0

0

ผู้เขียน :Super Admin ID1

อัพเดทเมื่อวันที่ : 2026-01-03 07:03:19

บทนำ

Highlight:
• มีข้อมูลระบุว่า ประมาณร้อยละ 11 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกเกิดจากการท่องเที่ยว และคาดว่าจะเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2593 หากไม่มีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะทำให้ภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดรูปแบบสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
• ปี 2566 ในหลายภูมิภาคของโลกเผชิญกับผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อย่างเช่น ยุโรปพบกับวิกฤตคลื่นความร้อนและภัยแล้งรุนแรง ด้วยปริมาณฝนและหิมะน้อยกว่าปกติ ตามมาด้วยการขาดแคลนน้ำทำให้การเกษตรกรรมได้รับผลกระทบ ทั้งในฝรั่งเศส อิตาลี สเปน อังกฤษ ฯลฯ
• สสส. และภาคีฯ ร่วมสร้างต้นแบบการท่องเที่ยวสีเขียวเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดยมีพื้นที่อุทยานฯ สีเขียวต้นแบบ 3 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน และอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า


การท่องเที่ยวมีส่วนทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นต้นเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นับวันจะมีผลกระทบรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ แนวความคิดเรื่องการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำจึงเกิดขึ้นมา ในประเทศไทย อุทยานแห่งชาติร่วมกับสสส.และเครือข่ายได้ทำงานร่วมกัน เพื่อให้ข้อมูลความรู้และสร้างความตระหนักกับนักท่องเที่ยว รวมถึงผู้ประกอบการ ชุมชนท้องถิ่น และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายนำไปสู่การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์
…..

ในขณะที่การท่องเที่ยวซึ่งเป็นกิจกรรมยอดนิยมของคนทั่วโลกเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมก็ตามมาเช่นเดียวกัน เพราะการท่องเที่ยวมีส่วนอย่างมากในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลง เห็นได้จากเกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง การขาดแคลนน้ำ ไฟป่า น้ำท่วม ฯลฯ ซึ่งนับวันจะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงมากขึ้น
เพื่อร่วมรับผิดชอบและแก้ไข แนวความคิดเรื่องการท่องเที่ยวสีเขียวจึงเกิดขึ้นมา เปรียบเป็นสัญญาณแห่งความหวัง ซึ่งต้องลงมือทำตอนนี้!
 

ปี 2566 กับปรากฏการณ์โลกเดือด

หากย้อนกลับไปดูจะพบว่า ในปี 2566 หลายภูมิภาคของโลกเผชิญกับผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง อย่างเช่น ยุโรปพบกับวิกฤตคลื่นความร้อนและภัยแล้ง ด้วยปริมาณฝนและหิมะน้อยกว่าปกติ ตามมาด้วยการขาดแคลนน้ำทำให้การเกษตรกรรมได้รับผลกระทบ ทั้งในฝรั่งเศส อิตาลี สเปน อังกฤษ ฯลฯ
ภัยแล้งรุนแรงทำให้เกิดโศกนาฎกรรมในบราซิล เมื่อโลมาแม่น้ำแอมะซอนตายกะทันหันมากถึง 120 ตัว เกิดเป็นความกังวลเกี่ยวกับการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
ภูมิภาคอเมริกาเหนือและเอเชียก็ได้รับผลกระทบกับคลื่นความร้อนและภัยแล้งรุนแรง ทั้งยังเกิดวิกฤตไฟป่าในหลายพื้นที่ทั่วโลก
ลิเบียถูกพายุเฮอริเคนทำลายล้าง เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ในบราซิล ทวีปอเมริกาต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่นเดียวกับที่บางส่วนของเอเชียประสบภัยพายุไต้ฝุ่นรุนแรง ฯลฯ
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ตอนนี้เราเลยจุด “โลกร้อน” ไปสู่ยุค “โลกเดือด” (Global Boiling) แล้ว (1)


ที่สำคัญคือ ปี 2566 สร้างสถิติเป็นปีที่ร้อนที่สุด โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 1.4 องศาเซลเซียส สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
ปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มจะทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหนักหน่วงเลวร้ายยิ่งขึ้นในปี 2567 น้ำแข็งขั้วโลกละลายต่อเนื่องทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า
ขณะที่ระดับก๊าซเรือนกระจกยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ระดับคาร์บอนไดออกไซด์สูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 50 อุณหภูมิโลกจะยังคงสูงขึ้นต่อไปอีกหลายปีต่อจากนี้ (2)
เหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือสภาพภูมิอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความจำเป็นในการดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดการกับกิจกรรมของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก



 

อุทยานฯกับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

มีข้อมูลระบุว่า ประมาณร้อยละ 11 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกเกิดจากการท่องเที่ยว และคาดว่าจะเพิ่มเป็นสองเท่าภายในปี 2593 หากไม่มีการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะทำให้ภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดรูปแบบสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (3)
เทรนด์การท่องเที่ยวสีเขียวจึงมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหา โดยเฉพาะการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยมีปลายทางไปสู่การท่องเที่ยวปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Carbon Neutral Tourism)
อุทยานแห่งชาติซึ่งเป็นเขตการอนุรักษ์ธรรมชาติที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมเพื่อการศึกษาค้นคว้าและพักผ่อน เป็นหนึ่งหน่วยงานที่ร่วมส่งเสริมสนับสนุนแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ โดยการให้ข้อมูลเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับนักท่องเที่ยวว่า ทุกการกระทำไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตามล้วนมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม



การให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวได้ทราบถึงปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระหว่างกิจกรรมการท่องเที่ยวจะช่วยเพิ่มความตระหนักรู้และความเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ
ทางอุทยานแห่งชาติจึงได้เผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่น
• นักท่องเที่ยว 1 คน มีการผลิตน้ำเสีย 0.638 ลบ.ม./คืน เกิดคาร์บอน 0.03 kgCO2eq (กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์) ต่อคน
• นักท่องเที่ยว 1 คน มีการใช้ไฟฟ้า 0.416 หน่วย/คืน เกิดคาร์บอน 0.208 kgCO2eq/คน
• นักท่องเที่ยว 1 คน ทานอาหาร 3 มื้อ เกิดขยะ 1.8 กิโลกรัม/คน เกิดคาร์บอน 0.63 kgCO2eq/คน
ในการบริโภคชนิดอาหารต่าง ๆ ทำให้เกิดคาร์บอนต่างกัน เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 200-270 gCO2eq, อาหารสำเร็จรูป 678-789 gCO2eq, ขนมขบเคี้ยว 160-221 gCO2eq, น้ำอัดลมกระป๋อง 159-182 gCO2eq เป็นต้น
ในการพักค้างในพื้นที่อุทยานฯ นักท่องเที่ยวแต่ละคนปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การใช้หลอดไฟ LED 3 ชั่วโมง 0.036 kgCO2eq, การใช้กาต้มน้ำร้อน 1 ชั่วโมง 0.091 kgCO2eq, เครื่องทำน้ำอุ่น ชนิดใช้แก๊ส 0.42 kgCO2eq, การซักผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ปลอกหมอน 0.78 kgCO2eq, การกดชักโครก 1 ครั้ง 0.84 kgCO2eq, การเปิดน้ำ 1 นาที ประมาณ 10 ลิตรต่อครั้ง 0.84 kgCO2eq เป็นต้น
เพื่อลดรอยเท้าคาร์บอนจากการท่องเที่ยวให้เบาบางลง มีการแนะนำให้เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก จะสามารถช่วยลดคาร์บอนได้ 0.2 kgCO2eq/ถุง การใช้ผลิตภัณฑ์ใช้ช้ำ เช่น แก้วน้ำ ขวดพลาสติก หลอด จะช่วยลดคาร์บอนได้ 0.98 kgCO2eq/ขวด ฯลฯ
นอกจากนี้การแยกขยะและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น นำเศษอาหารมาทำปุ๋ยหมักหรือเลี้ยงสัตว์เป็นทางหนึ่งที่สามารถช่วยได้เช่นกัน (4)
รวมพลังเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน
ความสำเร็จของการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำต้องการความร่วมมือจากหลายฝ่าย รวมถึงภาคเอกชนผู้ประกอบการท่องเที่ยว เช่น บริษัททัวร์ โรงแรม รีสอร์ท ร้านอาหาร รวมไปถึงชุมชนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่ายได้ร่วมผลักดันการท่องเที่ยวคุณภาพที่ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ยั่งยืน
สสส. และภาคีฯ ร่วมสร้างต้นแบบการท่องเที่ยวสีเขียวเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ โดยมีพื้นที่อุทยานแห่งชาติสีเขียวต้นแบบ 3 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน และอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า รวมทั้งมีพื้นที่เครือข่ายอุทยานแห่งชาติสีเขียวอีก 9 แห่ง เช่น อุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ อุทยานแห่งชาติเขาค้อ เป็นต้น

สำหรับอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีพื้นที่ทั้งหมด 301,184 ไร่ มีปริมาณการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ 269,539 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq/ปี) มีสถิตินักท่องเที่ยวที่มาเยือนในปีงบประมาณ 2565 ถึง 439,165 คน ต้องการพื้นที่ป่าไม้สำหรับใช้ดูดซับก๊าซเรือนกระจก 6,037 tCO2eq หรือ 38,000 ไร่
ในการพัฒนาการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมชุมชนสังคมคาร์บอนต่ำ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร หาแนวทางการลดปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอน ให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่พัสดุเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์และทรัพยากรที่มีฉลากสิ่งแวดล้อม (Environmental Labels) การใช้ผลิตภัณฑ์สินค้าตะกร้าเขียว การคัดแยกขยะ ฯลฯ (5)
การให้ความรู้กับผู้ประกอบการและชุมชนบริเวณอุทยานฯ ตั้งแต่การคัดแยกขยะ การบริหารจัดการนักท่องเที่ยว การคำนวณคาร์บอนเครดิต การจูงใจนักท่องเที่ยวด้วยส่วนลด การจัดทำเมนูอาหารคาร์บอนต่ำ (Sustainable Menu) เช่น การกินอาหารตามฤดูกาล วัตถุดิบหาง่ายในท้องถิ่น เป็นต้น
ความรู้ความเข้าใจทำให้เกิดการช่วยกันดูแลและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ เพราะหากเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมขึ้นในพื้นที่อาจส่งผลต่อสุขภาพและเศรษฐกิจในพื้นที่ ที่สำคัญอาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงได้ (6)
อีกทั้งต้นแบบการท่องเที่ยวสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ยังสามารถเป็นโมเดลที่นำไปพัฒนาในพื้นที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ได้


เพื่อให้กิจกรรมสุดโปรดของคนทั่วโลกคือ การท่องเที่ยว เป็นทั้งความเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย มอบความสุข เปิดประสบการณ์ และสร้างความประทับใจ พร้อมกับเป็นการแสดงความรับผิดชอบในการปกป้องโลกที่เราเรียกว่า “บ้าน” ด้วย กิจกรรมที่เกิดจากการท่องเที่ยวจะต้องแบ่งเบาหรือไม่เป็นต้นเหตุในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 

อ้างอิง

(1) Earth.org, The State of the Global Climate in 2023: A Recap, 21 ธันวาคม 2566, https://earth.org/the-state-of-the-global-climate-in-2023-a-recap/
(2) Thestandard.co, ปี 2023 อุณหภูมิโลกเพิ่มถึงจุดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ข่าวร้ายคือปี 2024 ภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มเลวร้ายลงอีก, 5 ธันวาคม 2566, https://thestandard.co/global-temp-reach-unprecedented-levels-in-2023/
(3) World Travel & Tourism Council, A NET ZERO ROADMAP FOR TRAVEL & TOURISM, พฤศจิกายน 2564, https://wttc.org/Portals/0/Documents/Reports/2021/WTTC_Net_Zero_Roadmap.pdf
(4) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), จดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพฉบับสร้างสุข ฉบับที่ 264, ตุลาคม 2566, www.thaihealth.or.th/wp-content/uploads/2023/10/จดหมายข่าวชุมชนคนรักสุขภาพ-ฉบับสร้างสุข-ประจำเดือนตุลาคม-2566.pdf
(5) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สสส. สานพลังภาคีฯ ผลักดัน “ท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์” กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ควบคู่สิ่งแวดล้อม-สุขภาพที่ยั่งยืน, 6 กันยายน 2566, https://www.thaihealth.or.th/สสส-สานพลังภาคีฯ-ผลักดั/
(6) Bangkokbiznews.com, รู้จัก 'การท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์' กับอุทยานแห่งชาติ, 3 ตุลาคม 2566, https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/judprakai/1091720

 

งานบทความที่กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจ

เพิ่มพลังนม เพื่อสุขภาพ (และส่วนสูง) เด็กไทย!
1708931705.jpg

Super Admin ID1

เพิ่มพลังนม เพื่อสุขภาพ (และส่วนสูง) เด็กไทย!

กินอาหารอย่างฉลาด…ห่างไกลโรค
defaultuser.png

Don Admin

กินอาหารอย่างฉลาด…ห่างไกลโรค

รู้เท่าทัน ‘ไข้เลือดออก’ ภัยร้ายคุกคามชีวิต
1708931705.jpg

Super Admin ID1

รู้เท่าทัน ‘ไข้เลือดออก’ ภัยร้ายคุกคามชีวิต

‘ปทุมวันโมเดล’ พื้นที่นำร่อง เขตควบคุมมลพิษต่ำเพื่อสุขภาพคนกรุง
1708931705.jpg

Super Admin ID1

‘ปทุมวันโมเดล’ พื้นที่นำร่อง เขตควบคุมมลพิษต่ำเพื่อสุขภาพคนกรุง

ส่วนที่ 4 ผลการประมวลและสังเคราะห์ข้อมูลองค์ความรู้
1708932589.JPG

Writer hotmail

ส่วนที่ 4 ผลการประมวลและสังเคราะห์ข้อมูลองค์ความรู้

งานบทความที่เกี่ยวข้อง

‘ปทุมวันโมเดล’ พื้นที่นำร่อง เขตควบคุมมลพิษต่ำเพื่อสุขภาพคนกรุง

Super Admin ID1

Hilight

• “ปทุมวันโมเดล” มีวัตถุประสงค์กระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตระหนักในการดูแลสุขภาพ โดยสร้างความร่วมมือใช้รถปล่อยมลพิษต่ำและส่งเสริมการใช้รถสาธารณะพลังงานสะอาด

• โครงการนี้นำแนวคิดมาจากเขตควบคุมมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) ซึ่งมีต้นแบบจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษมาประยุกต์ใช้ โดยกำหนดพื้นที่นำร่องถนนพระราม 1 ระยะทางจากแยกราชประสงค์ถึงแยกปทุมวัน โดยจะดำเนินการตลอดปี 2565

• แบ่งการดำเนินงานโครงการออกเป็น 3 ระดับ ระดับที่ 1 รถยนต์พนักงานจะให้บริการตรวจไอเสียรถยนต์ ตรวจควันดำ ระดับที่ 2 ผู้ทำการค้าร่วมกับทางห้าง เช่น ซับพลายเออร์ที่มาส่งของหรือสินค้าที่จะใช้รถมีมลพิษต่ำ และระดับที่ 3 ลูกค้า ห้างร้านจะชักจูงให้ลูกค้าใช้บริการขนส่งสาธารณะ

 

----------