3

1

Sasitha

ผู้เขียน :Sasitha

อัพเดทเมื่อวันที่ : 2026-03-21 17:00:35

บทนำ

โรคซึมเศร้า มิใช่โรคจิตหรือโรคประสาท เป็นโรคทางอารมณ์ อารมณ์เศร้านี่เอง ทำให้คิดทุกอย่างด้านลบ คิดว่าตนเองผิด คิดว่าตนเองไร้ค่า คิดว่าหมดหวัง อาการของโรคมักเริ่มจากเป็นน้อย ๆ และมากขึ้นไปจนถึงคิดอยากตาย 

โรคซึมเศร้ามีสาเหตุจากการสูญเสีย หรือความเครียดทางจิตใจก็ได้ เช่น ปัญหาการเรียน การทำงาน หรือความสูญเสียในชีวิต (เช่น สอบตก อกหัก คนรักเสียชีวิต หย่าร้าง ตกงาน) หรือเกิดจากการทำงานน้อยลง ของสารสื่อนำประสาทบางตัว

 

โรงเรียนและผู้ปกครอง สามารถช่วยเหลือนักเรียนด้านจิตใจเบื้องต้นด้วย หลักการปฐมพยาบาลทางใจ 3 ส จะช่วยให้เข้าถึง เข้าใจ และช่วยเหลือนักเรียนได้ทันเวลา

ส.ที่หนึ่ง คือ สอดส่อง มองหา ตรวจสอบคนที่มีพฤติกรรมผิดปกติ โดยสังเกตอาการเบื้องต้นหรือสอบถามอาการ 9 ข้อ

ส.ที่สอง คือ ใส่ใจ รับฟัง

ส.ที่สาม คือ ส่งต่อ เชื่อมโยง

หากโรงเรียน คุณครู เพื่อน และผู้ปกครอง ช่วยกันสอดส่อง ใส่ใจ ช่วยเหลือ ก็จะช่วยให้การรับมือกับปัญหาโรคซึมเศร้าได้ช่วยให้เด็กมีสุขภาพจิตที่ดี  
มีภาวะทางอารมณ์ที่ดี และพร้อมเติบโตรับรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างเหมาะสม

อ้างอิง

https://childimpact.co/learning/depression-disorder-vdo

งานบทความที่กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจ

ทำความรู้จัก เพจ "สารส้ม" พื้นที่ปลอดภัย เสริมพลังเยาวชน ห่างยาเสพติด
1708931705.jpg

Super Admin ID1

ทำความรู้จัก เพจ "สารส้ม" พื้นที่ปลอดภัย เสริมพลังเยาวชน ห่างยาเสพติด

เพิ่มพลังนม เพื่อสุขภาพ (และส่วนสูง) เด็กไทย!
1708931705.jpg

Super Admin ID1

เพิ่มพลังนม เพื่อสุขภาพ (และส่วนสูง) เด็กไทย!

ส่วนที่ 2 กระบวนการและกลไกสร้างเสริมสุขภาวะ เพื่อจัดการแก้ไขปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางถนน
1708932589.JPG

Writer hotmail

ส่วนที่ 2 กระบวนการและกลไกสร้างเสริมสุขภาวะ เพื่อจัดการแก้ไขปัจจัยเสี่...

เอาชนะการตื่นนอนกลางดึก ปัญหาสุขภาพที่ถูกมองข้าม
1708931705.jpg

Super Admin ID1

เอาชนะการตื่นนอนกลางดึก ปัญหาสุขภาพที่ถูกมองข้าม

โรคซึมเศร้า ไม่ใช่แค่เราคิดไปเอง
defaultuser.png

ศศิตา ปิติพรเทพิน

โรคซึมเศร้า ไม่ใช่แค่เราคิดไปเอง

งานบทความที่เกี่ยวข้อง

ถึงเวลาล้างพิษโซเชียลมีเดีย ช่วยปรับสุขภาพจิตให้ปลอดโปร่งขึ้น

Super Admin ID1

Highlight

การทำโซเชียลมีเดียดีท็อกซ์สามารถช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งขึ้นได้ เพราะในโลกออนไลน์มักเต็มไปด้วย ความสมบูรณ์แบบ ของเหล่า ดาราและคนดัง ตลอดจนเรื่องราวชีวิตของเพื่อน ๆ ที่มีภาพถ่ายและคำบรรยายภาพสวยหรู ซึ่งเป็น การกระตุ้นจิตใจให้ฟุ้งซ่านได้ง่าย

โดยทั่วไปการทำโซเชียลมีเดียดีท็อกซ์ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 30 วัน บางคนใช้เวลา 7 วันหรืออาจถึง 1 ปี แต่ตามหลักการแล้วจะต้องจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียโดยสิ้นเชิง ด้วยการลบแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียทั้งหมดออกจากโทรศัพท์มือถือ หรืออย่างน้อยก็ปิดการใช้งานชั่วคราว

ระหว่างการดีท็อกซ์จะต้องวางแผนสิ่งที่จะทำ เช่น อ่านหนังสือ, ใช้เวลากับเพื่อนและครอบครัว, เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ, การทำงานหรือทำธุรกิจเสริม, ออกกำลังกาย เข้าฟิตเนส เล่นโยคะ, ออกเดินทาง หรือใช้เวลาไปกับการฝึกสมาธิและฝึกสติ ฯลฯ

 

เดิมทีโซเชียลมีเดียในช่วงแรกเกิดขึ้นโดยมุ่งให้ผลเรื่องความสนุกสนานและไร้พิษภัย แต่ปัจจุบันกลับกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา ซึ่งคนส่วนใหญ่มักใช้เสพข้อมูลเป็นหลัก และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าโซเชียลมีเดียเข้ามามีอิทธิพลต่อทุกสิ่งตั้งแต่การเลือกตั้งไปจนถึงเรื่องถกเถียงสาธารณะ ส่งผลให้หลายคนเริ่มที่จะตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น จึงมีแนวโน้มที่ผู้คนจะลดการใช้โซเชียลมีเดียหรือใช้อย่างมีสติมากขึ้น บางคนถึงกับหักดิบด้วยการลบบัญชีโซเชียลมีเดียออกไปจากชีวิต

อย่างไรก็ตาม หากใครกำลังประสบกับความวิตกกังวล และความเครียดที่เกิดขึ้นจากการใช้โซเชียลมีเดีย มีคำแนะนำจาก Amber Murphy ในเว็บไซต์ Declutter The Mind ไว้ว่า ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องหักดิบด้วยการเลิกใช้ในทันที เพียงแค่ทำการล้างพิษ หรือ “ดีท็อกซ์” การใช้โซเชียลมีเดียก็อาจเพียงพอ