0

0

ผู้เขียน :Mon

อัพเดทเมื่อวันที่ : 2026-02-01 16:40:11

บทนำ

วันอาหารโลก (World Food Day) ถูกกำหนดขึ้นโดย องค์การอาหารและการเกษตร แห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations : FAO) ในวันที่ 16 ตุลาคม ของทุกปี เพื่อยกระดับความตระหนักรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ปัญหา ด้านอาหารและโภชนาการ รวมถึงความหิวโหยและความไม่มั่นคงด้านอาหารทั่วโลก

 

คำขวัญของวันอาหารโลกในปี 2567 คือ “สิทธิในอาหาร เพื่อชีวิตที่ดี และอนาคตที่ดีกว่า” หรือ Right to foods for a better life and a better future ซึ่งมีองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า 150 ประเทศ ทั่วโลก ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองวันอาหารโลกในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสัมมนา การรณรงค์ หรือกิจกรรมในชุมชน 

 

การจัดงานประชุมภายใต้แนวคิด “บูรณาการเครือข่ายอาหาร สู่การบริโภคที่สมดุล ด้วยระบบอาหารที่ยั่งยืน” นับเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนและการสื่อสารเรื่อง “สิทธิในอาหาร เพื่อชีวิตที่ดี และอนาคตที่ดีกว่า” เพื่อให้ทุกคนเกิดความตระหนักและร่วมมือกัน ขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืนและส่งเสริมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะอย่างสมดุล ในวาระโอกาสวันอาหารโลกประจำปีนี้

 

เพราะอะไรเราจึงจำเป็นที่จะต้องขับเคลื่อนเรื่องระบบอาหาร?

จากรายงานของโครงการอาหารโลก (World Food Program) ในปี 2566 พบว่า มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี จำนวนกว่า 36 ล้านคน จาก 32 ประเทศทั่วโลก ขาดสารอาหารหรือมีภาวะทุพโภชนาการอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้พลัดถิ่น จากวิกฤตทั้งทางด้านความขัดแย้ง ภัยพิบัติ และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก

 

ข้อมูลในปี 2565 ของ UNICEF, WHO, World Bank Group แสดงจำนวน ประชากรเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปี และมีภาวะผอม (Wasting) พบว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปีในประเทศไทย มีภาวะผอมอยู่ในระดับปานกลาง คือร้อยละ 5-10

 

และในภาพรวมทั่วโลก พบว่า เด็กที่มีภาวะทุโภชนาการส่วนมาก อยู่ในทวีปเอเชียและแอฟริกา และตัวเลขที่น่าพิจารณา คือ เด็กที่มีภาวะผอมแห้งจำนวนมากกว่า 2 ใน 3 นั้นอยู่ในทวีปเอเชีย

จากสถานการณ์ด้านอาหารในภาพรวมระดับโลกมาสู่สถานการณ์ในระดับประเทศไทย ที่มีความมุ่งมันและมีนโยบายที่จะทำให้ประเทศมีบทบาทเป็น “ครัวของโลก”

 

กว่า 2 ทศวรรษ ที่รัฐบาลมีนโยบายและเป้าหมายที่จะสร้างรายได้ และโอกาสการทำงานในภาคการเกษตรและอาหาร รวมถึงการเสริมสร้างชื่อเสียง ให้กับประเทศไทยในฐานะที่เป็น "ครัวของโลก" หรือ “Kitchen of the World”

แต่เนื่องจากการขับเคลื่อนระบบอาหารมีความหลากหลาย ซับซ้อน และมีความท้าทายหลายประการ ซึ่งผลการศึกษาที่ผ่านมาและการศึกษาของภาคี เครือข่ายแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. ได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นอาหารที่สำคัญของสังคมไทย พบว่า 

  1. กลุ่มคนยากจนและกลุ่มเปราะบาง ยังไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีโภชนาการ ที่เหมาะสม

  2. การเข้าถึงอาหารของกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มคนจนในเขตเมือง และกลุ่มคนที่เป็นแรงงานนอกระบบและถูกเลิกจ้าง 

  3. ประชาชนไทยยังขาดความรู้ความเข้าในการบริโภคอาหารที่เหมาะสมและเพียงพอตามช่วงวัย โดยมักจะบริโภคอาหารตามความชอบ อาทิ อาหารที่มีรสชาติจัดทั้งหวาน มัน เค็ม บริโภคผักผลไม้น้อยกว่าข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก (อย่างน้อย 400กรัมต่อวัน) จึงส่งผลกระทบต่อสุขภาพและมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ไม่ติดต่อได้ในอนาคต 

  4. เกษตรกรส่วนใหญ่เข้าสู่วัยผู้สูงอายุ จึงเกิดช่องว่างและขาดคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมผลิต อาหารรวมทั้งหากเป็นเกษตรรายย่อยส่วนใหญ่ก็มักยังไม่พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจากเดิมมาเป็นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่

  5. เกษตรกรรายย่อย ส่วนใหญ่มีปัญหาการเพิ่มปริมาณผลผลิตและการยกระดับรายได้ เพราะมีข้อจำกัดที่ทำให้เข้าไม่ถึงทรัพยากร ทางด้านทุน องค์ความรู้ และเทคโนโลยี 

จากปัญหาและวิกฤตการณ์ด้านอาหารดังกล่าว จึงมีความจำเป็นเร่งด่วน ที่จะต้องเชื่อมร้อยและบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันสร้าง “ระบบอาหารที่ยั่งยืนในประเทศไทย” (สไลด์ 12) โดยมีเป้าหมายเพื่อ

  • ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและการผลิตอาหารปลอดภัย โดยสนับสนุนให้ประชาชน ในทุกระดับตั่งแต่บุคคล ครอบครัว และชุมชน ให้มีการผลิตอาหารเพื่อสร้างความมั่นคง ทางอาหารและอาหารปลอดภัย ในครัวเรือนและชุมชน 

  • สร้างระบบอาหารปลอดภัยและการกระจายอาหารที่เป็นธรรม โดยให้ความสำคัญกับ เกษตรกรรายย่อยและผู้ผลิตอาหารขนาดเล็ก ผลิตอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ยกระดับการแปรรูปผลผลิตเพื่อรักษาคุณค่าทางโภชนาการ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ รายได้ เชื่อมโยงการกระจายผลผลิตไปสู่แหล่งจำหน่าย หรือสร้างระบบตลาดที่เป็นธรรม 

  • สนับสนุนการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีความหลากหลาย โดยส่งเสริมให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านอาหาร เพื่อนำไปสู่การบริโภคอาหาร เพื่อสุขภาวะได้อย่างสมดุล โดยเพิ่มการบริโภคผักผลไม้ให้ได้ปริมาณที่เพียงพอ ตามข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก และลดการบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของ โซเดียม น้ำตาล และไขมันสูง เพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพดีและลดความเสี่ยงต่อ การเกิดโรคไม่ติดต่อในอนาคต

ที่กล่าวถึงข้างต้น เพื่อขอยืนยันอีกครั้งว่า ความร่วมมือกันขับเคลื่อนระบบอาหารที่ยั่งยืน จากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนนั้นมีความสำคัญ ต่อการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ปัญหาด้านอาหาร ในระดับประเทศ เพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพดีจากบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะได้อย่างสมดุล 

 

การจัดเวทีประชุมในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสของการรวมพลังจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการเชื่อมโยงและบูรณาการความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาและพัฒนางานด้านอาหาร ทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงประเด็น ด้วยเป้าหมายที่จะสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนและ การบริโภคที่สมดุลให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

อ้างอิง

เวทีบูรณาการและนวัตกรรมสังคมด้านอาหาร ประจำปี 2567
วันที่ 15 ตุลาคม 2567

งานบทความที่กำลังเป็นที่ได้รับความสนใจ

รู้เท่าทัน ‘ไข้เลือดออก’ ภัยร้ายคุกคามชีวิต
1708931705.jpg

Super Admin ID1

รู้เท่าทัน ‘ไข้เลือดออก’ ภัยร้ายคุกคามชีวิต

ดื่มแล้วขับกับอุบัติเหตุทางถนน ปัญหาที่ยังคงท้าทายของไทย
1708931705.jpg

Super Admin ID1

ดื่มแล้วขับกับอุบัติเหตุทางถนน ปัญหาที่ยังคงท้าทายของไทย

การฆ่าตัวตายในวัยรุ่น: ภัยเงียบที่เพิ่มขึ้น
1708931705.jpg

Super Admin ID1

การฆ่าตัวตายในวัยรุ่น: ภัยเงียบที่เพิ่มขึ้น

การสื่อสารระหว่าง Generation Gap เปลี่ยน ‘ช่องว่าง’ ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์
1708931705.jpg

Super Admin ID1

การสื่อสารระหว่าง Generation Gap เปลี่ยน ‘ช่องว่าง’ ให้เป็นพื้นที่สร้า...

ขยับตัวเพื่อสุขภาพ เด็กไทยเอาชนะพฤติกรรมเนือยนิ่งและบอกลาโรคอ้วน
1708931705.jpg

Super Admin ID1

ขยับตัวเพื่อสุขภาพ เด็กไทยเอาชนะพฤติกรรมเนือยนิ่งและบอกลาโรคอ้วน

งานบทความที่เกี่ยวข้อง

มาตรการ “หวานน้อย” ทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

Super Admin ID1

  • คนไทยกินน้ำตาลถึงวันละ 25 ช้อนชา มากกว่าปริมาณที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำไว้คือ ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา
  • อาหารและเครื่องดื่มที่หวานเกินเกณฑ์มาตรฐานส่งผลให้คนไทยร้อยละ 75 ป่วยและเสียชีวิตจากโรค NCDs และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี มีข้อมูลพบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากถึง 300,000 คนต่อปี
  • การลดปริมาณน้ำตาลควรค่อย ๆ ลดลงให้ร่างกายสามารถรับน้ำตาลได้น้อยที่สุด โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ลดอาหารเครื่องดื่มรสหวานและซ่อนหวาน

 

“คนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากถึง 300,000 คนต่อปี …”

“คนไทยร้อยละ 75 ป่วยและเสียชีวิตจากโรค NCDs และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี ...”

ข้อมูลเหล่านี้ตอกย้ำความกังวลเกี่ยวกับการบริโภคหวานมากจนอาจมีผลต่อสุขภาพของคนไทย

ถึงแม้ว่า ประชาชนจำนวนมากจะรู้อยู่แล้วว่า “หวานมันร้าย” แต่กลับไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะลด จึงจำต้องมีแรงผลักดันส่งเสริมจากภาคส่วนต่าง ๆ เกิดเป็นมาตรการและการรณรงค์เพื่อไปสู่เป้าหมายสังคมหวานน้อย