมือง

4.ทฤษฎี INN (Individual-Node-Network) ในการสร้างเครือข่าย

5.หลักการดำเนินงาน PDCA (Plan-Do-Check-Act)

6.การใช้ทฤษฎี Maslow เพื่อสร้างแรงจูงใจให้พนักงานมีพฤติกรรมเสี่ยงลดลง และเข้าใจบริบทและเกิดความรับผิดชอบในเรื่องความปลอดภัย

7.แนวทางการดำเนินงานของ สอจร. บนหลักการ 5 ส 5 ช รวมถึงนโยบายที่เข้ามาเสริมหนุน เช่น นโยบาย Safety Thailand และมาตรฐาน ISO 39001

การดำเนินงานดังกล่าวได้เน้นใช้เทคนิคและเครื่องมือที่หลากหลาย เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพที่สูง และได้ผลลัพธ์ที่ดีในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนและสร้างสภาวะที่ปลอดภัยในการใช้ถนนในองค์กร การสร้างการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างองค์กรช่วยส่งเสริมการพัฒนาและปรับปรุงของมาตรการองค์กรให้เป็นไปตามที่ต้องการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในระยะยาว

คณะทำงาน สอจร. ได้นำเสนอตัวอย่างองค์กรที่ประสบความสำเร็จเป็นรูปธรรมในด้านความปลอดภัยทางถนน โดยมีสองชุดของตัวอย่างดังนี้:

1.การถอดบทเรียนผลการดำเนินงานโครงการสานพลังมาตรการองค์กร โดยแบ่งเป็น 40 องค์กร จำแนกตามภูมิภาคและประเภทองค์กรต่าง ๆ ซึ่งสำรวจและจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ บริบทพื้นที่/แรงจูงใจ แนวคิดในการดำเนินงาน กระบวนการ/ขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ ภาคีและบทบาทหน้าที่ ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และปัจจัยความสำเร็จ โดยมุ่งเน้นการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างองค์กร

2.การถอดบทเรียนมาตรการองค์กรระยะที่ 3 โดยคัดเลือกองค์กรที่มีผลการดำเนินงานส่งเสริมและรณรงค์ให้บุคลากรในองค์กรสวมหมวกนิรภัยและคาดเข็มขัดนิรภัย 100% เป็นกิจกรรมหลัก และมีกิจกรรมอื่นๆ ที่สอดคล้องกับกรอบแนวคิดทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน 5 ด้าน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ ภาคเอกชน ภาครัฐ และสถานศึกษา โครงการนี้มีองค์กรจำนวน 40 องค์กรที่รวมถึงนิคมอุตสาหกรรม โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญตาม 5 เสาหลัก (ด้านการบริหารจัดการ ด้านถนนและสภาพแวดล้อม ด้านรถ ด้านคน และด้าน EMS)

ผลจากการถอดบทเรียนทั้ง 2 โครงการข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนมาตรการองค์กรที่มีองค์ประกอบของการดำเนินงานที่ครบวงจร ดังนี้:

1.การวิเคราะห์สภาพปัญหาและสถานการณ์ในพื้นที่: การตรวจสอบปัญหาทั่วไปและปัญหาเฉพาะที่พบในองค์กรเป็นส่วนสำคัญของการเริ่มต้นการดำเนินงานโดยคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ เช่น พฤติกรรมเสี่ยง สภาพถนนและสิ่งแวดล้อม และปัญหาเชิงระบบ เพื่อให้เข้าใจดีขึ้นว่าปัญหาอะไรที่ต้องการแก้ไขและเริ่มต้นการวางแผนการดำเนินงาน

2.การประยุกต์ใช้แนวคิดในการจัดการ: การนำแนวคิดต่าง ๆ เข้ามาช่วยในการจัดการปัญหาความปลอดภัยทางถนน เช่น การจัดการเป็นระบบ การสร้างการมีส่วนร่วม การใช้ทฤษฎี INN และการใช้ทฤษฎี Maslow เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับพนักงาน เป็นต้น

3.การวิเคราะห์ภาคีและบทบาทความรับผิดชอบ: การกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบของแต่ละกลุ่มหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพ

4.การกำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน: การพัฒนาและจัดการความรู้ ระบบข้อมูล และศักยภาพผู้นำและภาคีเครือข่าย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิผล

5.การสรุปบทเรียนหลังการดำเนินงาน: การนำเสนอประสบการณ์และการเรียนรู้จากการดำเนินงานเพื่อสร้างการเรียนรู้และส่งผลต่อการดำเนินงานในอนาคต

ทั้งนี้ เห็นได้ว่าการสำรวจปัญหา การปรับใช้แนวคิดในการจัดการ การวิเคราะห์ภาคีและบทบาทความรับผิดชอบ และการกำหนดขั้นตอนการดำเนินงาน เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้มาตรการองค์กรเป็นไปได้อย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพในการสร้างความปลอดภัยทางถนนในท้องถิ่นให้เติบโตและพัฒนาอย่างเหมาะสม และสามารถตอบสนองต่อความต้องการและความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงได้ในขณะเดียวกัน

ที่มา:(1) หนังสือถอดบทเรียนโครงการสานพลังสร้างมาตรการองค์กร เพื่อความปลอดภัยทางถนน , บรรณาธิการ สุพัตรา สำราญจิตร์ และคณะทำงาน สอจร.  จัดพิมพ์โดย สอจร. สนับสนุนโดยมนป. , สสส. (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) 2) หนังสือสิ่งที่ได้เรียนรู้จากมาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนน บรรณาธิการ สุพัตรา สำราญจิตร์ และคณะทำงาน สอจร.  สนับสนุนโดย มนป., สสส. (พิมพ์ครั้งที่ 1 ตุลาคม 2563))

-การจัดทำเอกสาร "บทสรุปสำหรับผู้บริหาร" เป็นการสรุปความเชื่อมโยงระหว่างการขับเคลื่อนงานของกลุ่มองค์กรกับบทบาทของคณะทำงานสอ.จร. (ทีมบริหารภาคและพี่เลี้ยงจังหวัด) ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากในการสร้างความเข้าใจและการร่วมมือในการสนับสนุนและการพัฒนามาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนน โดยมีจุดเน้นหลักดังนี้:

1.การนำเสนอคุณค่าและความหมายของมาตรการองค์กรในนิยามของ สอจร.: เอกสารช่วยให้ผู้บริหารเข้าใจถึงความสำคัญของมาตรการองค์กรในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยภายในองค์กร และทำให้เห็นภาพรวมของการนำมาตรการนี้มาใช้เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน

2.การให้ความสำคัญกับบทบาทของภาครัฐและภาคเอกชน: เอกสารชี้ให้เห็นว่าการมีบทบาททั้งสองภาคสำคัญในการสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อสนับสนุนนโยบายและเพิ่มความเข้มแข็งให้คนในองค์กรและชุมชน

3.การนำเสนอหลักการขับเคลื่อนมาตรการองค์กร: เอกสารระบุหลักการและวิธีการที่ใช้ในการพัฒนาและดำเนินการมาตรการองค์กร ใช้วิธีการ 5 ขั้นตอน เพื่อให้มาตรการเป็นไปอย่างระบบและมีประสิทธิภาพ

4.การสรุปบทเรียนและการประเมินผล: เอกสารช่วยให้ผู้บริหารสามารถสรุปบทเรียนจากการดำเนินงานและประเมินผลการดำเนินงานเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาต่อไป

ดังนั้น เอกสาร "บทสรุปสำหรับผู้บริหาร" เป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการสนับสนุนและพัฒนามาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนนในท้องถิ่นอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง

ที่มา:บทสรุปสำหรับผู้บริหาร : 24 หน้า (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

-ศวปถ. ให้การสนับสนุนการศึกษาทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการประเมินผลการตอบแทนทางสังคมในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านความปลอดภัยทางถนนของสถานประกอบการ มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากมีประโยชน์ไม่เพียงแค่ในด้านการดำเนินกิจการของสถานประกอบการเอง แต่ยังมีผลประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมในการลดอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งสร้างประโยชน์ที่หลากหลายอย่างเช่น:

1.การลดอุบัติเหตุ: การศึกษาพบว่าการลงทุนในมาตรการความปลอดภัยทางถนนในสถานประกอบการช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีนัยสำคัญ โดยการปรับพฤติกรรมของพนักงานและการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร

2.การลดค่าใช้จ่าย: การลดอุบัติเหตุทางถนนช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการเช่น ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงยานพาหนะ ค่ารักษาพยาบาล และค่าเสียหายในการทำงานที่ไม่สามารถดำเนินได้

3.การเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ: มาตรการความปลอดภัยทางถนนช่วยลดความเสี่ยงต่อธุรกิจ และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ทำให้ธุรกิจมีโอกาสในการเติบโตและพัฒนาได้มากขึ้น

4.การเสริมสร้างภาพลักษณ์: การดูแลและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานและสังคมที่อยู่ใกล้เคียงช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรหรือสถานประกอบการ

นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่าประเทศที่พัฒนาแล้วได้ให้ความสำคัญกับการสร้างนโยบายที่สนับสนุนสถานประกอบการในการดำเนินงานเรื่องความปลอดภัยทางถนน

ที่มา:เอกสารโครงการทบทวนวรรณกรรมว่าด้วยเรื่องของการประเมินผลการตอบแทนทางสังคม กรณีศึกษาการลงทุนด้านความปลอดภัยทางถนนของสถานประกอบการ โดย พุดตาน พันธุเณร และเฉลิมภัทร พงษ์อาจารย์ มหาวิทยาลัยนเรศวร สนับสนุนโดย ศวปถ. 27 หน้า ไม่ระบุปีที่พิมพ์

-การสนับสนุนจากศวปถ., มนป. และสสส. ใน “การพัฒนาคู่มือการจัดการความปลอดภัยทางถนนสำหรับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพในสถานประกอบกิจการ” มีความสำคัญเนื่องจากเป็นการกระตุ้นให้มีการทบทวนนโยบาย กฎหมาย และระเบียบของกระทรวงแรงงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงการศึกษาสถานการณ์ของอุบัติเหตุทางถนนในสถานประกอบการของไทยและสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการวางแผนการจัดการในสถานประกอบการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ มีการกำหนดชุดฝึกอบรมที่มุ่งเน้นที่ความเข้าใจของมาตรฐาน ISO 39001 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยรับทราบและเข้าใจถึงข้อกำหนดมาตรฐานอย่างชัดเจน และสามารถทำการพัฒนาระบบการจัดการความปลอดภัยทางถนนตามมาตรฐานดังกล่าวได้  เพื่อให้มีการตรวจสอบและประเมินระบบการจัดการความปลอดภัยทางถนนอย่างเป็นระบบ มีการจัดทำหลักสูตรการตรวจประเมินภายในระบบการจัดการความปลอดภัยทางถนนตามมาตรฐาน ISO 39001 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพสามารถทำงานตรวจสอบและประเมินการดำเนินงานในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยแรงงานอย่างเคร่งครัดเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานและข้อกำหนดที่กำหนดไว้อย่างเข้มงวดในสถานประกอบการ ซึ่งเป็นการสร้างศักยภาพให้กับสถานประกอบการในการปรับตัวและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

-คู่มือการพัฒนาระบบการจัดการ ISO 39001 แบบ Self Learning เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างและรักษาระบบการจัดการความปลอดภัยทางถนนในองค์กร โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนให้กับองค์กรหลักภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อให้สถานประกอบการที่เกี่ยวข้องพัฒนาและรักษาระบบการจัดการ ISO 39001 อย่างมีประสิทธิภาพ

คู่มือฉบับนี้ประกอบด้วยขั้นตอนการจัดการความปลอดภัยทางถนน 9 ขั้นตอนที่สำคัญ ซึ่งประกอบไปด้วย:

1.การกำหนดขอบเขตของระบบการจัดการความปลอดภัยทางถนน

2.การศึกษาบริบทองค์กรเพื่อชี้บ่งปัญหา

3.การศึกษาปัจจัยเสี่ยง (Risk Exposure Factors)

4.การชี้บ่งอันตราย (Hazard Identification)

5.การประมาณระดับความเสี่ยง (Risk Estimation)

6.การกำหนด Final Safety Outcome Factors และ Intermediate Safety Outcome Factors

7.การปฏิบัติตามแผนงานโครงการและมาตรการที่กำหนด

8.การตรวจประเมินภายใน

9.การทบทวนการจัดการและการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ที่มา:รายงานโครงการพัฒนาคู่มือการจัดการความปลอดภัยทางถนนสำหรับเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพในสถานประกอบกิจการ  โดย รศ.สราวุธ สุธรรมาสา สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มสธ. (กพ. 2562)  109 หน้า

-การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเกณฑ์มาตรฐานการจัดการความปลอดภัยทางถนน (ISO 39001) เป็นสิ่งสำคัญที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาและรักษาความปลอดภัยบนถนนในหลากหลายกิจการและขนาดองค์กร มาตรฐานนี้ประกอบด้วย 7 ข้อกำหนดหลักและ 25 ข้อกำหนดรอง ที่ทุกองค์กรสามารถประยุกต์ใช้ได้ โดยไม่ว่าจะเป็นประเภทขนาดหรือผลิตภัณฑ์บริการในประเทศไทยมีการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยทางถนน 3 ระดับ ซึ่งประกอบไปด้วย:

ระดับ 1: ระดับพื้นฐาน มี 7 ข้อกำหนดหลัก 27 ข้อกำหนดย่อย

ระดับ 2: ระดับก้าวหน้า มี 7 ข้อกำหนดหลัก 41 ข้อกำหนดย่อย

ระดับ 3: ระดับสมบูรณ์ (ข้อกำหนด ISO 39001) มี 7 ข้อกำหนดหลัก 25 ข้อกำหนดย่อย

เกณฑ์มาตรฐานนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกประเภทขององค์กรโดยไม่จำกัดเพียงแค่ขนาดหรือผลิตภัณฑ์หรือบริการ เนื่องจากมีการจัดทำแนวทางตรวจประเมินและแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับทั้ง 3 ระดับของมาตรฐานนี้

ที่มา:(1) บทความเรื่อง ISO 39001 มุมความรู้จากวารสารความปลอดภัยและสุขภาพ โดย รศ. สราวุธ สุธรรมาสา ในจุลสารสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพออนไลน์ มสธ. ฉบับที่ 4 ปี 2556 2) รายการตรวจสอบและทวนสอบกิจกรรมหรือสิ่งที่ต้องจัดให้มีตามข้อกำหนด ISO 39001 , การกําหนด RTS Performance Factors , บัญชีรายชื่อ Interested Parties และบัญชีรายชื่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ RTS โดย รศ. สราวุธ สุธรรมาสา (Workshop 19 มีนาคม 2561) และ 3) (ร่าง) เกณฑ์มาตรฐานฯ (ฉบับปรับปรุงวันที่ 20 เมษายน 2563 และแนวทางการตรวจประเมิน ระดับที่ 1,2,3

-สอจร. , ศวปถ. และ สสส. ได้จัดทำเอกสารที่มุ่งเน้นให้เกิดความเข้าใจในเรื่องของมาตรการองค์กรสำหรับความปลอดภัยทางถนน โดยมีเอกสารสำคัญอย่างเช่น

1.เอกสารองค์กรสวมหมวกนิรภัย 100% ต้นแบบการลดอุบัติเหตุจราจรของสถานประกอบการ: เอกสารนี้เน้นการสร้างการรับรู้และการตระหนักถึงผลของการไม่สวมหมวกนิรภัย โดยจุดเน้นเป็นการสร้างทัศนคติที่ดีในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุด้วยการสวมหมวกนิรภัย มีการเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาโดยใช้งานตรงจากประสบการณ์จริง และมีการแสดงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

2.แนวทางการขับเคลื่อนของสสส.: สสส. กำหนดขั้นตอนและแนวทางการดำเนินงานเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการสวมหมวกนิรภัย โดยมุ่งเน้นให้การปฏิบัติงานเป็นเรื่องจริง มีการเจรจาและสร้างความร่วมมือกับองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนและลดการสูญเสียแรงงานในองค์กร

ขั้นตอนและแนวทางการดำเนินงาน

1.การวางแผนและเตรียมทีมงาน: มีการกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน และกำหนดตัวชี้วัดการปฏิบัติงาน

2.ระดมสมองแก้ไขปัญหา: มีการสำรวจ ประเมิน และวิเคราะห์สถานการณ์การสวมหมวกนิรภัยในองค์กร และกำหนดแรงจูงใจและบทลงโทษที่ชัดเจน

3.ปรับความเข้าใจ: มีการประชุมชี้แจงพนักงานเพื่อให้ยอมรับข้อบังคับและสนับสนุนให้ฝ่ายปฏิบัติการทำหน้าที่ได้สะดวกขึ้น

4.มีมาตรการลงโทษชัดเจน: มีการจับจริง ปรับจริง เช่น มีเจ้าหน้าที่ตรวจจับคอยดูแลตักเตือน และมีการบันทึกภาพและข้อมูลผู้กระทำผิดส่งให้หัวหน้าแผนกต่างๆ

5.ขอความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายภายนอก: เช่น ให้ตำรวจตั้งด่านสกัดหน้าองค์กร

6.ติดตามและประเมินผล: โดยสำรวจตัวแปรที่เกี่ยวข้อง เช่น ยอดผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากรถจักรยานยนต์ และยอดขายหมวกนิรภัยรอบๆ องค์กร

รวมถึงมีการสร้างแรงจูงใจให้พนักงานให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง โดยมีกรณีศึกษาของบริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล

ที่มา:เอกสาร pdf 20 หน้า (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) โดย สสส.

•Power point การนำเสนอมาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนน ดังนี้

1.การวิเคราะห์สถานการณ์: การนำเสนอมาตรการองค์กรเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์การเกิดอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย โดยการระบุกลุ่มเสี่ยง แนวโน้มความรุนแรง และความสูญเสียต่อชีวิตและเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดมาตรการที่เหมาะสม

2.นิยาม "มาตรการองค์กร": เป็นการกำหนดกฎ ข้อกำหนด และระเบียบในการดูแลบุคลากรในองค์กร เพื่อสัญจรไปบนถนน สะพาน ทางเท้า และขอบทางอื่นๆ ให้พ้นจากอันตราย ซึ่งเป็นฐานในการสร้างความตระหนักรู้และเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทิศทางที่เชิงบวก

3.ตัวอย่างการดำเนินการ: การนำเสนอตัวอย่างของมาตรการองค์กร เช่น การเปิดไฟใส่หมวก การคาดเข็มขัดนิรภัย การดื่มไม่ขับ การขับรถไม่เร็ว การป้องกันความง่วงในขณะขับ และการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยบนรถตู้องค์กร เป็นต้น

4.การเชื่อมโยงระหว่างระดับ: การแสดงถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงการขับเคลื่อนงานตั้งแต่ระดับนานาชาติ ระดับประเทศ สอจร. และระดับพื้นที่ เพื่อสร้างโอกาสและการขยายผลสู่ความยั่งยืน

5.ผลสัมฤทธ์ที่เป็นความสำเร็จ: การกล่าวถึงผลสัมฤทธ์ที่เกิดขึ้นจากมาตรการองค์กร เช่น การลดอุบัติเหตุให้เป็นศูนย์ การไม่เกิดอุบัติเหตุระหว่างขนส่งสินค้าให้เป็นตรงตามเวลา และภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กร โดยมีปัจจัยที่ส่งผลมากในด้านพฤติกรรมเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน การมีส่วนร่วม/การให้อำนาจ และการเกิด Safe System

6.แนวคิดการจัดการภายในองค์กร: การกล่าวถึงแนวคิดการจัดการภายในองค์กร เช่น กิจกรรม/กระบวนการที่ใช้ ภาคีที่เกี่ยวข้องและบทบาท ปัจจัยความสำเร็จ

ที่มา:Power point 22 slides (ไม่ระบุผู้นำเสนอและปีที่นำเสนอ) จัดทำโดย สอจร. , มูลนิธิเพื่อความปลอดภัยทางถนน สนับสนุนโดย สสส.

• Fact Sheet เกี่ยวกับ "สถานการณ์และระบบมาตรฐานความปลอดภัยในรถรับส่งพนักงาน" มีข้อมูลดังนี้

การนำเสนอสถิติ: Fact Sheet นำเสนอข้อมูลสถิติเกี่ยวกับอุบัติเหตุรถรับส่งพนักงาน ซึ่งรวมถึงจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต โดยใช้ข้อมูลจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ในช่วงปี 2554-2558

กรณีตัวอย่าง: นำเสนอกรณีตัวอย่างของระบบการจัดการความปลอดภัยสำหรับรถรับส่งพนักงานของบริษัทซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) ซึ่งมีโครงการผู้นำรถบัสเพื่อควบคุมประสิทธิภาพการขับขี่และสมรรถนะของยานพาหนะ

รายงานผลประเมิน: บริษัทฯ รายงานผลประเมินระบบความปลอดภัยไปยังผู้จัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม (EHS) และผู้รับเหมาขนส่งพนักงาน เพื่อให้ทราบถึงประสิทธิภาพและการปรับปรุงที่จำเป็น

ที่มา:Factsheet “สถานการณ์และระบบมาตรฐานความปลอดภัยในรถรับส่งพนักงาน” ขนาด 4 หน้า สนับสนุนข้อมูลจากบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จัดพิมพ์โดย ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ศวปถ. มนป.และ สสส. (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

•โปสเตอร์เกี่ยวกับ "มาตรการองค์กร สู่นิคมฯต้นแบบความปลอดภัยทางถนน" นำเสนอ 4  เรื่องดังนี้

1.ทำไมต้องทำมาตรการองค์กร:

¬พนักงานประสบอุบัติเหตุและการบาดเจ็บทางถนนมาก

¬การบาดเจ็บนอกงานมากกว่าในงาน ส่งผลให้เกิดภาระต่อองค์กร ครอบครัว สังคม และประเทศในการดูแลเหยื่อจากอุบัติเหตุทางถนน

2.กระบวนการทำงาน:

¬การอบรมภาคีเครือข่ายใน/นอกเขตนิคมฯ

¬การจัดกิจกรรมเสริมสร้างระบบควบคุมที่นำไปสู่การเกิดวัฒนธรรมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของคนงาน

¬การตรวจประเมินสถานประกอบการ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สถานประกอบการที่เป็นต้นแบบ

3.ผลลัพธ์เชิงประจักษ์:

¬สถานประกอบการมีการลดอุบัติเหตุลง

¬มีสถานประกอบการต้นแบบที่เป็นแหล่งเรียนรู้ในการทำมาตรการองค์กร

¬สถิติพนักงานไม่สวมหมวกนิรภัยลดลงอย่างต่อเนื่อง

¬จำนวนเมาแล้วขับลดลง 100%

¬มีการขยายผลไปยังสถานศึกษารอบนิคมฯและชุมชน

4.ข้อเสนอเชิงนโยบาย:

¬กระทรวงแรงงานและกระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายให้สถานประกอบการและโรงงานอุตสาหกรรมทุกแห่งต้องมีมาตรการเพื่อความปลอดภัยทางถนนในองค์กร

¬ผู้บริหารองค์กรส่งเสริมสนับสนุนและแต่งตั้งคณะกรรมการภายในองค์กรเพื่อดำเนินการตามคู่มือการจัดการความปลอดภัยทางถนน

¬คณะกรรมการภายในความปลอดภัยทางถนนมาจากตัวแทนฝ่ายบริหารและพนักงาน ขับเคลื่อนกิจกรรม สร้างการรับรู้และการมีส่วนร่วม

¬มีกฎว่าด้วยความปลอดภัยทางถนนเป็นข้อบังคับขององค์กรที่มีสภาพบังคับเพื่อความปลอดภัยของพนักงานทุกคน

¬มีระบบการควบคุมติดตามการปฏิบัติตามกฎขององค์กรทั้งภายในและภายนอก

ที่มา:ไฟล์มาตรฐานองค์กร นิคมต้นแบบ copy.pdf  ขนาด 1 หน้า (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) โดย สอจร. , ศวปถ., มนป., สสส. , วุฒิสภา

3) การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน

การสร้างวินัยจราจร ปลูกจิตสำนึกด้านความปลอดภัย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนที่ถูกต้องตามมาตรการและกฎหมายข้อบังคับต่างๆ

(1) การลดพฤติกรรมเสี่ยงจากการเมาแล้วขับ

(1) การลดพฤติกรรมเสี่ยงจากการเมาแล้วขับ

-ปี 2555 ศวปถ.และ สสส.ได้สนับสนุนการศึกษาการบังคับใช้กฎหมายกรณีเมาแล้วขับในประเทศอังกฤษ สหรัฐ เกาหลีใต้ เวียดนาม สิงคโปร์และไทย  พบว่า การกำหนดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของไทยมีความเหมาะสมเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่อัตราค่าปรับในกรณีที่มีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดและทำให้เกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น โทษจำคุกของไทยมีความรุนแรงในระดับปานกลาง และโทษกรณีที่ปฏิเสธการตรวจวัดมีระดับโทษที่น้อยที่สุด ประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดโทษตามปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ทำให้คนที่ดื่มมากหรือน้อย หรือทำผิดบ่อยหรือครั้งแรกได้รับโทษเท่ากัน การบังคับใช้กฎหมายยังขาดการให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิมนุษยชนและการแสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชน ดังนั้น จึงควรมีการปรับปรุงกฎหมายให้มีความเข้มงวดและเพิ่มโทษที่รุนแรงขึ้น รวมทั้งคำนึงถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนในการบังคับใช้กฎหมายให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการการบังคับใช้กฎหมายกรณีเมาแล้วขับในประเทศอังกฤษ สหรัฐ เกาหลีใต้ เวียดนาม สิงคโปร์และไทย โดย พันตำรวจตรี ดร.ไวพจน์ กุลาชัย สนับสนุนโดย ศวปถ.,สสส. (ธันวาคม 2555) 52 หน้า

-ศวปถ., มนป., และสสส. ได้ให้การสนับสนุนในการศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรอบรมเพื่อฟื้นฟูและปรับพฤติกรรมผู้กระทำผิดกฎหมายกรณีเมาแล้วขับ เนื่องจากมีแนวโน้มของผู้กระทำผิดที่เพิ่มมากขึ้น แม้จะมีการกำหนดให้ผู้กระทำความผิดต้องเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติเพื่อฟื้นฟูและปรับพฤติกรรมก็ตาม แต่พบว่าผู้ที่เคยถูกคุมประพฤติมาแล้วยังกระทำความผิดซ้ำอีก

มีการศึกษากฎหมายและรูปแบบการคุมประพฤติในกรณีดื่มแล้วขับทั้งในต่างประเทศ (ยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ฮ่องกง) และประเทศไทย เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงทางเลือกและโปรแกรมต้นแบบสำหรับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเมาแล้วขับ

ผลการศึกษาพบว่า กรมคุมประพฤติมีหน้าที่ในการจัดกิจกรรมต่างๆ ในกลุ่มผู้กระทำผิดคดีจราจร (ขับรถขณะดื่มสุรา) ในรูปแบบกลุ่ม มีการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจร ผลเสียของการดื่มสุราและวิธีการลดเลิก และสร้างจิตสำนึกผ่านการอบรมธรรมะและการทำงานบริการสังคม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้กระทำผิด

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการการศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรอบรมเพื่อฟื้นฟู และปรับพฤติกรรม ผู้กระทำผิดกฎหมายกรณีเมาแล้วขับ ผศ.ดร.ทวีศักดิ์ แตะกระโทก และคณะ มหาวิทยาลัยนเรศวร สนับสนุนโดย ศวปถ.,มนป., สสส.(มีนาคม 2560) 160 หน้า

- การสนับสนุนให้มีการศึกษาช่องว่างและแนวทางที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดพฤติกรรมการเมาแล้วขับบนท้องถนน โดยเน้นที่ปัญหา "ต้นน้ำ" ของประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันพฤติกรรมการขับขี่ขณะเมาแล้วขับ

การศึกษาเปรียบเทียบการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการในการตรวจวัดแอลกอฮอล์ของต่างประเทศ

การศึกษาขั้นตอนการกำหนดเป้าหมาย การเตรียมความพร้อม และปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตั้งจุดตรวจวัดแอลกอฮอล์

การศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการในสถานบันเทิงเกี่ยวกับการเมาแล้วขับ

การศึกษาข้อเสนอของผู้ประกอบการสถานบันเทิงเพื่อช่วยลดพฤติกรรมการเมาแล้วขับของผู้ใช้บริการ

ผลการศึกษา พบว่า มีช่องว่างหลายประการที่สามารถปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและลดพฤติกรรมการเมาแล้วขับบนท้องถนนได้ ดังนั้นการแก้ไขและพัฒนาเช่นนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้ถนนและลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่ขณะเมาแล้วขับ

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการการศึกษาช่องว่างและแนวทางที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายต่อการลดพฤติกรรมการเมาแล้วขับบนท้องถนน  โดย รศ.ดร.ธีระ สินเดชารักษ์ และคณะ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนับสนุนโดย ศวปถ. มนป. ,สสส. (มีค. 2563) 198 หน้า

-ในปี 2564 โดยสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหา "ดื่มแล้วขับ" ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญต่อไปนี้:

1.มีกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจมีพฤติกรรมการขับขี่พาหนะโดยส่วนใหญ่ขับขี่มอเตอร์ไซค์ และมีพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร้อยละ 53.76 โดยส่วนใหญ่กลุ่มไม่เคยดื่มแล้วขับ

2.กลุ่มตัวอย่างที่เคยดื่มและขับร้อยละ 30.11 ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 36-45 ปีและกลุ่มอายุมากกว่า 55 ปี

3.พบว่ากลุ่มที่เคยเห็นเหตุการณ์ขับขี่ขณะเมาสุราร้อยละ 56.37 ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมร้อยละ 36.11 และมีญาติ/เพื่อนที่ได้รับความเสียหาย/บาดเจ็บร้อยละ 52.14

4.ในเชิงกฎหมาย กลุ่มเป้าหมายร้อยละ 82.57 รับรู้กฎหมาย/บทลงโทษเกี่ยวกับการขับรถขณะเมาสุรา โดยส่วนใหญ่เกินร้อยละ 90 เห็นว่าการขับรถในขณะเมาสุราเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนน

5.การเพิ่มโทษผู้ที่กระทำผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นครั้งที่สอง สามารถทำให้ผู้ขับขี่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไม่กระทำผิดซ้ำอีก และการกำหนดโทษเบาเกินไปอาจทำให้มีผู้กระทำผิดซ้ำอีกมาก

ที่มา:รายงานสรุปผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็น “ดื่มแล้วขับ” ที่กระทำผิดซ้ำ โดยสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เสนอมูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย (มีค. 2564) 64 หน้า

-สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดน่านและโรงพยาบาลน่าน ได้ร่วมกันในการคุมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ถูกคุมจากกรณีดื่มแล้วขับ โดยมุ่งเน้นใช้ทฤษฎี "การเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning)" เพื่อกลุ่มเป้าหมายที่เคยดื่มและขับรถ แต่ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง กลุ่มนี้มีจำนวนประมาณ 50-60 คนต่อปี โดยการจัดกิจกรรมเรียนรู้รวม 5 วัน เน้นให้ผู้ถูกคุมประพฤติได้รับประสบการณ์และความรู้จากผู้เป็นเหยื่อของเมาแล้วขับ และวิทยากรที่เป็นเหยื่อเมาไม่ขับ การจัดกิจกรรมได้รวมถึงการปฐมนิเทศ อภิปรายกลุ่ม การเยี่ยมบ้านผู้พิการจากดื่มแล้วขับ เข้าพูดคุยกับพยาบาลและผู้ป่วยที่พิการจากเมาแล้วขับในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้ถูกคุมประพฤติได้สะท้อนความรู้สึกและปรับวิธีคิดและพฤติกรรมของตนเอง ผลการดำเนินงานพบว่าในปี 2559 มีเพียง 1 คนจากทั้งหมด 71 คนที่กระทำความผิดซ้ำ และในปี 2560 ไม่มีผู้กระทำผิดซ้ำ ซึ่งเป็นผลสำเร็จที่ชัดเจนในการลดจำนวนผู้กระทำผิดซ้ำในระยะเวลาที่กำหนด แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของวิธีการนี้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ถูกคุมประพฤติในกรณีดื่มแล้วขับ

ที่มา:เอกสารสรุปถอดบทเรียนจากโครงการ “เรียนรู้จากเหล้า เมาแล้วฝืนขับ ผลลัพธ์เป็นอย่างไร” โดย นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ และคณะ สนับสนุนโดย ศวปถ. , สสส. , RSPF , รพ.น่าน 47 หน้า (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

-ศวปถ. ดำเนินโครงการร่วมกับคณะพยาบาลแผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาลจังหวัดทั่วประเทศ มีการสำรวจข้อมูลระดับประเทศและระดับพื้นที่ในการประเมินประสิทธิภาพของมาตรการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ที่ประสบอุบัติเหตุทางถนน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่สำคัญได้แสดงผลดังนี้

ระดับประเทศ: พบว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ของปี 2560-2561 และ 2561-2562 มีจำนวนอุบัติเหตุเกิดขึ้นประมาณ 30,000 ราย โดยความชุกมากที่สุดอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และน้อยที่สุดอยู่ในกรุงเทพมหานคร ความสัมพันธ์ระหว่างอุบัติเหตุทางถนนและการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ถูกต้องการให้ความสำคัญ

ระดับพื้นที่: จากการเก็บข้อมูลใน 21 โรงพยาบาลของจังหวัดอุดรธานี พบว่ามีผู้ป่วยที่ผ่านเกณฑ์อุบัติเหตุจำนวน 359 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชายอายุเฉลี่ย 33 ปี โดยมีผู้ที่ยังไม่มีสิทธิ์ในการขับขี่รถที่อายุต่ำกว่า 17 ปี เป็นจำนวนมาก การศึกษายังพบว่าผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์มีอุบัติเหตุมากกว่าผู้ขับขี่รถยนต์

มาตรการแก้ไข: การสำรวจพบว่ามีความเข้มข้นของมาตรการในพื้นที่ใด หรือกลุ่มโรงพยาบาลใดที่มีผลการลดลงของอุบัติเหตุทางถนน อีกทั้งผู้ป่วยยังขาดความรู้เกี่ยวกับการตรวจเลือดแอลกอฮอล์ การเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิเสธโดยไม่มีความผิด และความสำคัญของการสวมหมวกกันน็อคในการขับขี่ ซึ่งการพัฒนาและปรับปรุงมาตรการเช่นการเพิ่มความรู้และการบังคับใช้กฎหมายอาจช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพและอย่างยั่งยืน

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการประเมินมาตรการการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่ที่ประสบอุบัติเหตุในจังหวัดอุดรธานีและระดับประเทศ  (เมย.2563) นางสาวตีหรอห๊ะ ดนหรอหมาน และคณะ สนับสนุนโดย ศวปถ. มนป. และ สสส.121 หน้า

-แผนงานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและองค์การอนามัยโลกด้านความปลอดภัยทางถนนเน้นการสนับสนุนให้สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) จัดทำเอกสารข้อเสนอเชิงนโยบาย Random Breath Testing (RBT) เพื่อป้องกันพฤติกรรมดื่มแล้วขับและลดอุบัติเหตุจราจรเพื่อถนนปลอดภัย ระบบ RBT คือการตั้งจุดตรวจลมหายใจวัดระดับแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่แบบสุ่ม โดยจุดตรวจสามารถตั้งขึ้นที่ใดก็ได้และช่วงเวลาใดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นด่านตรวจตามแบบเดิม มาตรการนี้ถือเป็นวิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพในการลดอุบัติเหตุจราจรที่เกิดจากการขับขี่ในสภาพเมาแล้ว ประกอบด้วยหลายมาตรการ เช่น การกำหนดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสำหรับผู้ขับขี่ การตั้งด่าน/จุดตรวจแบบสุ่ม (RBT) การกำหนดบทลงโทษการพักใช้หรือเพิกถอนใบขับขี่ การอบรมภาคบังคับ การติดตั้งเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ล็อคสตาร์ทเครื่องยนต์ และการรณรงค์สาธารณะเพื่อบังคับใช้กฎหมาย ระบบ RBT ทำงานผ่านกลไก 3 มิติ คือ การรับรู้ความเสี่ยงของการถูกจับกุม การรับรู้ระดับของบทลงโทษ และทัศนคติของสังคมเกี่ยวกับพฤติกรรมดื่มแล้วขับ เช่น การเข้าใจว่าการถูกจับกุมเนื่องจากการดื่มแล้วขับเป็นสิ่งที่เสี่ยงมากและจะมีผลกระทบทางกฎหมาย นโยบายดังกล่าวมีผลที่สำคัญในการลดอุบัติเหตุจราจรและส่งเสริมความปลอดภัยบนถนนในประเทศไทยและภายนอก

มาตรการ Random Breath Testing (RBT) เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนใน

การลดปัญหาดื่มแล้วขับ การศึกษาวิจัยพบว่ามีผลกระทบต่อการลดอุบัติเหตุทางถนนที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์อย่างน้อยร้อยละ 17 ในหลายประเทศ การประเมินต้นทุนการดำเนินงานและความคุ้มค่าพบว่ามีประโยชน์จากการลดความสูญเสียของสังคมด้วย การศึกษาในประเทศไทยพบว่าการตั้งด่านตรวจแบบเฉพาะเจาะจง (SBT) และแบบสุ่ม (RBT) พร้อมการรณรงค์บังคับใช้กฎหมายมีส่วนช่วยลดภาระโรคจากอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกี่ยวกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ถึงร้อยละ 24 โดยการป้องกันการขับขี่ในสภาพเมาแล้วมีผลส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนและช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา:รายงานทบทวนข้อมูลวิชาการ “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการป้องกันและจัดการปัญหาดื่มแล้วขับ: มาตรการตั้งจุดตรวจลมหายใจวัดระดับแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่แแบบสุ่ม (Random breath testing: RBT)” (พฤศจิกายน 2563) 12 หน้า

(2) การสวมหมวกนิรภัย 100%

(2) การสวมหมวกนิรภัย 100%

- ศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ได้จัดทำคู่มือความปลอดภัยบนท้องถนนเพื่อช่วยให้หน่วยงานที่กำหนดนโยบาย/มาตรการสวมหมวกนิรภัย 100% และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการที่ทำหน้าที่กำกับให้มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคู่มือนี้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเพิ่มจำนวนผู้ขับขี่ยานพาหนะสองล้อที่สวมหมวกนิรภัย โดยมีการให้ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์ของการสวมหมวกนิรภัย และการประเมินสถานการณ์เพื่อวางแผนการแก้ไขปัญหา วิธีการประเมินมาตรการที่มีอยู่และวิธีการประเมินผลโครงการเพื่อให้มีการปรับปรุงต่อไป การใช้หมวกนิรภัยมีประโยชน์มากเนื่องจากสามารถป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะได้และมีผลในการลดการเสี่ยงจากอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา:หนังสือ หมวกนิรภัย : คู่มือความปลอดภัยบนท้องถนนสำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติ เรียบเรียงเพิ่มเติมจากฉบับภาษาไทย “หมวกนิรภัย : คู่มือความปลอดภัยบนท้องถนนสำหรับผู้กำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติ” องค์การอนามัยโลก 76 หน้า (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) โดย ศวปถ. และ มสช. สนับสนุนโดย สสส.

-การร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจกับกองบัญชาการศึกษา ตำรวจภูธรภาค 8 และ ศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ได้มีการจัดการสัมมนาเพื่อสร้างความเข้าใจในองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน และศึกษาบทเรียนความสำเร็จในการบังคับใช้กฎหมายเรื่องหมวกนิรภัยในจังหวัดนครศรีธรรมราชและภูเก็ต จากการประมวลผล พบว่า การบังคับใช้กฎหมายหมวกนิรภัยไม่ค่อยได้ผลอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น จึงต้องใช้แนวคิดเรื่องความเสี่ยงทางสังคมเข้ามาช่วยวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ เช่น ความเร่งรีบในวิถีชีวิต มุมมองต่อการสวมหมวกนิรภัยของผู้ใช้ มุมมองต่อการปฏิบัติงานของตำรวจ การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ ซึ่งจะช่วยให้การดำเนินงานในเรื่องการใช้หมวกนิรภัยที่มีลักษณะบังคับให้ทำตามกฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้นและไม่เกิดผลอย่างยั่งยืน

แนวคิดเรื่อง "การกำจัดพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย" (BBS: Behavior based Safety for "Safety Culture") เป็นแนวคิดสำคัญในการแก้ไขพฤติกรรมของคนโดยการบังคับเชิงบวกเพื่อสร้างนิสัยปลอดภัย ซึ่งจะเป็นวัฒนธรรมปลอดภัยในที่สุด โดยการชี้ให้เห็นข้อดีและข้อเสียเพื่อกระตุกความคิดและสร้างความตระหนักให้เกิดขึ้น กระบวนการหลัก ๆ ประกอบด้วยการปรับมุมมอง ปรับใจ และปรับการสื่อสาร

1.หัวใจสำคัญในการใช้กระบวนการ BBS เพื่อให้ได้ผล

2.การทำทีละเรื่อง เพื่อให้มีการรับรู้และกระตุ้นพฤติกรรมที่ปลอดภัยทีละขั้นตอน

3.การให้ทุกคนในหน่วยงานทำเหมือนกัน เพื่อสร้างความเข้าใจและการปฏิบัติที่สอดคล้องกัน

4.การชวนผู้ที่ถูกเตือนให้เข้าร่วมเป็นพวก เพื่อให้มีการสนับสนุนและการร่วมมือในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย

5.การสื่อสารที่ทำให้เห็นถึงความห่วงใยและความสำคัญของการปฏิบัติตามมาตรฐานที่ปลอดภัย

ที่มา:เอกสาร pdf จัดทำโดย ศวปถ. , มนป. สนับสนุนโดย สสส.47 หน้า (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

-โครงการ "นครปลอดภัยทุกวันทุกวัย สวมหมวกนิรภัย 100%" ที่ได้รับการสนับสนุนจากสอจร. และ สสส. มุ่งเน้นในการลดจำนวนบาดเจ็บรุนแรงและตายที่เกิดจากการบาดเจ็บที่ศีรษะในกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มอัตราการสวมหมวกนิรภัยให้คนขับและคนซ้อนเป็น 50% และสร้างมาตรการองค์กรใน 4 ภาคส่วน คือ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน อปท. และองค์กรชุมชน

ผลการดำเนินงาน พบว่า:

1.สื่อสารกับประชาชนผ่านป้ายไวนิลและสื่อวิทยุ/สื่อท้องถิ่น

2.จำนวนองค์กรที่มีมาตรการสวมหมวกนิรภัยครอบคลุมทุกพื้นที่มีทั้งหมด 1,978 หน่วย

3.จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 311,226 คน

4.อัตราสวมหมวกนิรภัยในจังหวัดเพิ่มขึ้นมาถึง 66.08%

5.จำนวนผู้บาดเจ็บที่ศีรษะลดลง

ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยในความสำเร็จของโครงการ ได้แก่

1.การใช้ข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อสนับสนุนโครงการ

2.การบูรณาการการทำงานเป็นทีมสหสาขา

3.การมีส่วนร่วมของภาคราชการ เอกชน ท้องถิ่นและท้องที่ในการขับเคลื่อนงาน

4.ภาวะผู้นำจากระดับผู้บริหารระดับจังหวัดและอำเภอ

5.การมีส่วนร่วมของสื่ออย่างต่อเนื่อง

6.ความชัดเจนของโครงการและความง่ายในการนำไปปฏิบัติของพื้นที่

7.ครูแม่ไก่ที่เป็นแกนเชื่อมระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ประชาชนกับผู้บังคับใช้กฎหมาย

ที่มา:หนังสือถอดบทเรียนโครงการนครปลอดภัย ทุกวัน ทุกวัย สวมหมวกนิรภัย 100 เปอร์เซ็นต์ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารหรือผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ โดย พล.ต.ต. วันไชย เอกพรพิชญ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราช และคณะทำงานตำรวจภูธรภาค 8 สนับสนุนโดย สอจร. และ สสส. พิมพ์ครั้งที่ 1 (พย.2559) 48 หน้า

-ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดให้มีการประชุมระดับกองบัญชาการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่า มีโครงการที่มีความสำคัญใน 4 พื้นที่ ซึ่งควรถอดบทเรียนเพื่อนำไปใช้เป็นตัวแบบในหน่วยงานอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและลดอุบัติเหตุ โครงการเหล่านี้ได้แก่:

1.โครงการ “3 ซ: จันทบุรี” ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2

2.โครงการ “ตำรวจสงขลากับการสืบสวนอุบัติเหตุ” ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9

3.โครงการ “ตำรวจภูเก็ตกับการรณรงค์สวมหมวกนิรภัย” ของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 8

4.โครงการ “จับสองเท่า คนขับรับคนซ้อนไม่สวมหมวก” ของสภ.เมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช

ผลการศึกษาและการวิเคราะห์ที่ได้มีการสรุปให้เกิดบทสรุปผลการศึกษา "4 สไตล์บริหารจัดการ เดินหมากอย่างไรให้มอเตอร์ไซค์ใส่หมวก" ซึ่งมีวิธีการแก้ไขปัญหาและสร้างความปลอดภัยทางถนนในทุกพื้นที่อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมีวิธีคิดและวิธีการดำเนินงานทั้งหมด 9 วิธี ได้แก่

1.การร่วมมือร่วมใจในการทำงาน

2.การระดมความเห็นจากภาคีเครือข่าย

3.การสร้างความสุขจากการพัฒนา

4.การทำงานด้วยความสุข

5.การสร้างทัศนคติที่ดี

6.การกระจายอำนาจหน้าที่

7.การคิดแบบว่าทำไมเกิดขึ้น ไม่ใช่ใครทำผิด

8.การสร้างระบบและขั้นตอนการทำงานที่สอดรับกัน

9.การปรับเปลี่ยนที่ระบบงาน

ที่มา:หนังสือ 4 สไตล์บริหารจัดการ เดินหมากอย่างไรให้มอเตอร์ไซค์ใส่หมวก จันทบุรี - สงขลา - ภูเก็ต – นครศรีธรรมราช 39 หน้า (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) เรียบเรียงจาก 1) โครงการ “การศึกษากระบวนการและการบริหารจัดการโครงการป้องกันและลดอุบัติเหตุจราจร สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ”    โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข และคณะ และ 2)  ผลการศึกษาการถอดบทเรียนการขับเคลื่อนความปลอดภัยทางถนนโดยใช้ภาคี : กรณี “จับสองเท่า

-ศวปถ., มสช. และ สสส. สนับสนุนการศึกษาและพัฒนากลไกการติดตามประเมินผลการสวมหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในจังหวัดนครปฐม  เพื่อวิเคราะห์อัตราการสวมหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ สำรวจปัจจัยในการสวมหมวกนิรภัย และพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนให้เป็นกลไกการติดตามประเมินผลในระดับพื้นที่ในอนาคต

การศึกษา พบว่า อัตราการสวมหมวกนิรภัยในจังหวัดนครปฐมยังมีค่าน้อยกว่าร้อยละ 50 โดยเฉพาะในอำเภอขนาดเล็ก แต่การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของชุมชนช่วยให้อัตราการสวมหมวกนิรภัยสูงขึ้น การกระตุ้นให้เยาวชนและชุมชนมีส่วนร่วมเป็นวิธีการที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการสวมหมวกนิรภัยได้เป็นอย่างดี

ปัจจัยด้านความห่วงใยของตนเองและครอบครัวส่งผลต่อพฤติกรรมการสวมหมวกนิรภัยมากที่สุด รองลงมาคือ ปัจจัยด้านการ

ที่มา:รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาและพัฒนากลไกการติดตามประเมินผลการสวมหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในจังหวัดนครปฐม โดย รศ.ดร.วัฒนวงศ์ รัตนวราห สนับสนุนโดย ศวปถ., มสช., สสส. (เมย. 2553) 178 หน้า

 

(3) การบังคับใช้ความเร็ว

 (3) การบังคับใช้ความเร็ว

-คู่มือการจัดการความเร็วในชุมชน  เป็นที่สองเครื่องมือที่ให้ความรู้เบื้องต้นแก่บุคคลทั่วไปเกี่ยวกับสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในไทย โดยการขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนดเป็นสาเหตุหลัก (รองลงมาคือ ตัดหน้ากระชั้นชิด ตามกระชั้นชิด แซงรถผิดกฎหมาย และเมาสุรา) ซึ่งการลดความเร็วแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถลดอัตราการตายได้อย่างมาก โดยการเพิ่มความเร็วจะเพิ่มระยะหยุดและแรงปะทะขณะชน ซึ่งร่างกายมนุษย์ไม่สามารถทนต่อการบาดเจ็บหากถูกชนด้วยความเร็วมากกว่า 30 กม./ชม. การลดความเร็วจะทำให้ผู้ขับขี่มี

เวลามากขึ้นในการรับรู้เหตุการณ์และหลีกเลี่ยงการชน ใช้ระยะเวลาในการเบรกรถน้อยลง ลดโอกาสที่จะเกิดการสูญเสียการควบคุมรถ รับแรงกระแทกน้อยลง บาดเจ็บน้อยลงหากเกิดการชน

คู่มือเล่มนี้จัดทำเพื่ออธิบายวิธีการวัดความเร็วอย่างง่าย ระบุมาตรการควบคุมความเร็ว และแนะนำมาตรการที่เหมาะสม เช่น การกำหนดขีดจำกัดความเร็วที่เหมาะสม การเตือนให้ลดความเร็วในพื้นที่ต่างๆ และการใช้มาตรการแสดงสัญญาณและสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยสื่อสารให้ผู้ขับขี่รับรู้ความเร็วที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการยกตัวอย่างของกรณีศึกษาการจัดการความเร็วในชุมชนของไทย เช่น การใช้ปักป้ายทำซุ้มประตู หรือการตั้งกรวยยางชะลอความเร็วบริเวณโรงเรียน ฯลฯ ทั้งนี้คู่มือเล่มนี้มุ่งเพื่อเสริมสร้างความตระหนักและปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการที่เหมาะสมเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา:หนังสือคู่มือการจัดการความเร็วในชุมชน เรียบเรียงจากงานวิจัยโครงการการศึกษาและพัฒนาชุดความรู้ด้านวิศวกรรมจราจรเพื่อความปลอดภัยทางถนนในชุมชนบท ระยะที่ 1 โดย ผศ.ดร.วิชุดา เสถียรนาม และคณะ (พิมพ์ครั้งที่ 1 พศ.2556) 53 หน้า จัดพิมพ์และเผยแพร่โดย ศวปถ. มสช. สนับสนุนโดย สสส.

-สสส. ได้เผยแพร่บทความ “อย่าเสี่ยงกับความเร็ว” ได้สรุปถึงสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทย ซึ่งเป็นการขับรถเร็วเกินอัตราที่กำหนด และรองลงมาคือการตัดหน้ากระชั้นชิด และตามกระชั้นชิด ทั้งนี้เกิดขึ้นจากความประมาทต่อความเร็วและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

บทความยังเน้นว่าความเร็วขณะขับขี่มีผลต่อระยะหยุดของรถ โดยถ้าเพิ่มความเร็วจะต้องเพิ่มระยะหยุดรถด้วย เพราะระยะเวลาเฉลี่ยในการตอบสนองต่อเหตุการณ์อยู่ที่ประมาณ 2 วินาทีเท่านั้น และเสนอวิธีการเพื่อมีวินัยการขับรถในสถานการณ์เสี่ยงต่างๆ เช่น

ขับรถตอนกลางคืน: จำเป็นต้องรักษาให้ไฟรถพร้อมใช้งาน ใช้ไฟต่ำเมื่อมีรถสวนมา ระวังการแซงรถอื่น ๆ อย่างมาก และสังเกตพฤติกรรมของรถอื่น ๆ บนถนน

ขับรถตอนฝนตก: ควรใช้ความเร็วที่สามารถหยุดรถได้ในระยะที่มองเห็น และหากมีน้ำท่วมขังควรหยุดรถหรือใช้เส้นทางอื่นที่ปลอดภัย

ขับรถขณะน้ำท่วม: ปิดแอร์รถยนต์ ใช้เกียร์ต่ำ อย่าเร่งเครื่อง และลดความเร็ว

โดยทั้งหมดนี้เป็นมาตรการที่เหมาะสมในการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่าง ๆ บนถนน และมุ่งเน้นให้ผู้ขับขี่รถมีการตระหนักและปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรการเพื่อป้องกันอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา:หนังสืออย่าเสี่ยงกับความเร็ว จัดทำโดย SOOK PUBLISHING เรียบเรียงข้อมูลบางส่วนจากหนังสือการจัดการความเร็วในชุมชน โดย ศวปถ. และเอกสารบทความวิชาการขับรถอย่างปลอดภัย โดยศูนย์การเรียนรู้กรมการขนส่งทหารบก  (ไม่ระบุปีที่พิมพ์) 12 หน้า

-สสส.สนับสนุนให้มูลนิธิไทยโรดส์ ศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย จัดทำพิมพ์เขียวแนวทางการจัดการความเร็วเพื่อความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย (Speed Management Blueprint for Thailand’s Road Safety) สรุปเนื้อหาได้ดังนี้:

บทนำ

¬พิจารณาพฤติกรรมความเร็วที่เกินกำหนด (Excessive Speed) และความเร็วที่ไม่เหมาะสม (Inappropriate Speed) เป็นสาเหตุสำคัญของอุบัติเหตุทางถนน

การจัดการความเร็ว (Speed Management)

¬การดำเนินมาตรการ 3E ซึ่งรวมถึงวิศวกรรม (Engineering), การบังคับใช้กฎหมาย (Enforcement), และการให้ความรู้ (Education) เพื่อควบคุมพฤติกรรมการขับขี่ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย

สถานการณ์ปัญหาการใช้ความเร็วในประเทศไทย

¬นำเสนอสถิติคดีอุบัติเหตุจราจรจากการใช้ความเร็วของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

¬สถิติอุบัติเหตุ การเสียชีวิตและความรุนแรงจากการใช้ความเร็วบนทางหลวง

¬สัดส่วนอุบัติเหตุจากการใช้ความเร็วบนทางหลวงจำแนกตามช่วงเวลา ประเภทถนน และประเภทยานพาหนะ

ปัจจัยสภาพแวดล้อม SWOT Analysis

¬การวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคามของการจัดการความเร็วในประเทศไทย

ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการจัดการความเร็วในประเทศไทย

¬กำหนดเป้าประสงค์ 5 ประการ

¬กลยุทธ์และแนวทางขับเคลื่อนการจัดการความเร็วในประเทศไทย

เนื้อหาเหล่านี้มุ่งเน้นการเสนอข้อมูลและแนวทางเพื่อเพิ่มความเข้าใจและสนับสนุนการจัดการความเร็วเพื่อความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทยอย่างมีระบบและอย่างเป็นรูปธรรม โดยความสำคัญอยู่ในการลดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นจากการใช้ความเร็วอย่างไม่เหมาะสม และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการความเร็วที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

ที่มา:(1) หนังสือพิมพ์เขียวแนวทางการจัดการความเร็วเพื่อความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย (สค.2560) 82 หน้า และ 2) เอกสาร “การจัดการความเร็วเพื่อความปลอดภัยทางถนนสำหรับประเทศไทย : ทิศทางและความท้าทายในครึ่งศตวรรษถัดไป” จัดทำโดยมูลนิธิไทยโรดส์ และศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย 25 หน้า (กันยายน 2559)

-มูลนิธิไทยโรดส์และศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย นำเสนอห่วงโซ่ผลลัพธ์ Chain of Outcome (CoO) การขับเคลื่อนประเด็นความเร็ว   สรุปได้ดังนี้

สถานการณ์อุบัติเหตุที่เกี่ยวกับการใช้ความเร็ว

¬จำนวนและสัดส่วนของอุบัติเหตุจราจรที่เกิดจากการใช้ความเร็วมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงบางช่วง

¬ในปี 2563 มีการตรวจจับความเร็วตลอด 24 ชั่วโมงผ่านระบบตรวจจับความเร็วอัตโนมัติ ทำให้จำนวนผู้กระทำความผิดเพิ่มขึ้น

ปัญหาเชิงระบบในการจัดการความเร็ว

¬การสำรวจทัศนคติของผู้ใช้รถใช้ถนนพบว่ามีความเห็นตรงกันกับการเพิ่มโทษปรับและการตรวจจับความเร็ว

¬ยังพบปัญหาเชิงระบบเกี่ยวกับการจัดการความเร็วที่ยังไม่เพียงพอในการลดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นจากความเร็ว

การสรุปนี้เน้นถึงความสำคัญของการจัดการความเร็วในการลดอุบัติเหตุทางถนน และยังชี้ให้เห็นปัญหาที่ยังคงมีอยู่ในระบบการจัดการความเร็วที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

ระบบการจัดการความเร็วในปัจจุบันและปัญหาอุปสรรคต่างๆ ได้แก่:

1.ปัญหาในระบบการจัดการความเร็วในปัจจุบัน

¬การติดป้ายและเครื่องหมายจราจรไม่ครอบคลุมถนนทุกสายและขาดการบำรุงรักษา

¬มีอุปกรณ์ตรวจจับความเร็วมากขึ้นแต่ทำเฉพาะบนถนนบางสาย ซึ่งไม่เพียงพอที่จะทำให้ผู้ขับขี่เกรงกลัว

2.ตัวอย่างการจัดการความเร็วของต่างประเทศและไทย

¬เปรียบเทียบอัตราค่าปรับสำหรับผู้ขับรถเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนดระหว่างประเทศต่างๆ

¬ตัวอย่างมาตรการที่ใช้ได้ผลในไทย เช่น การปรับปรุงถนนเพื่อลดความเร็ว การบริหารจัดการจราจร เป็นต้น

3.ห่วงโซ่ผลลัพธ์ของการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพด้านความปลอดภัยทางถนน

¬การกำหนดความเร็วจำกัดที่เหมาะสมและเป็นที่รับรู้ของประชาชน

¬การพัฒนาและปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพของถนน

¬การยกระดับการบังคับใช้กฎหมายเรื่องความเร็ว

¬การส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

ที่มา:เอกสาร PPT ห่วงโซ่ผลลัพธ์ Chain of Outcome (CoO) การขับเคลื่อนประเด็นความเร็ว โดย รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ สนับสนุนโดย มูลนิธิไทยโรดส์ (ไม่ระบุปีที่จัดทำ) 51 หน้า)

¬การเร่ง Feedback Loop เพื่อการติดตามประเมินผล

การสร้างห่วงโซ่ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เชื่อมโยงกับการจัดทำแผนปฏิบัติการประเด็นความเร็ว และการระบุหน่วยงานที่รับผิดชอบและสนับสนุน จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการความเร็วและลดอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทย ได้แก่การปรับปรุงระบบการตรวจจับความเร็วและการพัฒนาระบบการกำกับดูแลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเข้าใจและการรับรู้ของผู้ใช้ถนนเพื่อส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัย เป็นต้น

ระบบการตรวจจับความเร็วอัตโนมัติ

•การศึกษาการวางแผนและดำเนินการระบบตรวจจับความเร็วอัตโนมัติในประเทศไทย  

1.การทบทวนข้อมูลและแนวทางการดำเนินงานระบบตรวจจับความเร็วอัตโนมัติในต่างประเทศ

2.ขั้นตอนสำคัญของการพัฒนาระบบตรวจจับความเร็วอัตโนมัติ เช่น การตระหนักถึงปัญหาและความจำเป็น การเสนอแนวทางกลยุทธ์ การลงมือปฏิบัติ และการดำเนินการ

องค์ประกอบของการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จ:

¬การจัดการโครงการตรวจจับความเร็ว

¬การกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน

¬การควบคุมพฤติกรรมการใช้ความเร็วของผู้ขับขี่

¬เพิ่มประสิทธิภาพของการควบคุมความเร็ว

¬การระบุตำแหน่งติดตั้งระบบตรวจจับความเร็วอัตโนมัติ

¬การคัดเลือกและติดตั้งเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เหมาะสม

¬การประชาสัมพันธ์และการประเมินผล

ขั้นตอนการดำเนินงานระบบตรวจจับความเร็วอัตโนมัติของหน่วยงานต่างๆ:

แบบบนลงล่าง: การจัดการโครงการตรวจจับความเร็ว การกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ ควบคุมพฤติกรรมการใช้ความเร็ว ระบุตำแหน่งติดตั้งระบบ และประชาสัมพันธ์

แบบล่างขึ้นบน: เริ่มจากภาคประชาชนตระหนักถึงปัญหาและความจำเป็น และเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การประสานงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการระบบตรวจจับความเร็วอัตโนมัติอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านเทคโนโลยีระบบ ทรัพยากร ทักษะและความรู้ความเชี่ยวชาญ การกำหนดขีดจำกัดความเร็ว และการบังคับใช้กฎหมาย เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยได้ในที่สุด

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยการศึกษาการวางแผนและดำเนินการระบบตรวจจับความเร็วอัตโนมัติในประเทศไทย โดย ดร.นพดล กรประเสริฐ และคณะ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สนับสนุนโดยมูลนิธิไทยโรดส์ , สสส. (ปี 2560) 78 หน้า

•การพัฒนามาตรการและโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อตรวจจับการฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร

การลดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ: โครงการควบคุมความเร็วด้วยกล้องตรวจจับความเร็วอัตโนมัติได้ลดความเร็วของยานพาหนะและจำนวนรวมผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต โดยเป็นโครงการต้นแบบที่สอจร.จังหวัดขอนแก่นได้นำไปประยุกต์ใช้เพื่อป้องกันการฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรด้วยกล้องวงจรปิดแบบกึ่งอัตโนมัติ

การใช้งบประมาณและสนับสนุน: โครงการได้รับงบประมาณและการสนับสนุนจาก Safer Roads Foundation และ ศวปถ. เพื่อพัฒนาโปรแกรมและติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจจับการฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรในพื้นที่ต่างๆ

การวางแผนและดำเนินการ: โครงการได้วางแผนและดำเนินการโดยการติดตั้งกล้องวงจรปิดบนแยกทางจราจรที่สำคัญและการส่งสัญญาณแบบ real time ไปยังระบบคอมพิวเตอร์ที่ห้องควบคุมเพื่อตรวจจับรถที่ฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดงอัตโนมัติ

การวิจัยและพัฒนา: โครงการได้ทำการวิจัยและพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อตรวจจับการฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร โดยมีการทดสอบจากพื้นที่จริงและจัดอบรมให้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลกล้องวงจรปิด

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยและพัฒนามาตรการและโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อตรวจจับการฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร โดย รศ.ดร.ธเนศ เสถียรนาม และคณะ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สนับสนุนโดย ศวปถ.และ สสส. (พค. 60) 82 หน้า

•การพัฒนาคู่มือการดำเนินโครงการติดตั้งกล้อง CCTV เพื่อตรวจจับการฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรและการไม่สวมหมวกนิรภัย มีข้อเสนอแนะดังนี้

การประชาสัมพันธ์และการควบคุมการบังคับใช้: ควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบก่อนเริ่มบังคับใช้เป็นการล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน ด้วยการขอความร่วมมือจากสื่อมวลชน และการจัดประชุมสื่อสารกับสอจร.จังหวัดหรือทำสื่อเผยแพร่ เช่น แผ่นพับ ป้ายประชาสัมพันธ์ สื่อออนไลน์ เพื่อเพิ่มความเข้าใจและการยอมรับของประชาชนต่อการบังคับใช้กฎหมายทางถนน

การวางแผนและดำเนินการ: คู่มือควรรวมถึงการแนะนำกฎหมายที่เกี่ยวข้อง, สภาพกายภาพของทางแยกที่เหมาะสม, คุณสมบัติของกล้อง CCTV, และมาตรฐานป้ายที่มีคุณภาพและงบประมาณลงทุนไม่สูงมาก

การทดสอบและประเมินผล: คู่มือควรรวมถึงขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพของระบบหลังจากการติดตั้งและประสานงานระหว่างโปรแกรมตรวจจับผู้ฝ่าฝืนแบบ Offline และ Online กับโปรแกรมออกใบสั่ง (Police Ticket Management: PTM) ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

การประชุมและบูรณาการ: ควรมีการประชุมและบูรณาการร่วมกับเทศบาลและตำรวจเพื่อลงนาม MOU ร่วมดำเนินงานแบบบูรณาการ โดยทั้ง 2 หน่วยงานได้รับส่วนแบ่งค่าปรับมาใช้ในการพัฒนางานของตน

การประเมินผล: ควรมีการประเมินผลการดำเนินงานทั้งการลดจำนวนอุบัติเหตุ หลังจากการติดตั้งกล้อง CCTV เป็นระยะเวลา 1 , 3 และ 6 เดือนตามลำดับ และแจกแบบฟอร์มประเมินทัศนคติของผู้ขับขี่ที่เดินทางผ่านแยกโครงการตัวอย่างเป็นประจำ

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการพัฒนาคู่มือการดำเนินโครงการติดตั้งกล้อง CCTV เพื่อตรวจจับการฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรและการไม่สวมหมวกนิรภัย โดย รศ.ดร.ธเนศ เสถียรนาม และคณะ  สนับสนุนโดยโครงการค้นหาผู้เชี่ยวชาญและสนับสนุนการจัดการเชิงประเด็นเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนงานด้านความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย มนป. และ สสส. (มิย.61) 82 หน้า

-ศวปถ. มนป.และ สสส.สนับสนุนให้มีการประเมินประสิทธิผลของโครงการกำหนดความเร็วของยานพาหนะที่ขับขี่ในพื้นที่เขตกำหนดความเร็ว ในพื้นที่ศึกษา 2 จังหวัด คือ (1) จังหวัดนครศรีธรรมราช ศึกษาการใช้ความเร็วบนถนน 3 เส้นทาง (ถนนกะโรม ถนนราชดำเนิน และถนนพัฒนาการคูขวาง) (2) จังหวัดนครพนม ศึกษาการใช้ความเร็วบนถนน 2 เส้นทาง ได้แก่ ถนนสุนทรวิจิตร กำหนดให้ยานพาหนะทุกประเภทขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 40 กม./ชม.  และถนนนิตโย กำหนดให้ยานพาหนะทุกประเภทขับขี่ด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม.  สรุปได้ดังนี้

การสนับสนุนและการศึกษา: ศึกษากระบวนการและเกณฑ์ในการกำหนดพื้นที่ความเร็วในพื้นที่ศึกษา โดยใช้สถิติอุบัติเหตุจราจรเป็นเกณฑ์พิจารณา

การวิเคราะห์ผล: การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ใช้เส้นทาง เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น การพัฒนาคู่มือการจัดการความเร็วบนถนนและการอบรมเจ้าหน้าที่

การปรับปรุงเขตพื้นที่: การกำหนดความเร็วที่เหมาะสมตามลักษณะพื้นที่ โดยการปรับปรุงกฎหมายจราจรทางบกเพื่อให้อำนาจท้องถิ่นสามารถประกาศความเร็วที่เหมาะสมได้

การประชาสัมพันธ์และการนำข้อมูลกลับ: การให้ท้องถิ่นส่งผลการประเมินและนำส่งข้อมูลกลับ เพื่อปรับปรุงมาตรการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

ผลลัพธ์จากการวิเคราะห์และการประเมินนี้ช่วยสนับสนุนในการพัฒนานโยบายที่สอดคล้องกับอุบัติเหตุจราจรและเขตพื้นที่ในแต่ละจังหวัดและยกระดับความปลอดภัยทางถนนในประเทศ ด้วยการใช้ Safe System Approach และการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและท้องถิ่นในการจัดการเรื่องความเร็วบนถนนอย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัย

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการประเมินประสิทธิผลของโครงการกำหนดความเร็วของยานพาหนะที่ขับขี่ในพื้นที่เขตกำหนดความเร็ว โดย นายปิติ จันทรุไทย และคณะ สนับสนุนโดย ศวปถ. มนป.,สสส. (กย.2562) 184 หน้า       

  

(4) การลดความเสี่ยงอุบัติเหตุชนท้าย

 (4) การลดความเสี่ยงอุบัติเหตุชนท้าย

มูลนิธิไทยโรดส์ให้การสนับสนุนการศึกษา 2 เรื่อง:

ผลของลักษณะการนั่งมอเตอร์ไซค์เด็ก: การศึกษานี้ศึกษากลศาสตร์การเคลื่อนที่หลังชน และลักษณะการเกิดการบาดเจ็บที่เกิดจากการชนของมอเตอร์ไซค์กับเด็ก เพื่อกำหนดลักษณะการนั่งที่เหมาะสมสำหรับเด็กเล็กในรถมอเตอร์ไซค์ ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่นั่งด้านหลังมีโอกาสเสียชีวิตสูงจากการกระแทกครั้งแรกที่ศีรษะมากกว่าเด็กที่นั่งด้านหน้า แต่หน้าอกของเด็กที่นั่งด้านหน้าจะได้รับแรงกระทกในครั้งที่สองจากมวลของผู้ขับขี่ ทำให้มีโอกาสบาดเจ็บที่หน้าอกสูงเช่นกัน การสวมหมวกนิรภัยจะช่วยลดความเสี่ยงที่ศีรษะจากการกระแทกพื้น และการจัดที่นั่งเด็กที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงที่ร่างกายของเด็กจะลื่นไถลไปหลังจากการชน

การจำลองการชนเชิงตัวเลข: การจำลองการชนเชิงตัวเลขมีไว้เพื่อพบลักษณะการนั่งที่เหมาะสมของเด็ก ซึ่งควรอยู่ที่ด้านหลังผู้ขับขี่เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้มากกว่าที่นั่งด้านหน้า การสวมหมวกนิรภัยและการจัดที่นั่งเด็กที่เหมาะสมจะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในการใช้งานรถมอเตอร์ไซค์

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่องการศึกษาผลของลักษณะการนั่งมอเตอร์ไซค์เด็กต่อความรุนแรงของการบาดเจ็บที่เกิดจากการชนของมอเตอร์ไซค์ โดย วิศวกรรมการประเมินและความปลอดภัยยานยนต์ บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธรไทย-เยอรมัน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สนับสนุนโดยมูลนิธิไทยโรดส์ (ปี 2559) 90 หน้า

•การลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการชนท้าย กรณีศึกษาทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35  ได้มีการพัฒนาแบบจำลองการขับรถตามกันของจีเอ็มลำดับที่ 5 (GM5th Car-following model) เพื่อศึกษาระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างรถที่ขับตามกัน ผลการศึกษาพบว่า ควรมีระยะห่างไม่น้อยกว่า 47 เมตร โดยเป็นระยะห่างที่ความเร็ว 97 กม./ชม. และการติดตั้งเครื่องหมายผิวจราจรแบบ Transverse Bar ลงในเลนกลางและเลนขวาสุด มีส่วนช่วยให้ผู้ขับขี่เว้นระยะห่างระหว่างรถตนเองกับรถคันหน้าเพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อผ่านช่วงถนนที่ทำการติดตั้งเครื่องหมายบนผิวจราจรไปแล้ว พบว่า พฤติกรรมของผู้ขับขี่ส่วนใหญ่กลับมาเเว้น ระยะห่างระหว่างรถน้อยลงเหมือนเดิม ซึ่งเพิ่มโอกาสเกิดอุบัติเหตุชนท้ายขึ้นได้ ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการขับขี่และการปรับปรุงเครื่องหมายผิวจราจรแบบ Transverse Bar จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในการชนท้าย นอกจากนี้ ควรนำแบบจำลองและเครื่องหมายที่พัฒนาไปประยุกต์ใช้ในถนนสายอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอุบัติเหตุทางถนนที่เกิดจากการชนท้ายได้อีกด้วย

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยการศึกษาการลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการชนท้าย กรณีศึกษาทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 35 โดย รศ.ดร. อำพล การุณสุนทวงษ์ และคณะ ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สนับสนุนโดยมูลนิธิไทยโรดส์ (มิย.2561) 232 หน้า

(5) การพัฒนาสมรรถนะของผู้ใช้รถใช้ถนน

(5) การพัฒนาสมรรถนะของผู้ใช้รถใช้ถนน

-โครงการ "การป้องกันปัญหาจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ในกลุ่มเยาวชน" ได้รับการสนับสนุนจาก ศวปถ., มสช., และ สสส. เพื่อส่งเสริมการสร้างองค์ความรู้และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เน้นการป้องกันปัญหาเชิงรุกในการขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลุ่มเยาวชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง โดยเน้นการสร้างอัตลักษณ์ของเยาวชนเป็นผู้นำความปลอดภัยทางถนนในชุมชน และปรับบทบาทของผู้ใหญ่ให้เป็นผู้สนับสนุนชี้แนะ ผู้ดูแลและผู้กำกับติดตามช่วยเหลือ โดยมีกิจกรรมเช่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มผู้ปกครองและชุมชน ในหัวข้อทุกข์ของแม่ที่ซื้อรถจักรยานยนต์ให้ลูก การจัดขบวนพาเหรด การนำเสนอนวัตกรรมสร้างสรรค์ เป็นต้น ผลลัพธ์ของโครงการนี้ทำให้เยาวชนกลุ่มเสี่ยงมีการเปลี่ยนแปลงอัตลักษณ์ มีความภาคภูมิใจในตนเอง และมีพัฒนาการของจิตสำนึกความปลอดภัย โดยเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนในชุมชน อีกทั้งยังเสริมภาคีเครือข่ายในกลุ่มเยาวชนได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการ “การป้องกันปัญหาจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ในกลุ่มเยาวชน  โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข และคณะ สนับสนุนโดย ศวปถ., มสช. , สสส. (พค. 2553) 122 หน้า

-“คู่มือการพัฒนาอัตลักษณ์ผู้นำความปลอดภัยในกลุ่มเยาวชน”  เป็นเอกสารที่นำเสนอวิธีการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอัตลักษณ์ของผู้นำความปลอดภัยในกลุ่มเยาวชน โดยมุ่งเน้นการสร้างและพัฒนาผู้นำความปลอดภัยตั้งแต่ขั้นตอนการสรรหา การคัดเลือก การพัฒนา (Coaching) การส่งเสริมสนับสนุน (Caring) และการติดตามประเมินผล (Controlling) โดยมุ่งเน้นการสร้างบทบาทและความรับผิดชอบของผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเยาวชนในการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน โดยมุ่งเน้นที่จะเป็น

ผู้นำและแบ่งปันความรับผิดชอบในการสร้างองค์ความรู้และการกระตุ้นให้เยาวชนรับรู้และรับใช้หลักการปลอดภัยทางถนนอย่างเหมาะสม และให้เครื่องมือและแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิบัติตามด้วยวิธีการที่มุ่งเน้นการพัฒนาผู้นำทั้งในส่วนของผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องและเยาวชน เอกสารนี้ช่วยสร้างบทบาทและความรับผิดชอบที่ชัดเจนในการส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยในการสร้างองค์ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องของความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเยาวชน อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำความปลอดภัยทางถนนในกลุ่มเยาวชนให้มีความน่าเชื่อถือและเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เยาวชนอื่นๆในชุมชน

ที่มา:คู่มือการพัฒนาอัตลักษณ์ผู้นำความปลอดภัยในกลุ่มเยาวชน 18 หน้า (ไม่ระบุปี)

-ปี 2553 สสส.ให้การสนับสนุนการจัดทำคู่มือการเสนอแนวทางการจัดการด้านใบขับขี่เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน  โดยเน้นการพัฒนาคุณภาพระบบขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลุ่มเยาวชนในประเทศไทย เนื่องจากข้อมูลสถิติแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงของรถจักรยานยนต์ต่อการเกิดอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 15-24 ปี

คู่มือได้เสนอรูปแบบการจัดการระบบใบขับขี่ที่เหมาะสมของไทย โดยแบ่งระดับการพัฒนาระบบใบขับขี่ ออกเป็น 4 ระดับ

1.การกำหนดอายุขั้นต่ำที่ชัดเจนที่ไม่อนุญาตให้มีการขับขี่ได้ และการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ถึงอันตรายที่เกิดขึ้นกับการปล่อยให้เยาวชนในช่วงอายุดังกล่าวนำรถจักรยานยนต์มาใช้

2.การพัฒนาทัศนคติ และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการขับขี่ปลอดภัยผ่านหลักสูตร

ภายในสถานศึกษาก่อนที่ผู้ขับขี่จะเข้ารับการทดสอบขอรับใบอนุญาตขับขี่แบบชั่วคราวที่อายุ 15 ปี

3.การเพิ่มการเข้าถึงการพัฒนาทักษะการขับขี่ที่ปลอดภัยในระดับที่สูงขึ้น และการปรับแก้ทัศนคติและความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องผ่านการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง รวมทั้งมีมาตรการเชิงควบคุมเพื่อความปลอดภัย เช่น การจำกัดซีซีของรถ การห้ามขับขี่ในเวลากลางคืน การห้ามซ้อนท้าย

4.การสอบรับใบอนุญาตขับขี่ฉบับสมบูรณ์ และการเพิ่มเติมทักษะการขับขี่เพิ่มเติม เช่น ทักษะด้านการรับรู้อันตราย การสอนการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่มีซีซีสูง ฯลฯ

มีการแสวงหาแนวทางใหม่เพื่อดึงผู้ขับขี่ที่ยังไม่ได้รับการอบรมหลักสูตรการขับขี่ปลอดภัยให้เข้ามารับการอบรม โดยเฉพาะกลุ่มผู้ถือครองใบขับขี่ชั่วคราวอายุ 15-18 ปี

ที่มา:รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการจัดทำคู่มือการเสนอแนวทางการจัดการด้านใบขับขี่เพื่อป้องกันอุบัติเหตุในกลุ่มเยาวชน โดย ทวีศักดิ์ แตะกระโทก (พค. 2553) 26 หน้า

- ศวปถ. ให้การสนับสนุนในการสำรวจและวิเคราะห์การได้ประวัติใบขับขี่และการทดสอบใบขับขี่ของเยาวชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีการศึกษาเฉพาะกรณีของสถาบันการศึกษาในจังหวัดพิษณุโลก  เพื่อตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรม ทัศนคติ การเรียนรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัยในกลุ่มเยาวชนอายุ 15-22 ปี ในสถาบันการศึกษาระดับมัธยมศึกษา อาชีวะศึกษา และอุดมศึกษา จำนวน 1,238 คน

ผลการสำรวจพบว่า:

1.การขับขี่ครั้งแรกเมื่ออายุน้อยเป็นความเสี่ยง มีกลุ่มผู้ขับขี่ตั้งแต่อายุ 7-9 ปี (ก่อนถึง 15 ปีที่สามารถขอรับใบอนุญาตขับขี่ได้)

2.ในกลุ่มวัยรุ่นที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ในถนนแล้วมากกว่าร้อยละ 70 ไม่พบกระบวนการให้ความรู้ด้านกฎหมาย ข้อบังคับจราจร และพฤติกรรมความปลอดภัยในระบบการเรียนการสอนปกติ

3.การได้รับการฝึกอบรมหลังจากที่วัยรุ่นมีประสบการณ์มาพอสมควรแล้ว มีผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมน้อยมาก

4.มีกลุ่มที่เข้าถึงโรงเรียนฝึกขับขี่หรือผ่านการอบรมการขับขี่ปลอดภัยที่ได้มาตรฐานจำนวนน้อย ซึ่งไม่สามารถยืนยันได้ว่า การเข้าสู่การฝึกในช่วงอายุใดจะดีที่สุด

5.การอบรมและทดสอบความรู้ด้านกฎหมายจราจรมีผลต่อการรับรู้แต่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการฝ่าฝืนได้

6.หลังจากได้ใบอนุญาตขับขี่แล้ว พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ไม่ลดลง

7.ครอบครัว เช่น พ่อแม่และญาติ เป็นกลุ่มแรกที่ช่วยพัฒนาและส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัย ตามด้วยโรงเรียนที่มีการจัดกิจกรรมให้ความรู้และเพิ่มทักษะที่มีผลต่อพฤติกรรมการขับขี่

มีข้อเสนอการจัดรูปแบบระบบใบอนุญาตขับขี่ ดังนี้

ระยะสั้น: พัฒนากระบวนการเข้าถึงการอบรมการขับขี่ปลอดภัยที่มีมาตรฐาน

ระยะกลาง: มีมาตรการด้านกฎหมาย/ข้อบังคับให้ผู้ขับขี่มือใหม่จำเป็นต้องผ่านการอบรมที่เป็นมาตรฐานเดียวกันในช่วงอายุที่เหมาะสม

ระยะยาว: จัดกระบวนการให้ความรู้ด้านกฎหมายข้อปฏิบัติและปลูกฝังสำนึกความปลอดภัยในการเรียนการสอนให้เป็นระบบมากขึ้น

ที่มา:รายงานการสำรวจการได้ประวัติใบขับขี่ การทดสอบใบขับขี่ของเยาวชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีศึกษาสถาบันการศึกษาจังหวัดพิษณุโลก โดย ณัฐกานต์ ไวยเนตร และคณะ สนับสนุนโดย ศวปถ. , สสส. (ธค. 2561) 54 หน้า

- การศึกษาล่าสุดจาก TDRI ประจำปี 2565 เน้นการพัฒนาระบบออกใบอนุญาตขับขี่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ:

1.ศึกษาโครงสร้างและสถานการณ์ปัญหาของระบบการให้อนุญาตขับขี่ยานพาหนะในปัจจุบัน

2.ทบทวนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

3.ศึกษาแนวทางจากต่างประเทศ

4.จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน

ผลการศึกษา พบว่า:

¬ใบอนุญาตขับขี่มีความสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายจราจรและเป็นหลักประกันใน

การได้รับสินไหมทดแทนในกรณีเกิดอุบัติเหตุ

¬สัดส่วนการครอบครองใบอนุญาตขับขี่ต่อรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนทั่วประเทศยังมีข้อจำกัดที่น่าสังเกต โดยเพียงร้อยละ 55 เท่านั้น

¬แนวทางการพัฒนาจากต่างประเทศเน้นการเพิ่มโทษในกรณีขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต เช่น การจำคุกและการลงทะเบียนประวัติชีวิต และมีแนวทางให้ส่วนลดค่าประกันรถยนต์สำหรับผู้ที่มีประวัติขาวสะอาด เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้คนมาทำใบอนุญาตขับขี่

¬ประเทศไทยยังมีบทลงโทษที่มีข้อจำกัด เช่น จำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท จึงต้องมีการเพิ่มโทษและแนวทางจูงใจอื่นๆ

คณะผู้วิจัยได้จัดทำ "ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาโครงสร้างของระบบออกใบอนุญาตขับขี่" โดยมีแผนการดำเนินงานระยะสั้น (1-2 ปี), ระยะกลาง (2-4 ปี), และระยะยาว (5 ปีขึ้นไป) โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้ผู้ขับขี่มาทำใบอนุญาตขับขี่เพิ่มขึ้น และปรับปรุงระบบใบอนุญาตขับขี่ให้มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่และลดอุบัติเหตุบนถนนลง

ที่มา:สรุปจากเอกสารเพื่อการเผยแพร่ โครงการศึกษาเพื่อพัฒนาระบบออกใบอนุญาตขับขี่ให้เหมาะสมกับประเทศไทย โดย ดร.สลิลธร ทองมีนสุข และคณะผู้วิจัยจาก TDRI สนับสนุนโดย ศวปถ. (กค. 2565) 20 หน้า

-ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ได้นำเสนอประเด็น "แรงงานต่างด้าวขับขี่-สูญเสีย 9 เจ็บ 3" โดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเข้ามาของแรงงานต่างด้าวในการขับขี่รถในประเทศไทย ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์อุบัติเหตุทางถนนที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่เกิดจากรถโม่ปูนซีเมนต์ที่ขับโดยแรงงานต่างด้าว ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่คุ้นชินกับเส้นทางและรูปแบบการขับขี่ที่แตกต่างไป ผู้เสียชีวิตจำนวน 8 รายและบาดเจ็บจำนวน 3 ราย ทำให้เห็นว่ามีช่องว่างด้านกฎหมายแรงงานต่างด้าว การออกใบอนุญาตขับขี่รถบรรทุก และมาตรการด้านความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานขับรถบรรทุก โดยพบว่า ไม่มีการรายงานความรับผิดชอบและบทลงโทษต่อผู้ประกอบการที่ทำการจ้างงานแรงงานต่างด้าวที่ละเมิดกฎหมาย ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการตรวจสอบและกำกับดูแลแรงงานต่างด้าวที่ขับขี่รถอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในอนาคต และหากพบการกระทำผิดควรมีการลงโทษอย่างเคร่งครัดต่อผู้ละเมิด ด้วยการออกใบอนุญาตขับขี่รถบรรทุกให้เป็นไปตามกฎหมายและการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยที่เหมาะสม

ผลการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น เสนอมาตรการด้านความปลอดภัยในผู้ปฏิบัติงานขับรถบรรทุกที่มี 6 ปัจจัยหลัก ดังนี้:

1.ระบบการจัดการด้านความปลอดภัย: การจัดการกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และการบำรุงรักษายานพาหนะให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ เช่น การรายงานความเสี่ยงที่สามารถเกิดขึ้นทางถนน

2.การประสานงานและการสื่อสารภายในหน่วยงาน: การให้คำปรึกษาหรือขอคำปรึกษาโดยไม่กังวลว่าจะมีผลต่อการปฏิบัติหน้าที่

3.การประเมินสมรรถนะในการขับขี่ของตนเอง: ความสามารถในการประเมินสมรรถนะในการขับขี่ของตนเองได้ตามความเป็นจริง

4.การทำงานเป็นทีม: การรับฟังและการให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงาน และการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเพื่อช่วยลดความเครียดในการทำงาน

5.การรับมือกับการทำงานในเวลาจำกัดและเครียด: การรับมือกับการทำงานในเวลาจำกัดและเครียดที่ไม่ให้เกินความสามารถของตนที่จะรับได้ไหว

6.ความตระหนักในการปฏิบัติงานเพื่อไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยง: การปฏิบัติงานโดยมีความตระหนักและมีมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น การไม่ดื่มแอลกอฮอล์ในขณะปฏิบัติงาน

สำหรับประเทศไทย ควรเพิ่มประสิทธิภาพในหลักสูตรการอบรมและให้ความรู้แก่ผู้ปฏิบัติงานรถบรรทุก รวมถึงการทดสอบก่อนได้รับใบอนุญาตขับขี่รถบรรทุกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในอนาคตและเพิ่มระดับความปลอดภัยในงานขับรถบรรทุกในประเทศไทยด้วยการปรับปรุงและพัฒนาระบบด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง

ที่มา:ไฟล์แรงงานต่างด้าวขับขี่-การออกใบอนุญาตขับขี่.pdf โดย ศวปถ. (ไม่ระบุปีที่จัดทำ) 5 หน้า

สำหรับกลุ่มคนเดินเท้ามีการจัดทำชุดคู่มือเสริมสร้างความปลอดภัยของคนเดินเท้า (Pedestrian Safety Guideline) มีดังนี้

การประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยของคนเดินเท้า: การเชื่อมโยงระดับความปลอดภัยของคนเดินเท้าในระดับนานาชาติและระดับประเทศ และการพิจารณาปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อบกพร่องในโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่ง และการเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ถนน

การออกแบบถนนและการใช้พื้นที่: การจัดการพื้นที่เพื่อส่งเสริมความปลอดภัยของคนเดินเท้า โดยการพิจารณาการออกแบบถนนและการวางแผนการใช้พื้นที่ที่เหมาะสม เช่น การจัดทำทางเท้า การติดตั้งสัญญาณจราจรคนข้าม

มาตรการด้านความปลอดภัยของคนเดินเท้า: การสร้างแนวทางและมาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันอุบัติเหตุ และการปรับปรุงพื้นที่และโครงสร้างทางถนนเพื่อเพิ่มความปลอดภัย รวมทั้งการเสริมสร้างความรู้และการฝึกสอนให้คนเดินเท้า

การประเมินมาตรการ: การประเมินผลของมาตรการต่างๆที่ถูกใช้เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยของคนเดินเท้า และการสนับสนุนให้มีการนำมาตรการดังกล่าวไปใช้ในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางและมาตรการในการปฏิบัติ: การสร้างแนวทางและมาตรการที่เหมาะสมในการส่งเสริมความปลอดภัยของคนเดินเท้า โดยการใช้มาตรการตามหลักวิศวกรรมและการป้องกันเชิงพฤติกรรม เพื่อลดความเสี่ยงจากการเดินเท้าในพื้นที่ต่างๆ

การสนับสนุนและการนำไปใช้: การสนับสนุนและการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับมาตรการป้องกันอุบัติเหตุและการสร้างความปลอดภัยของคนเดินเท้า และการสนับสนุนการนำมาตรการดังกล่าวไปใช้ในชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสรุปคู่มือนี้มุ่งเน้นที่จะเสนอแนวทางและมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันอุบัติเหตุและสร้างความปลอดภัยให้กับคนเดินเท้าในทุกๆ ด้านของสิ่งแวดล้อมทางถนนและโครงสร้างของเมือง ด้วยการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนท้องถิ่น เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุและเสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินเท้าอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการจัดทำชุดคู่มือเสริมสร้างความปลอดภัยของคนเดินเท้า (Pedestrian Safety Guideline) เรียบเรียงและอ้างอิงเนื้อหาสำคัญตามคู่มือ “Pedestrian Safety: A Road safety manual for decision-makers and practitioners,2013” ขององค์การอนามัยโลก โดย นายสุเมธี สนธิกุล สนับสนุนโดย ศวปถ.,มสช., สสส. (สค. 2556) 118 หน้า

-การศึกษาโอกาสและความเป็นไปได้ในการผลักดันให้เกิดความปลอดภัยทางถนนเพื่อส่งเสริมการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันในอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เน้นการสร้างเมืองน่าอยู่และการใช้จักรยานเป็นวิธีการเดินทางที่ยั่งยืนแล้ว โดยมีหลักการเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง การปรับโครงสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกบางส่วน เช่น การจัดการทาสี จัดการจุดเสี่ยงน้ำท่วม และการติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับจักรยาน เพื่อสร้างความปลอดภัยและสนับสนุนการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน การศึกษาพบว่า ทุกกลุ่มมีทัศนคติเชิงบวกต่อการส่งเสริมให้เกิดการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน และมีเสนอแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้

1.การสร้างกลไกนโยบายเพื่อสนับสนุนการใช้จักรยานอย่างต่อเนื่องโดยการจัดการถนน สิ่งอำนวยความสะดวก และการจัดการจราจรอย่างจริงจัง

2.การระบุพื้นที่หรือขอบเขตการดำเนินงานให้ชัดเจนเพื่อทำให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมได้

3.การวางกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ

4.การสร้างทัศนคติที่ถูกต้องและการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนในชุมชนเพื่อเห็นความสำคัญของความปลอดภัยทางถนน

5.การสนับสนุนสิ่งอำนวยความสะดวกที่ก่อให้เกิดความปลอดภัย เช่น การปรับปรุงเส้นทางที่สร้างความมั่นใจในการปั่น และการติดตั้งระบบช่วยเหลือ โดยมีการแสดงเสนอแนวทางการดำเนินงานแบบเฉพาะเจาะจงและระบุแผนที่ชัดเจนในการดำเนินงาน เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในการส่งเสริมให้เกิดการใช้จักรยานในชีวิตประจำวัน ในทางปฏิบัติ ขณะที่มีแรงกดดันที่จะเป็นที่ยอมรับในการสนับสนุนการใช้จักรยาน จำเป็นต้องมีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมีการควบคุมอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสังคมทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว

ที่มา(1) เอกสารโครงการส่งเสริมการใช้จักรยาน Final Report v.2 copy.pdf  โดย มูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทย สนับสนุนโดย ศวปถ. (มีค.2565) และ 2) เอกสารแนวทางการจัดการความปลอดภัยทางถนนสำหรับท้องถิ่น copy.pdf (มีค. 2565)

-โครงการเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนระดับพื้นที่ถนนพระราม 2 เป็นโครงการที่เน้นการพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน อปท. องค์กรสาธารณะประโยชน์ ภาคประชาสังคม และองค์กรชุมชน เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน ทั้งในระดับพื้นที่ถนนพระราม 2 ระดับชุมชน และระดับจังหวัด (สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี และเพชรบุรี) โดยมุ่งเน้นที่จุดเสี่ยงสำคัญในการเกิดอุบัติเหตุทางถนน ที่เป็นเส้นทางสัญจรมุ่งสู่แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดสมุทรสาคร และจังหวัดต่างๆ โดยโครงการนี้มีข้อดีดังนี้

1.การเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: โครงการมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ เช่น รัฐบาล ภาคเอกชน และองค์กรชุมชน เพื่อให้มีการทำงานร่วมกันในด้านความปลอดภัยทางถนน

2.การสร้างแกนนำชุมชนและหน่วยงาน: โครงการนำเสนอแนวทางการดำเนินงานที่จะสร้างแกนนำในชุมชนและหน่วยงานที่สนับสนุนการทำงานร่วมกัน เพื่อส่งเสริมการปฏิรูปวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน

3.การพัฒนาโครงการวิจัยท้องถิ่น: โครงการนี้สนับสนุนการพัฒนาโครงการวิจัยท้องถิ่นเพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนน

4.การเผยแพร่ผ่านสื่อสาธารณะ: โครงการนี้มีการสนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสาธารณะเพื่อสร้างความตระหนักในชุมชนเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนน

โครงการนี้มีผลในการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการพัฒนาวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อชุมชนและสังคมในระยะยาว

ที่มา:รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนระดับพื้นที่ถนนพระราม 2 โดย นายชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม สนับสนุนโดย ศวปถ., สสส. (กค.2555) 57 หน้า

-การศึกษาการลงทุนในมาตรการลดอุบัติเหตุจราจรที่เหมาะสม เพื่อให้เห็นภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณในการป้องกันและแก้ปัญหาอุบัติเหตุจราจรของต่างประเทศ รูปแบบและจำนวนงบประมาณที่ใช้ในมาตรการด้านความปลอดภัยทางถนนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย แนวทางการจัดสรรและใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าเพิ่มขึ้น และแนวทางการจัดหาแหล่งเงินทุน รวมทั้งนำเสนอกรณีศึกษาการจัดการป้องกันอุบัติเหตุทางถนนในระดับจังหวัด 3 จังหวัด (พิษณุโลก ภูเก็ต ขอนแก่น) ผลการศึกษาพบว่าประเทศไทยใช้งบประมาณด้านอุบัติเหตุค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ รองลงมาคือด้านการบังคับใช้กฎหมาย ด้านการศึกษา ด้านการประเมิน และด้านการแพทย์ฉุกเฉินตามลำดับ การวิเคราะห์มาตรการสำคัญ พบว่า (1)  มาตรการสวมหมวกนิรภัย – ควรจัดสรรงบประมาณให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายโดยตรง มีการศึกษาเพิ่มเติมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้รถ สร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่ ดังตัวอย่างการบูรณาการโครงการรณรงค์สวมหมวกนิรภัยในจังหวัดภูเก็ต 100% (2) มาตรการกล้องตรวจจับความเร็ว - ควรลงทุนติดตั้งมากขึ้นควบคู่ไปกับการสร้างความพร้อมให้ผู้ปฏิบัติการ (3) มาตรการลดและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ – ยังไม่ได้ประสิทธิผลเท่าที่ควร แม้ว่าจำนวนการเกิดอุบันติเหตุ อัตราการบาดเจ็บและเสียชีวิตจะลดลงก็ตาม (4) มาตรการแก้ไขจุดเสี่ยง – การแก้จุดเสี่ยงบนถนนสายรอง โดยเฉพาะถนนในเขตชุมชนต้องอาศัยความร่วมมือของคนในพื้นที่เป็นสำคัญ โดยมีบ้านไผ่โมเดลเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและประยุกต์ใช้ในกิจกรรมด้านวิศวกรรมระดับประเทศได้  การจัดสรรงบประมาณด้านความปลอดภัยทางถนนควรมีความต่อเนื่องและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับข้อมูลการวิเคราะห์ต้นทุนทางสังคมของปัญหา ผลประโยชน์และต้นทุนของมาตรการต่างๆ ทั้งนี้แหล่งที่มาของงบประมาณหลักในต่างประเทศ สำหรับประเทศไทยควรมีการลงทุนในมาตรการความปลอดภัยทางถนนมากขึ้น โดยหน่วยงานอิสระที่ทำงานด้านอุบัติเหตุทางถนนเท่านั้น หาแนวทางในการร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินมากขึ้น  จัดสรรรายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์และล้อเลื่อนมาใช้ จัดตั้งงบประมาณทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นในลักษณะ Earmarked Fund

ที่มา:รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาการลงทุนในมาตรการลดอุบัติเหตุจราจรที่เหมาะสมเพื่อตอบสนองทศวรรษความปลอดภัย โดย ศูนย์วิจัยและติดตามความเป็นธรรมทางสุขภาพ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร สนับสนุนโดย ศวปถ. , สสส.  (กค.2554) 190 หน้า

เสาหลักที่ 5: การช่วยเหลือและรักษาผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน

เสาหลักที่ 5: การช่วยเหลือและรักษาผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน

มีข้อมูลความรู้ที่เกี่ยวข้องค่อนข้างน้อยและเป็นงานศึกษาที่เจาะจงบางกลุ่มบางพื้นที่

1) การส่งเสริมระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพ มีงานประเมินผลการรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุจราจรก่อนถึงโรงพยาบาล

1) การส่งเสริมระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีประสิทธิภาพ มีงานประเมินผลการรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุจราจรก่อนถึงโรงพยาบาล

-งานประเมินผลการรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุจราจรก่อนถึง

โรงพยาบาล มีความสำคัญในการศึกษาแนวทางในการบริการรักษาพยาบาลก่อนถึงโรงพยาบาลหรือการรักษาที่จัดโดยบุคลากรทางการแพทย์และนำส่งไปยังโรงพยาบาลที่เหมาะสมเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากการอุบัติเหตุ

การศึกษานี้ทำโดยดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ และคณะวิจัย TDRI ในปี 2539 เพื่อศึกษาค่าใช้จ่ายและประโยชน์ของการรักษาพยาบาลก่อนถึงโรงพยาบาลในโรงพยาบาล 3 แห่งในกรุงเทพฯ (โรงพยาบาลราชวิถี วชิรพยาบาล และโรงพยาบาลกรุงเทพฯ) พบว่า ผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนเป็นอย่างมาก แนะนำให้ขยายบริการทั่วประเทศในระยะ 5 ปีข้างหน้า (2545)

รัฐบาลควรแต่งตั้งหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง เช่น คณะกรรมการอำนวยการรักษาพยาบาลก่อนถึงโรงพยาบาล ศูนย์รับแจ้งข่าวอุบัติเหตุ กองทุน หน่วยกู้ชีพ

ศูนย์วิจัยและอบรมด้านรักษาพยาบาล เพื่อให้มีการจัดระบบกลไกที่สร้างแรงจูงใจให้บุคลากรทางการแพทย์และการรับประกันว่าผู้บาดเจ็บทุกคนจะได้รับบริการรักษาพยาบาลก่อนถึงโรงพยาบาลอย่างเท่าเทียมกัน และควรมีการออกกฎหมายมารองรับการดำเนินงานดังกล่าวในประเทศไทย

ที่มา:รายงานการศึกษาวิจัยการประเมินผลการรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากอุบัติเหตุจราจรก่อนถึงโรงพยาบาล โดย ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ และคณะวิจัย TDRI เสนอ สธ.และ WHO เมื่อตุลาคม 2539 จำนวน 127 หน้า

-การสรุปผลการดำเนินงานพัฒนาศักยภาพของพยาบาลที่ทำหน้าที่ให้บริการผู้ป่วยอุบัติเหตุในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นการประเมินนโยบายกระทรวงสาธารณสุขปี 2558 ซึ่งกำหนดให้อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนไม่เกิน 18 รายต่อแสนประชากร โดยมีผลให้เขตสุขภาพ จังหวัด และโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ดำเนินการตอบสนองนโยบายนี้อย่างเห็นผล

การดำเนินงานมุ่งเน้นให้มีการแบ่งพื้นที่บริการเพื่อชัดเจน พัฒนาศักยภาพของพยาบาลด้วยการอบรมเฉพาะทางทั้งศัลยกรรมอุบัติเหตุและการดูแลผู้ป่วยอุบัติเหตุ และจัดการบริการที่ผ่านการอบรมขึ้นเพื่อปฏิบัติหน้าที่หมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง

การเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์และเครื่องมือการแพทย์ เช่น เครื่อง Ultrasound เครื่อง Portable x ray ตู้ warm fluid ตู้เย็นเก็บเลือด Portable monitor เครื่องให้สารน้ำด้วยอัตราเร็ว เป็นต้น เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างเต็มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดแนวปฏิบัติระหว่างโรงพยาบาลชุมชนกับ Staff Trauma Team ในการปรึกษาก่อน Refer in ซึ่งส่งผลให้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่

เป็น Major trauma จากอุบัติเหตุทางถนนได้ลง

ที่มา:การพัฒนาทีมให้บริการผู้ป่วยอุบัติเหตุภายในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. 2558 โดย นพ.ภูวนัย สาคัมภีร์ และสุปราณี ชูรัตน์ (แผนงานระบบข้อมูลข่าวสารเพื่อความปลอดภัยทางถนน สนับสนุนโดย ศวปถ. สสส. มูลนิธิสุขภาพภาคใต้ กระทรวงสาธารณสุข โปสเตอร์ 1 แผ่น (ไม่ระบุปีที่พิมพ์)

2) การฝึกอบรมอาสาสมัครกู้ชีพกู้ภัย

2) การฝึกอบรมอาสาสมัครกู้ชีพกู้ภัย

-สอจร.และ สสส.ได้ให้การสนับสนุนมูลนิธิสว่างเบญจธรรมสมุทรสงครามในการดำเนินงานเพื่อลดอุบัติเหตุและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม  โดยการเข้าร่วมโครงการแนวทางการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นระบบเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนพระราม 2 และถนนสายสมุทรสงคราม-บางแพและถนนเอกชัย ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่เชื่อมต่อไปยังภาคใต้ และมีปริมาณรถหนาแน่นและเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

ในช่วงปี 2555-2556 มูลนิธิฯได้ร่วมกับหน่วยกู้ภัยในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อช่วยชีวิตผู้ประสบภัย และสร้างความรู้และจิตสำนึกให้แก่หน่วยงาน เด็กเยาวชนและประชาชนทั่วไป เพื่อลดอุบัติเหตุและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในพื้นที่

กิจกรรมที่ประกอบด้วยการประชุมคณะทำงาน อบรมการสอบสวนอุบัติเหตุ การให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัยในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจุดเสี่ยงในพื้นที่จริง การอบรมระบบ EMAT Alert เพื่อจัดทำข้อมูลลงในแอพพลิเคชั่นในมือถือ เป็นต้น

ผลลัพธ์ที่ได้คือการขยายผลไปยังหน่วยกู้ภัยของมูลนิธิอื่นๆ และการสร้างแนวทางการดำเนินงานเพื่อลดอุบัติเหตุและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในพื้นที่ โดยมีการทำงานเป็นทีมในลักษณะสหวิชาชีพ และการปรับแก้ไขจุดเสี่ยงในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมเพื่อเพิ่มความรับรู้ให้กับเด็กและเยาวชนในโรงเรียน และการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างการปฏิบัติงานเชิงรุ่นและเป็นระบบในการลดอุบัติเหตุและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในพื้นที่ ทำให้คนในจังหวัดเห็นความสำคัญของการขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น และเกิดแนวทางการดำเนินงานเพื่อลดอุบัติเหตุและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม

ที่มา:เอกสาร pdf “สานพลังเครือข่าย..กู้ชีพกู้ภัยในถนนพระรามสอง” (ไม่ระบุปีที่พิมพ์และผู้จัดทำ) จำนวน 11 หน้า

-หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างเบญจธรรม จัดทำแผ่นพับนำเสนอการปรับการทำงานของมูลนิธิฯ โดยเน้นการเปลี่ยนจากการตั้งรับ (เก็บคนตาย) มาเป็นการทำงานเชิงรุก (ช่วยคนเจ็บ) โดยมีแนวทางการทำงานรูปแบบใหม่ ซึ่งเน้นการพูดคุยกันในการประชุมประจำเดือน เพื่อดูข้อมูลที่มีการบันทึกรายละเอียดเหตุการณ์ เวลา สถานที่เกิดเหตุ และอาการของผู้ประสบเหตุที่ถูกสื่อสารผ่านวิทยุสื่อสาร แนวทางการทำงานใหม่นี้มีหลายประโยชน์ ซึ่งรวมถึงการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ทั้งกับโรงพยาบาล ตำรวจ บริษัทประกันภัยและผู้ประสบเหตุ ในการรักษาพยาบาล และเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องคดี นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลที่สำคัญในการวิเคราะห์สาเหตุทั้งจุดเสี่ยง ความประมาท และวิศวกรรมทางถนน ฯลฯ

ที่มา:แผ่นพับจากการตั้งรับมาเป็นการรุก: เมื่อวันนี้เราเป็นได้มากกว่า “ช่วยคนเจ็บ เก็บคนตาย”  (ไฟล์ช่วยคนเจ็บ เก็บคนตาย copy.pdf) จัดทำโดยมูลนิธิสว่างเบญจธรรมสมุทรสงคราม   

อ้างอิง

สุจิตราภรณ์ คำสอาด.(2566). รายงานผลการดำเนินงานการประมวลองค์ความรู้สุขภาวะเชิงประเด็น   

          “ลดอัตราการตายจากอุบัติเหตุทางถนน”อย่างเป็นระบบ (Systematic Review).สนับสนุนโดย

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเพลินพาดี ภายใต้โครงการทบทวนและประมวลองค์ความรู้สุขภาวะเชิงประเด็นเพื่อสนับสนุนการสื่อสารและขยายผล   ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

งานบทความที่กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจ

ยอมรับ! ต่างรุ่นต่างประสบการณ์ ช่วยลดความขัดแย้งในครอบครัว
1708931705.jpg

Super Admin ID1

ยอมรับ! ต่างรุ่นต่างประสบการณ์ ช่วยลดความขัดแย้งในครอบครัว

ขยับตัวเพื่อสุขภาพ เด็กไทยเอาชนะพฤติกรรมเนือยนิ่งและบอกลาโรคอ้วน
1708931705.jpg

Super Admin ID1

ขยับตัวเพื่อสุขภาพ เด็กไทยเอาชนะพฤติกรรมเนือยนิ่งและบอกลาโรคอ้วน

อย่าปล่อยให้งานฆ่าคุณ วิธีบอกลาการทำงานหนักจนตาย
1708931705.jpg

Super Admin ID1

อย่าปล่อยให้งานฆ่าคุณ วิธีบอกลาการทำงานหนักจนตาย

เพิ่มพลังนม เพื่อสุขภาพ (และส่วนสูง) เด็กไทย!
1708931705.jpg

Super Admin ID1

เพิ่มพลังนม เพื่อสุขภาพ (และส่วนสูง) เด็กไทย!

อุบัติเหตุบนท้องถนน คนเดินเท้าเสี่ยงเสียชีวิต-บาดเจ็บมากสุด
1708931705.jpg

Super Admin ID1

อุบัติเหตุบนท้องถนน คนเดินเท้าเสี่ยงเสียชีวิต-บาดเจ็บมากสุด

งานบทความที่เกี่ยวข้อง

ส่วนที่ 5 ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อการสืบค้น

Writer Don ID2

เนื้อหาสาระของส่วนนี้จะเป็นการขยายความเข้าใจคำอธิบายคำย่อต่างๆ แสดงรายการเอกสารอ้างอิง และลิงค์ (Link) ดาวน์โหลดรายงานที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบค้น ค้นคว้าเพิ่มเติม รวมทั้ง ระบุทำเนียบหน่วยงาน องค์กร และภาคีเครือข่าย ร่วมขับเคลื่อนงานความปลอดภัยทางถนน ไว้สำหรับเชื่อมร้อยภาคีเครือข่าย และ/หรือ ติดต่อขอข้อมูลเชิงลึกได้ต่อไป